ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวม: ทำไมอุบัติเหตุทางสมองในเด็กเล็กจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มองข้ามไม่ได้

อุบัติเหตุทางสมองในเด็กเล็ก (Pediatric Traumatic Brain Injury) หรือการได้รับความกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำเด็กเข้ารับการรักษาในแผนกฉุกเฉินมากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยเตาะแตะ (อายุ 1-3 ปี) และเด็กวัยก่อนเรียน (อายุ 3-5 ปี) ซึ่งเป็นวัยที่มีความสนใจใฝ่รู้ในการสำรวจสิ่งรอบตัว แต่ทักษะการทรงตัว การมองเห็นมิติสัมพันธ์ และการกะระยะยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ ประกอบกับเด็กเล็กมีสัดส่วนศีรษะที่ใหญ่และหนักเมื่อเทียบกับลำตัว (High center of gravity) รวมถึงกล้ามเนื้อคอยังไม่แข็งแรงพอที่จะพยุงศีรษะเมื่อเกิดแรงเหวี่ยง ทำให้เมื่อเกิดการล้ม เลื่อนไถล หรือตกจากที่สูง ศีรษะจึงเป็นอวัยวะแรกที่ปะทะกับพื้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความวิตกกังวลที่สำคัญที่สุดของพ่อแม่และผู้ดูแลคือ การกระทบกระเทือนทางสมองนี้จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ สติปัญญา หรือระดับไอคิว (IQ: Intelligence Quotient) ของลูกในระยะยาวหรือไม่ ทางการแพทย์พบว่า สมองของเด็กเล็กอยู่ในช่วงที่มีอัตราการเจริญเติบโตและความยืดหยุ่น (Neuroplasticity) สูงมาก อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นนี้มาพร้อมกับความเปราะบาง หากเนื้อสมอง ได้รับความเสียหายรุนแรงหรือได้รับการกระทบกระเทือนซ้ำๆ อาจส่งผลขัดขวางกระบวนการสร้างโครงข่ายประสาท (Synaptogenesis) และการสร้างปลอกประสาท (Myelination) ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเรียนรู้ สมาธิ ความจำ และระดับสติปัญญาเมื่อเด็กเติบโตขึ้น การเข้าใจสาเหตุ กลไก อาการ และการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปกป้องสมองและอนาคตของเด็ก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes & Pathophysiology)

สาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางสมองในเด็กเล็ก

สาเหตุของการเกิดภาวะศีรษะกระทบกระเทือนในเด็กเล็กแตกต่างกันไปตามกลุ่มอายุ ดังนี้

  • เด็กทารก (อายุต่ำกว่า 1 ปี): มักเกิดจากการตกจากที่สูง เช่น ตกเตียง ตกจากโต๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อม การหลุดมือขณะอุ้ม หรือภาวะได้รับการกระแทกอย่างรุนแรงจากการเขย่าตัวเด็ก (Abusive Head Trauma หรือ Shaken Baby Syndrome)
  • เด็กวัยเตาะแตะ (อายุ 1-3 ปี): มักเกิดจากการลื่นหกล้ม ตกบันได สะดุดสิ่งของ การวิ่งชนเฟอร์นิเจอร์ หรือตกจากเก้าอี้ทานข้าว
  • เด็กวัยก่อนเรียน (อายุ 3-5 ปี): มักเกิดจากอุบัติเหตุบนเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น การตกเครื่องเล่นที่สูงเกินตัว อุบัติเหตุจากรถจักรยาน หรืออุบัติเหตุทางจราจร

กลไกการบาดเจ็บของเนื้อสมองและผลกระทบต่อระดับไอคิว

เมื่อศีรษะของเด็กได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง กลไกการบาดเจ็บไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณกระโหลกศีรษะด้านนอกเท่านั้น แต่เกิดขึ้นภายในเนื้อสมองด้วยกลไกดังต่อไปนี้

