ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องต่อมอะดีนอยด์และภาวะต่อมอะดีนอยด์โตในเด็ก

ต่อมอะดีนอยด์ (Adenoids) คือเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่อยู่บริเวณส่วนหลังของโพรงจมูก มีหน้าที่สำคัญในการดักจับเชื้อโรค ทั้งไวรัสและแบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางระบบทางเดินหายใจ เพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายในวัยเด็ก โดยทั่วไปต่อมอะดีนอยด์จะมีขนาดใหญ่ที่สุดในช่วงอายุ 3 ถึง 5 ปี และจะค่อยๆ ฝ่อตัวลดขนาดลงตามธรรมชาติเมื่อเด็กเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นช่วงอายุประมาณ 10 ถึง 12 ปีขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ในเด็กบางรายอาจเกิดภาวะต่อมอะดีนอยด์โตผิดปกติ (Adenoid Hypertrophy) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจและการนอนหลับ ภาวะนี้นับเป็นปัญหาสำคัญทางกุมารเวชศาสตร์ที่พ่อแม่และผู้ดูแลไม่ควรละเลย เนื่องจากสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนซ้ำซาก และส่งผลเสียต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสติปัญญาของเด็กในระยะยาว

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคต่อมอะดีนอยด์โต

การโตขึ้นของต่อมอะดีนอยด์เกิดได้จากหลายปัจจัย โดยกลไกหลักเกิดจากการกระตุ้นของระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบเรื้อรัง ดังนี้

  • การติดเชื้อซ้ำซาก (Recurrent Infections): การที่เด็กได้รับการกระตุ้นจากเชื้อไวรัส เช่น Rhinovirus, Adenovirus หรือเชื้อแบคทีเรีย เช่น Streptococcus pneumoniae ซ้ำๆ ทำให้เนื้อเยื่อน้ำเหลืองของต่อมอะดีนอยด์ต้องทำงานหนักและเกิดการขยายตัวเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคจนกลายเป็นการโตถาวร
  • โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ (Allergic Rhinitis): เด็กที่มีภาวะภูมิแพ้อากาศจะมีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุโพรงจมูกและเนื้อเยื่อข้างเคียง สารก่อภูมิแพ้จะกระตุ้นให้ต่อมอะดีนอยด์บวมโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • มลภาวะในสิ่งแวดล้อม (Environmental Pollutants): การสัมผัสฝุ่นละอองขนาดเล็ก ควันพิษ หรือควันบุหรี่มือสอง เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบเรื้อรังในทางเดินหายใจส่วนบน

อาการสำคัญและระยะความรุนแรงของโรค

อาการของภาวะต่อมอะดีนอยด์โตสามารถแบ่งออกเป็นระยะตามความรุนแรงของอาการอุดกั้นทางเดินหายใจ ดังนี้

ระยะเริ่มต้น (Mild Symptoms)

เด็กมักเริ่มมีอาการคัดจมูกเรื้อรัง หายใจเสียงดัง หรือมีน้ำมูกไหลบ่อยครั้งคล้ายเป็นหวัดตลอดเวลา มักนอนอ้าปากหายใจเนื่องจากลมหายใจผ่านทางจมูกได้ไม่สะดวก

ระยะปานกลางถึงรุนแรง (Moderate to Severe Symptoms)

เมื่อต่อมอะดีนอยด์โตจนอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนหลังเกือบทั้งหมด เด็กจะมีอาการนอนกรนเสียงดัง สะดุ้งตื่นกลางดึก ปัสสาวะรดที่นอน มีพฤติกรรมกระสับกระส่ายขณะนอนหลับ และเริ่มมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) เป็นระยะ ส่งผลให้สมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอในช่วงเวลากลางคืน

ระยะฟื้นตัวและผลกระทบระยะยาวหากไม่ได้รับการรักษา

ในเด็กที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการอุดกั้นทางเดินหายใจเรื้อรังจะส่งผลให้โครงสร้างใบหน้าเปลี่ยนไป เรียกว่า Adenoid Facies ซึ่งมีลักษณะใบหน้ายาว ปากอ้า ฟันบนยื่น และดั้งจมูกแบน นอกจากนี้ยังส่งผลให้สมาธิสั้น เรียนรู้ช้า และเติบโตช้ากว่าเกณฑ์ปกติ (Failure to Thrive)

