ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกเดินเขย่งปลายเท้าตลอดเวลา: อาการที่พ่อแม่ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด

การที่เด็กเล็กเริ่มหัดเดินถือเป็นพัฒนาการก้าวสำคัญที่ครอบครัวต่างเฝ้ารอคอยด้วยความตื่นเต้น ในช่วงแรกของการหัดเดิน เด็กหลายคนอาจมีการเดินในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การเดินกางขา การเดินลงส้นเท้า หรือแม้แต่การเดินเขย่งปลายเท้าเป็นครั้งคราว ซึ่งในเด็กบางวัยอาจเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การทรงตัวและการสำรวจร่างกายของตนเอง อย่างไรก็ตาม หากผู้ปกครองพบว่า ลูกเดินเขย่งปลายเท้าตลอดเวลา หรือทำเป็นประจำจนกลายเป็นความเคยชิน อาการนี้อาจไม่ใช่เพียงแค่พฤติกรรมชั่วคราว แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนจากความผิดปกติของระบบโครงสร้างร่างกาย กล้ามเนื้อ เอ็นร้อยหวาย หรือระบบประสาทที่ต้องได้รับการประเมินและตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กและกุมารแพทย์โรคระบบประสาทอย่างเร่งด่วน

ในทางการแพทย์ ภาวะการเดินเขย่งปลายเท้าในเด็ก (Toe Walking) พบได้บ่อยในเด็กช่วงวัยหัดเดิน (Toddler) ที่กำลังเรียนรู้การทรงตัว แต่หากเด็กมีอายุเกินสองปีขึ้นไปแล้วยังคงเดินเขย่งปลายเท้าเป็นประจำ หรือไม่สามารถวางราบฝ่าเท้าราบกับพื้นได้ตามปกติ อาการนี้จัดว่ามีความผิดปกติที่ต้องค้นหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการการเคลื่อนไหวโครงสร้างกระดูกสันหลัง ข้อต่อสะโพก และข้อเข่าในระยะยาว

กลไกและสาเหตุทางการแพทย์ที่ทำให้เด็กเดินเขย่งปลายเท้า

การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและกลไกการเกิดโรคเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการดูแลรักษา ภาวะการเดินเขย่งปลายเท้าสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มสาเหตุหลักๆ ได้ดังนี้

  • ภาวะการเดินเขย่งปลายเท้าโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic Toe Walking): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยเด็กไม่มีความผิดปกติทางระบบประสาทหรือโครงสร้างร่างกายที่ชัดเจน เด็กกลุ่มนี้มักจะเดินเขย่งปลายเท้าทั้งสองข้าง แต่ยังคงสามารถวางเท้าลงราบได้หากได้รับการกระตุ้นหรือเมื่อต้องเดินขึ้นบันได มักมีประวัติคนในครอบครัวเคยมีพฤติกรรมลักษณะนี้ในวัยเด็กเช่นกัน
  • ความตึงตัวของเอ็นร้อยหวายและกล้ามเนื้อน่อง (Tight Achilles Tendon and Calf Muscles): หากเด็กเดินเขย่งปลายเท้าเป็นเวลานาน จะส่งผลให้กล้ามเนื้อน่องหดเกร็งและเอ็นร้อยหวายยึดสั้นลงตามกลไกการปรับตัวของร่างกาย ซึ่งจะยิ่งทำให้เด็กไม่สามารถวางส้นเท้าลงบนพื้นได้สนิท กลายเป็นวงจรที่ทำให้มีอาการเดินเขย่งปลายเท้าอย่างถาวร
  • ความผิดปกติของระบบประสาทและสมอง (Neurological Disorders): ภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy) โดยเฉพาะชนิดที่มีการเกร็งของกล้ามเนื้อ (Spastic Cerebral Palsy) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กล้ามเนื้อขามีภาวะตึงตัวสูงผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการเดินเขย่งปลายเท้า นอกจากนี้ยังอาจพบได้ในโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคทางพันธุศาสตร์ หรือมีความผิดปกติของไขสันหลัง
  • ความผิดปกติด้านการรับความรู้สึกและการประมวลผล (Sensory Processing Differences): เด็กบางรายที่มีภาวะออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder) หรือมีความไวต่อการรับความรู้สึกที่ฝ่าเท้าผิดปกติ (Sensory Hypersensitivity) อาจเลือกที่จะเดินเขย่งปลายเท้าเพื่อลดสัมผัสจากพื้นผิว หรือเพื่อกระตุ้นการรับรู้ตำแหน่งของข้อต่อและกล้ามเนื้อ (Proprioceptive Input)