  1. การบาดเจ็บแบบ Coup-Contrecoup Injury: เมื่อศีรษะปะทะกับวัตถุแข็ง สมองซึ่งลอยอยู่ในน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (Cerebrospinal Fluid: CSF) จะกระแทกเข้ากับกระดูกโหลกศีรษะด้านหน้า (Coup) และเหวี่ยงกลับไปกระแทกกระดูกโหลกศีรษะด้านตรงข้าม (Contrecoup) ทำให้เกิดการบอบช้ำของเนื้อสมองทั้งสองฝั่ง
  2. การบาดเจ็บของเส้นใยประสาทแบบกระจาย (Diffuse Axonal Injury: DAI): แรงเหวี่ยงและแรงบิดหมุน (Rotational forces) ทำให้เส้นใยประสาท (Axons) เกิดการยืด ฉีกขาด หรือสูญเสียการทำงาน ส่งผลให้การส่งสัญญาณประสาทระหว่างเซลล์สมองช้าลงหรือหยุดชะงัก
  3. ภาวะสมองบวมและการขาดเลือด (Cerebral Edema & Ischemia): หลังการบาดเจ็บ ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาอักเสบ ทำให้เกิดการรั่วของของเหลวเข้าสู่เนื้อสมอง เกิดภาวะสมองบวม ซึ่งไปเพิ่มความดันภายในกระโหลกศีรษะ (Intracranial Pressure: ICP) กดทับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เซลล์สมองขาดศีรษะและออกซิเจน
ทำไมจึงส่งผลต่อระดับไอคิว (IQ)?
สมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับสมองระดับสูง (Executive Functions) เช่น ความคิดวิเคราะห์ การวางแผน การควบคุมอารมณ์ และสมาธิ เป็นส่วนที่เปราะบางและได้รับการกระทบกระเทือนได้ง่ายที่สุด หากเซลล์สมองในส่วนนี้ได้รับความเสียหายในวัยเด็กเล็ก อาจไม่แสดงผลกระทบชัดเจนในทันที แต่จะเริ่มปรากฏปัญหาเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน ซึ่งต้องใช้ทักษะการคิดที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้พบระดับไอคิวลดลง สมาธิสั้นลง หรือมีปัญหาการเรียนรู้ (Learning Disabilities) ในระยะยาว

อาการสำคัญและระยะของการบาดเจ็บ (Symptoms & Progression)

อาการของการกระทบกระเทือนทางสมองในเด็กสามารถแบ่งออกได้ตามระยะเวลาและการดำเนินของโรค ดังนี้

1. อาการระยะเฉียบพลัน (Immediately after impact: 0-24 ชั่วโมง)

  • ร้องไห้เสียงดังทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ หรือบางรายอาจมีอาการหมดสติไปชั่วครู่ (Loss of Consciousness)
  • มีโน โนเลือด หรือก้อนเลือดปูดใต้หนังศีรษะ (Cephalhematoma / Galea Hematoma)
  • อาเจียน 1-2 ครั้งแรกหลังเกิดเหตุ
  • สับสน มึนงง จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือร้องไห้งอแงปลอบยาก
  • ในเด็กทารก อาจพบอาการง่วงซึม ไม่ยอมดูดนม หรือร้องไห้แหลมสูงผิดปกติ

2. อาการระยะกึ่งเฉียบพลัน (Subacute stage: 24-72 ชั่วโมง)

  • มีอาการซึมลง เล่นน้อยลง หรือปลุกตื่นยากกว่าปกติ
  • อาเจียนพุ่ง หรือพยายามอาเจียนหลายครั้ง
  • เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้ เดินปัดไปมา หรือกะระยะจับสิ่งของผิดพลาด
  • บ่นปวดศีรษะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ (ในเด็กที่พูดได้แล้ว)
  • มีความไวต่อแสงสว่าง (Photophobia) หรือเสียงดังมากกว่าปกติ

3. อาการระยะยาวและผลกระทบทางประสาทวิทยา (Long-term Cognitive Impact)

กลุ่มอาการหลังสมองกระทบกระเทือน (Post-Concussion Syndrome) อาจคงอยู่ได้หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจพัฒนาเป็นปัญหาถาวร ได้แก่

  • ทักษะทางสติปัญญา (IQ & Cognitive Skills): กระบวนการคิดช้าลง ปัญหาความจำระยะสั้น มีความยากลำบากในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ
  • พฤติกรรมและอารมณ์: หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ วิตกกังวล หรือมีอารมณ์แปรปรวน
  • การนอนหลับ: นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือนอนมากผิดปกติ

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากเด็กเล็กได้รับอุบัติเหตุหัวกระแทก และมีอาการข้อใดข้อหนึ่งใน "สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags)" ดังต่อไปนี้ ผู้ดูแลต้องพาเด็กส่งโรงพยาบาลที่มีแผนกฉุกเฉินและกุมารแพทย์ทันที โดยห้ามรอสังเกตอาการที่บ้าน

สัญญาณอันตรายวิกฤต (Emergency Red Flags):
  • หมดสติ: ไม่ว่าจะหมดสติไปเพียงไม่กี่วินาทีหรือหลายนาทีก็ตาม
  • ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: เรียกไม่ตื่น ปลุกยาก ตอบสนองช้า สายตาลอย ไม่สบตา
  • อาเจียนพุ่งหรืออาเจียนซ้ำๆ: มากกว่า 2-3 ครั้งขึ้นไป
  • ชัก เกร็ง หรือกระตุก: มีอาการชักเกร็ง ตาค้าง หรือกระตุกของแขนขา
  • รูรูปร่างตาดำไม่เท่ากัน (Anisocoria): ม่านตาข้างใดข้างหนึ่งโตขึ้นหรือไม่ตอบสนองต่อแสง
  • มีน้ำใสๆ หรือเลือดไหลออกจากหูหรือจมูก: สัญญาณของกระดูกโคนกะโหลกศีรษะแตก (Skull base fracture) และมีน้ำเลี้ยงสมองรั่ว
  • แขนขาอ่อนแรง: ไม่สามารถยกแขนขา เดินเบี้ยว หรือทรงตัวไม่ได้อย่างรุนแรง
  • กระหม่อมบุ๋มหรือนูนผิดปกติ: ในทารกที่กระหม่อมหน้ายังไม่ปิด หากพบกระหม่อมนูนตึง อาจแสดงถึงภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง
  • รอยแตกร้าวหรือกะโหลกศีรษะยุบ: คลำพบส่วนของกะโหลกศีรษะที่ยุบลงไป

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

เมื่อเด็กมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางระบบประสาทจะดำเนินการประเมินตามขั้นตอนมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษา

1. การซักประวัติอย่างละเอียด (History Taking)

แพทย์จะสอบถามกลไกการเกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ ความสูงของการตก พื้นผิวที่ปะทะ ท่าทางขณะตก บริเวณของศีรษะที่กระแทก อาการทันทีหลังเกิดเหตุ (ร้องไห้ทันทีหรือไม่ หมดสติหรือไม่) และอาการอาเจียน

2. การตรวจร่างกายและการประเมินทางระบบประสาท (Neurological Examination)

  • การประเมินระดับความรู้สึกตัว (Pediatric Glasgow Coma Scale - pGCS): ใช้ประเมินการเปิดตา การตอบสนองทางคำพูด/เสียงร้อง และการเคลื่อนไหว โดยคะแนนเต็ม 15 คะแนน หากได้คะแนนต่ำกว่า 13 ถือว่ามีความรุนแรง
  • การตรวจสายตาและม่านตา (Pupillary Light Reflex): ตรวจการตอบสนองของม่านตาต่อแสง
  • การตรวจ Reflex และแรงกล้ามเนื้อ: เพื่อดูว่ามีความผิดปกติของสมองส่วนสั่งการหรือไม่

3. เกณฑ์การตัดสินใจส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (PECARN Rule)

เพื่อหลีกเลี่ยงการให้เด็กได้รับรังสีจากเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) โดยไม่จำเป็น แพทย์จะใช้เกณฑ์มาตรฐานสากล เช่น PECARN (Pediatric Emergency Care Applied Research Network) ในการพิจารณา

  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี: จะส่ง CT Scan ทันทีหากมี pGCS < 15, มีกะโหลกศีรษะ ยุบ, ซึมมาก, หรือมีก้อนเลือดปูดขนาดใหญ่บริเวณ parietal/temporal/occipital
  • เด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป: จะส่ง CT Scan หากมี pGCS < 15, มีสัญญาณกระดูกกะโหลกแตก, หมดสติ, อาเจียนซ้ำๆ หรือปวดศีรษะรุนแรง

4. การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging)

  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Brain): เป็นการตรวจหลักในภาวะฉุกเฉินเพื่อดูภาวะเลือดออกในสมอง (Intracranial Hemorrhage), ภาวะสมองบวม หรือกระดูกกะโหลกศีรษะแตก
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Brain): มักใช้ในกรณีที่ต้องการประเมินการบาดเจ็บของเนื้อสมองและเส้นใยประสาทในระยะยาว หรือเด็กที่มีอาการผิดปกติเรื้อรังโดยที่ CT Scan ไม่พบความผิดปกติชัดเจน

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)

การรักษาในโรงพยาบาล

หากตรวจพบภาวะเลือดออกในสมองหรือภาวะสมองบวม แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเพื่อลดสมองบวม (เช่น Mannitol หรือ Hypertonic saline) หรือในกรณีที่มีเลือดออกกดทับเนื้อสมองอย่างรุนแรง ศัลยแพทย์ระบบประสาทจะพิจารณาผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะเพื่อระบายเลือดออก (Craniotomy)

การดูแลและเฝ้าระวังอาการที่บ้าน (Home Observation Protocol)

หากแพทย์ประเมินแล้วว่าเป็นการกระทบกระเทือนระดับเล็กน้อย (Mild TBI / Concussion) และอนุญาตให้กลับไปสังเกตอาการที่บ้านได้ ผู้ดูแลต้องปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้อย่างเคร่งครัดในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก

  1. การเฝ้าระวังทุก 2-4 ชั่วโมง: ในคืนแรกหลังเกิดเหตุ ควรปลุกเด็กขึ้นมาดูระดับความรู้สึกตัวทุก 2-4 ชั่วโมง โดยเช็กว่าเด็กสามารถลืมตา สบตา หรือส่งเสียงตอบสนองได้เหมาะสมหรือไม่ แล้วจึงให้นอนต่อ
  2. การพักผ่อนทางสมองและร่างกาย (Brain Rest): ให้เด็กลดการใช้ความคิด ห้ามเล่นเกม ดูโทรทัศน์ เล่นโทรศัพท์มือถือ หรือชมภาพยนตร์ที่มีแสงสีฉูดฉาดอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพราะการใช้สายตาและสมองจะทำให้ภาวะสมองกระทบกระเทือนฟื้นตัวช้าลง
  3. การประคบเย็น (Cold Compress): ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก หากมีอาการโนปูด ให้ใช้ผ้าห่อเจลเย็นหรือถุงน้ำแข็งประคบบริเวณที่ปูดครั้งละ 10-15 นาที วันละ 3-4 ครั้ง เพื่อลดการบวมและเลือดออกใต้ชั้นผิวหนัง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

ข้อห้ามทางการแพทย์ที่ไม่ควรทำโดยเด็ดขาด:
  • ห้ามทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen) หรือ Aspirin เด็ดขาด: ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก เนื่องจากยาในกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด อาจส่งผลให้เลือดออกในสมองไม่หยุดหรือรุนแรงขึ้น ให้ใช้เฉพาะยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เท่านั้น
  • ห้ามคลึง นวด หรือใช้น้ำมันร้อนถูบริเวณที่โนปูด: การนวดคลึงจะยิ่งทำให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังที่ฉีกขาดมีเลือดออกมากขึ้น และทำให้ก้อนโนขยายใหญ่ขึ้น
  • ห้ามให้เด็กกินยาแก้เมารถหรือยาที่ทำให้ง่วงนอน: เพราะจะบดบังอาการซึม ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของภาวะเลือดออกในสมอง
  • ห้ามจับเด็กเขย่าตัวเพื่อเรียกสติ: การเขย่าตัวอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่กระดูกคอซ้ำเติม หรือทำให้เนื้อสมองได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น

ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องสำหรับเด็ก

หากเด็กมีอาการปวดศีรษะ สามารถให้ยาพาราเซตามอลได้ตามคำแนะนำของแพทย์ โดยคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็ก ดังนี้