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพบแพทย์ทันที:
  • เด็กมีอาการหยุดหายใจขณะหลับ สะดุ้งตื่นขึ้นมาเฮือกหายใจเหมือนขาดอากาศ
  • หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือซี่โครงบานขณะหลับ
  • มีภาวะง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน หรือพฤติกรรมก้าวร้าว สมาธิสั้นอย่างรุนแรง
  • มีไข้สูงร่วมกับปวดหูรุนแรง หรือมีน้ำหนวกไหลจากหู ซึ่งอาจเกิดจากหูชั้นกลางอักเสบแทรกซ้อน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก (Otolaryngologist) ประเมินอาการเบื้องต้นแล้ว จะมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันขนาดและการอุดกั้นของต่อมอะดีนอยด์ ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด (Clinical History): แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับพฤติกรรมการนอน การกรน ประวัติโรคภูมิแพ้ และความถี่ในการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
  • การส่องกล้องตรวจโพรงจมูก (Nasal Endoscopy): เป็นการใช้กล้องขนาดเล็กสอดเข้าไปในโพรงจมูกเพื่อประเมินขนาดและการอุดกั้นของต่อมอะดีนอยด์โดยตรง วิธีนี้ให้ความแม่นยำสูงที่สุดและช่วยให้เห็นพยาธิสภาพได้อย่างชัดเจน
  • การเอกซเรย์ภาพด้านข้างของลำคอ (Lateral Neck X-ray): เพื่อประเมินขนาดของต่อมอะดีนอยด์เปรียบเทียบกับขนาดของช่องทางเดินหายใจส่วนหลังโพรงจมูก
  • การตรวจคุณภาพการนอนหลับ (Polysomnography or Sleep Study): ในรายที่มีอาการนอนกรนรุนแรงหรือสงสัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แพทย์จะแนะนำให้ทำการตรวจเพื่อวัดระดับออกซิเจน การหายใจ และคลื่นสมองขณะหลับ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะต่อมอะดีนอยด์โตมีตั้งแต่การรักษาด้วยยาไปจนถึงการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค

1. การรักษาด้วยยาและการดูแลเบื้องต้น

ในกรณีที่ต่อมอะดีนอยด์โตไม่มากและไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีประคับประคองและรักษาด้วยยา ได้แก่

  • ยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ (Intranasal Steroids): เพื่อลดการอักเสบและลดขนาดของต่อมอะดีนอยด์และเนื้อเยื่อบวมรอบๆ
  • ยาแก้แพ้ (Antihistamines): ในรายที่มีสาเหตุร่วมจากโรคภูมิแพ้
  • การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Nasal Saline Irrigation): เพื่อชะล้างน้ำมูกและสิ่งสกปรก ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคและการอักเสบ

2. การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์ (Adenoidectomy)

การผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์ในเด็กดีไหม? คำตอบทางการแพทย์คือ การผ่าตัดนี้มีความปลอดภัยสูงและให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีมากในเด็กที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ชัดเจน โดยเฉพาะเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับขั้นปานกลางถึงรุนแรง หรือมีการติดเชื้อของหูชั้นกลางและไซนัสอักเสบเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา

ขั้นตอนการผ่าตัดและความปลอดภัย:

  • การผ่าตัดทำโดยการดมยาสลบ (General Anesthesia) โดยวิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเด็กโดยเฉพาะ เพื่อความปลอดภัยและไร้ความเจ็บปวดระหว่างทำหัตถการ
  • แพทย์จะทำการผ่าตัดผ่านทางช่องปาก โดยใช้เครื่องมือพิเศษ เช่น เครื่องตัดสลายด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (Coblator) หรือเครื่องมือตัดปั่น (Microdebrider) เพื่อนำต่อมอะดีนอยด์ออกโดยไม่มีแผลภายนอกร่างกาย
  • การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 30 ถึง 45 นาที และมีความเสี่ยงในการเสียเลือดน้อยมาก
คำแนะนำจากคุณหมอเกี่ยวกับการดูแลหลังผ่าตัด: หลังผ่าตัดเสร็จสิ้น เด็กมักได้รับการดูแลในห้องฟื้นฟูจนรู้สึกตัวดี พ่อแม่ควรดูแลเรื่องอาหารการกินอย่างเคร่งครัด โดยให้งดอาหารร้อนและอาหารที่มีความคมในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์แรก แนะนำให้รับประทานอาหารเหลวแช่เย็น เช่น ไอศกรีม โยเกิร์ต นมเย็น หรือโจ๊กเหลวอุณหภูมิห้อง เพื่อช่วยลดอาการปวดและลดความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกหลังผ่าตัด

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลเด็กที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจหรือเตรียมตัวผ่าตัด มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่ผู้ปกครองต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของเด็ก

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเองเด็ดขาด: อาการต่อมอะดีนอยด์บวมส่วนใหญ่ในระยะแรกเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นไม่เพียงแต่ไม่ได้ผลการรักษา แต่ยังกระตุ้นให้เกิดเชื้อดื้อยาในร่างกายของเด็ก
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ในกรณีที่เด็กมีไข้สูงและยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก การใช้ยากลุ่มนี้อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกง่ายและเป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ก่อนการผ่าตัดต้องงดยากลุ่มนี้เพื่อป้องกันภาวะเลือดไม่แข็งตัวระหว่างผ่าตัด
  • ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว: การให้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้หรือบรรเทาอาการปวดหลังผ่าตัด ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามให้ยาเกิน 5 ครั้งต่อวัน เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบเฉียบพลันจากการได้รับยาเกินขนาด

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

แม้ว่าต่อมอะดีนอยด์โตจะรักษาหายได้ แต่การป้องกันการกลับมาอักเสบซ้ำและการดูแลสุขภาพโดยรวมเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่สมบูรณ์

  • การเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนด: ควรให้เด็กได้รับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) ประจำปี และวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไอพีดี (Pneumococcal Vaccine) เพื่อลดโอกาสการเกิดการอักเสบรุนแรงในระบบทางเดินหายใจ
  • การรักษาความสะอาดและสุขอนามัยที่ดี: ฝึกให้เด็กสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ เพื่อหลีกเลี่ยงการรับเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย
  • โภชนาการและการออกกำลังกาย: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานตามธรรมชาติ

กล่องสรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เช็กลิสต์การเตรียมตัวก่อนและหลังผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์สำหรับผู้ปกครอง

  • ก่อนวันผ่าตัด 7 ถึง 10 วัน: งดยาที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มแอสไพริน หรือยาแก้แพ้บางชนิดตามที่แพทย์สั่ง
  • คืนก่อนวันผ่าตัด: ให้เด็กงดน้ำและอาหารทุกชนิด (NPO) ตามเวลาที่วิสัญญีแพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะสำลักลงปอดระหว่างดมยาสลบ
  • วันผ่าตัด: พ่อแม่ควรเตรียมเสื้อผ้าที่ใส่สบายและของเล่นชิ้นโปรดของเด็กมาที่โรงพยาบาลเพื่อช่วยลดความกังวลของเด็ก
  • การดูแลหลังผ่าตัด 1 ถึง 3 วันแรก: ให้เด็กรับประทานเฉพาะอาหารเหลว เย็น และนิ่ม เช่น ไอศกรีม นมเย็น โจ๊กเหลวอุ่นค่อนไปทางเย็น หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัดหรือมีความแข็ง
  • การดูแลสัปดาห์ที่ 1 หลังผ่าตัด: งดการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมากหรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทก เพื่อป้องกันแผลผ่าตัดแยกและมีเลือดออก
  • การสังเกตอาการผิดปกติ: หากเด็กมีเลือดสดไหลออกจากปากหรือจมูก มีไข้สูงไม่ลดลง หรือไม่สามารถกลืนน้ำลายได้ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down