อาการร่วมและสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

การสังเกตลักษณะการเดินและอาการร่วมอื่นๆ ของเด็กถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ ผู้ปกครองควรสังเกตสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ดังต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด

  • เด็กไม่สามารถวางฝ่าเท้าลงบนพื้นได้เลยแม้แต่ตอนพัก หรือไม่สามารถดึงข้อเท้าขึ้นมาอยู่ในมุมฉากได้เมื่อผู้ปกครองช่วยจับยืด
  • มีอาการเกร็ง ขาแข็ง หรือเดินด้วยขากรรไกร (Scissoring Gait) ร่วมด้วย
  • เด็กสูญเสียทักษะการทรงตัวที่เคยทำได้ หรือมีอาการเดินเซ ล้มบ่อยผิดปกติ
  • มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน
  • เด็กมีพัฒนาการด้านภาษา การสื่อสาร หรือการเข้าสังคมล่าช้าร่วมด้วย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการออทิสติกสเปกตรัม
  • มีอาการปวดตึงบริเวณน่อง ข้อเท้า หรือฝ่าเท้าบ่อยครั้ง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการเดินเขย่งปลายเท้าเพียงข้างเดียว (Unilateral Toe Walking) ตลอดเวลา ถือเป็นสัญญาณเตือนที่อันตรายกว่าการเดินเขย่งสองข้าง เพราะมักบ่งบอกถึงความผิดปกติทางระบบประสาทเฉพาะที่ หรือโครงสร้างกายวิภาคของขาข้างนั้นที่มีปัญหา ผู้ปกครองควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด ห้ามปล่อยทิ้งไว้จนกล้ามเนื้อยึดติดถาวร

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อหรือเวชศาสตร์ฟื้นฟู จะดำเนินการตรวจประเมินอย่างละเอียด ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: เริ่มตั้งแต่ประวัติการตั้งครรภ์ การคลอด พัฒนาการตามวัยแต่ละช่วง ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการเดินเขย่ง และประวัติสุขภาพในครอบครัว
  • การตรวจร่างกายทางระบบประสาทและระบบโครงกระดูก: ประเมินกำลังของกล้ามเนื้อ การตึงตัวของเอ็นร้อยหวาย (Passive Range of Motion of Ankle Joint) และการตอบสนองของรีเฟล็กซ์ (Deep Tendon Reflex)
  • การสังเกตลักษณะการเดิน (Gait Analysis): ประเมินท่าทางการเดิน การลงน้ำหนักที่ฝ่าเท้า และการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือเครื่องมือพิเศษ: ในกรณีที่แพทย์สงสัยความผิดปกติของระบบประสาทหรือสมอง อาจพิจารณา ส่งตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography - EMG) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นสนาม (MRI) ตามดุลยพินิจของแพทย์

วิธีดูแลรักษาและการบำบัดรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะเดินเขย่งปลายเท้าจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ โดยแพทย์จะมีแนวทางดูแลรักษาดังนี้

  • กายภาพบำบัดและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Physical Therapy and Stretching): เป็นการรักษาหลักสำหรับเด็กที่มีภาวะเอ็นร้อยหวายตึง นักกายภาพบำบัดจะสอนท่าออกกำลังกายเพื่อยืดกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายอย่างถูกวิธี รวมถึงการฝึกการลงน้ำหนักที่ส้นเท้าและการทรงตัว
  • การใช้อุปกรณ์ดามข้อเท้า (Ankle-Foot Orthoses - AFOs): ในเด็กที่มีภาวะเอ็นร้อยหวายตึงมาก หรือมีภาวะเกร็งจากระบบประสาท แพทย์อาจแนะนำให้ใส่อุปกรณ์ดามข้อเท้าในเวลากลางคืนหรือระหว่างวัน เพื่อช่วยยืดเอ็นร้อยหวายให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
  • การใส่เฝือกปูนซีเมนต์ (Serial Casting): หากเอ็นร้อยหวายยึดสั้นมาก แพทย์อาจพิจารณาใส่เฝือกทีละน้อยเพื่อค่อยๆ ยืดเอ็นร้อยหวายให้ยาวขึ้นทีละนิดจนสามารถวางเท้าลงราบได้
  • การรักษาด้วยยาและการผ่าตัด: ในกรณีที่มีภาวะเกร็งจากระบบประสาทรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือการฉีดยาโบทูลินัมท็อกซิน (Botulinum Toxin Injection) เพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อชั่วคราว สำหรับรายที่มีความรุนแรงมากและเอ็นร้อยหวายหดสั้นถาวร อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดยืดเอ็นร้อยหวายโดยศัลยแพทย์กระดูกและข้อ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การสังเกตและเริ่มกระบวนการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ในช่วงที่เด็กอายุยังน้อย จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการรักษาด้วยวิธีอนุรักษ์ เช่น กายภาพบำบัดและการยืดกล้ามเนื้อ โดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัดในอนาคต พ่อแม่ควรมีความอด and และสม่ำเสมอในการทำกายภาพบำบัดร่วมกับลูกที่บ้านตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ผู้ปกครองไม่ควรทำ

ในการดูแลเด็กที่มีภาวะเดินเขย่งปลายเท้า มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญซึ่งผู้ปกครองควรตระหนัก ดังนี้

  • ห้ามบังคับหรือดึงข้อเท้าของลูกด้วยความรุนแรง: การพยายามฝืนดึงข้อเท้าหรือกดส้นเท้าของเด็กให้ราบกับพื้นด้วยความรุนแรง อาจทำให้เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ หรือเนื้อเยื่อรอบข้อเท้าฉีกขาดและได้รับบาดเจ็บรุนแรงได้
  • ห้ามเพิกเฉยหรือคิดว่าโตขึ้นจะหายเอง: แม้ว่าเด็กบางรายจะมีอาการดีขึ้นเอง แต่หากมีสาเหตุมาจากความตึงตัวของเอ็นร้อยหวายหรือความผิดปกติของระบบประสาท การปล่อยทิ้งไว้จะทำให้โครงสร้างกระดูกผิดรูป ข้อเท้าติดแข็ง และส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพและการเดินในระยะยาว
  • หลีกเลี่ยงการซื้ออุปกรณ์พยุงข้อเท้ามาใส่เอง: การใช้อุปกรณ์พยุงหรือรองเท้าดามข้อเท้าโดยไม่ผ่านการประเมินจากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด อาจทำให้กล้ามเนื้อขาลีบแรงลงจากการไม่ได้ใช้งานอย่างเหมาะสม

การป้องกันและการส่งเสริมพัฒนาการการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม

แม้ว่าบางสาเหตุของภาวะเดินเขย่งปลายเท้าจะไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง แต่ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมพัฒนาการทางกาย and และลดความเสี่ยงของความผิดปกติของกล้ามเนื้อได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • ส่งเสริมให้เด็กได้ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวหลากหลาย: ให้เด็กได้คลาน เดินบนพื้นผิวที่หลากหลาย เช่น ทราย หญ้า หรือเบาะนิ่ม เพื่อกระตุ้นการรับความรู้สึกที่ฝ่าเท้าและการทำงานของกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า
  • เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับวัย: เลือกรองเท้าที่มีขนาดพอดี พื้นรองเท้ามีความยืดหยุ่นปานกลาง และมีความมั่นคงบริเวณส้นเท้า เพื่อช่วยซัพพอร์ตการลงน้ำหนักอย่างถูกต้อง
  • สังเกตพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง: หมั่นสังเกตท่าทางการเดิน การทรงตัว และความยืดหยุ่นของข้อต่อของลูกเป็นประจำทุกช่วงวัย

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

ภาวะลูกเดินเขย่งปลายเท้าตลอดเวลาเป็นอาการที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ แม้ในบางกรณีจะเป็นเพียงพฤติกรรมตามพัฒนาการ แต่หากมีอาการต่อเนื่องร่วมกับความตึงตัวของเอ็นร้อยหวายหรือสัญญาณความผิดปกติทางระบบประสาท จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทาง พ่อแม่ควรพาบุตรหลานเข้ารับการประเมินเพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้เด็กกลับมามีพัฒนาการการเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์และเติบโตได้อย่างมั่นใจ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down