  • ขนาดยาที่ถูกต้อง: 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อการกิน 1 ครั้ง
  • ระยะเวลาการให้ยา: ป้อนซ้ำได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการปวด (ห้ามเกิน 5 ครั้งต่อวัน)
  • ตัวอย่างการคำนวณ: เด็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ควรได้รับยาพาราเซตามอลปริมาณ 100 - 150 มิลลิกรัมต่อครั้ง

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน/โภชนาการฟื้นฟูสมอง

การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในบ้าน (Home Safety Childproofing)

  • ติดตั้งที่กั้นบันได: ติดตั้งประตูเจ็ดกั้นบริเวณหัวและท้ายบันไดทุกจุด
  • การป้องกันการตกจากที่สูง: ห้ามปล่อยเด็กทารกไว้บนเตียง โซฟา หรือโต๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อมตามลำพังแม้แต่วินาทีเดียว และติดเหล็กดัดหรือที่ล็อคหน้าต่างชั้นบน
  • การติดยางกันกระแทก: ติดยางกันกระแทกมุมโต๊ะ มุมตู้ และเฟอร์นิเจอร์ที่มีความแหลมคม
  • พื้นกันลื่น: ปูแผ่นยางกันลื่นในห้องน้ำ และเช็ดพื้นให้แห้งอยู่เสมอ

การใช้อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย (Safety Equipment)

  • การนั่ง คาร์ซีท (Car Seat): ให้เด็กนั่งคาร์ซีทที่เหมาะสมตามวัยและน้ำหนักตัวทุกครั้งที่เดินทางด้วยรถยนต์ โดยเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีควรนั่งคาร์ซีทแบบหันหน้าไปทางด้านหลัง (Rear-Facing Car Seat)
  • หมวกกันน็อกเด็ก (Helmet): ให้เด็กสวมหมวกกันน็อกที่ได้มาตรฐานทุกครั้งเมื่อขี่จักรยาน ขาไถ หรือเล่นสเก็ตบอร์ด

โภชนาการเพื่อการฟื้นฟูสมองและเส้นประสาท (Brain Recovery Nutrition)

หลังการเกิดอุบัติเหตุ สมองต้องการสารอาหารสำคัญเพื่อใช้ในการซ่อมแซมเซลล์ประสาทและลดปฏิกิริยาอักเสบ ได้แก่

  • กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3 Fatty Acids / DHA): ช่วยในการฟื้นฟูเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท พบมากในปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู รวมถึงไข่แดง และถั่วต่างๆ
  • โคลีน (Choline) และ เลซิติน (Lecithin): ช่วยในการสร้างสารสื่อประสาท อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) ที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ พบในไข่แดง ตับ และถั่วเหลือง
  • สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants): วิตามิน C, วิตามิน E และซิงค์ (Zinc) ช่วยลดภาวะ Oxidative Stress ในเนื้อสมอง พบในผักใบเขียว ผลไม้เบอร์รี่ และธัญพืช

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ (Parent Actionable Checklist)

คู่มือเช็กลิสต์เมื่อลูกหัวกระแทก (Immediate Action Checklist):
  1. ตั้งสติและประเมินทันที: ดูว่าลูกร้องไห้ทันทีหรือไม่ มีการหมดสติหรือชักหรือไม่
  2. ตรวจดูบาดแผล: ตรวจสอบว่ามีเลือดออก กะโหลกยุบ หรือมีน้ำใสไหลออกจากหู/จมูกหรือไม่
  3. สังเกตสัญญาณ Red Flags: หากมีอาการ ซึม อาเจียนพุ่ง ม่านตาไม่เท่ากัน หรือแขนขาอ่อนแรง ให้พาไปโรงพยาบาลทันที
  4. ปฐมพยาบาลเบื้องต้น: หากมีแผลเลือดออก ให้ใช้ผ้าสะอาดกดห้ามเลือด หากเป็นก้อนโน ให้ประคบเย็น 10-15 นาที (ห้ามนวดถู)
  5. เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 48 ชั่วโมง: ปลุกดูอาการทุก 2-4 ชั่วโมงในคืนแรก งดหน้าจอทุกชนิด และให้พักผ่อนให้เพียงพอ
  6. ทานยาปวดอย่างถูกวิธี: ใช้เฉพาะยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัว ห้ามใช้ Ibuprofen หรือ Aspirin ใน 48 ชั่วโมงแรก
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down