ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำ: ทำไมลูกนอนกรนจึงไม่ใช่เรื่องน่ารัก แต่เป็นสัญญาณอันตรายต่อสมองเด็ก

ผู้ปกครองจำนวนมากมักเข้าใจผิดว่าการที่ลูกน้อยนอนกรน ร้องอือเออ หรือนอนหลับเสียงดัง เป็นสัญญาณแสดงถึงการหลับสนิทหรือหลับลึก แต่ในทางกุมารเวชศาสตร์และแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินหายใจ การกรนในเด็กถือเป็นความผิดปกติที่ต้องได้รับการประเมินอย่างใกล้ชิด อาการนอนกรนเป็นปรากฏการณ์ทางกายภาพที่เกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบน (Upper Airway Obstruction) ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่ ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับในเด็ก (Pediatric Obstructive Sleep Apnea: POSA)

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็กส่งผลกระทบมากกว่าความรบกวนในการนอน เพราะช่วงเวลาที่เด็กนอนหลับคือช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) และเป็นช่วงเวลาที่สมองจัดเรียงข้อมูลและสร้างเซลล์ประสาท การอุดกั้นของทางเดินหายใจจะทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงเกิดภาวะพร่องออกซิเจนเป็นช่วงๆ (Intermittent Hypoxia) และเกิดการตื่นตัวของสมองในระดับตื่นแฝง (Micro-arousals) ส่งผลให้โครงสร้างการนอนหลับ (Sleep Architecture) ถูกทำลายอย่างรุนแรง งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันตรงกันว่า เด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับเรื้อรังโดยไม่ได้รับการรักษา จะมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียระดับสติปัญญา (IQ drop) สมาธิสั้น บกพร่องด้านการควบคุมอารมณ์ และมีปัญหาการเจริญเติบโตหยุดชะงัก (Failure to Thrive)

สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก (Causes & Pathophysiology)

กลไกการเกิดภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับในเด็ก มีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ โดยในเด็กมักเกิดจากปัจจัยทางโครงสร้างและการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบทางเดินหายใจส่วนบน ดังนี้

1. การโตผิดปกติของต่อมอะดีนอยด์และต่อมทอนซิล (Adenotonsillar Hypertrophy)

สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กอายุระหว่าง 2 ถึง 8 ปี คือการโตขึ้นของต่อมทอนซิล (Tonsils) ที่บริเวณช่องคอ และต่อมอะดีนอยด์ (Adenoids) ที่บริเวณด้านหลังโพรงจมูก เมื่อต่อมทั้งสองนี้อักเสบเรื้อรังหรือขยายขนาดใหญ่ขึ้น จะยื่นเข้ามารบกวนและปิดกั้นช่องทางเดินหายใจ ทำให้ลมหายใจผ่านได้ยากขึ้น ยิ่งในขณะหลับ กล้ามเนื้อรอบช่องคอจะผ่อนคลายลง ทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลงไปอีกจนเกิดเสียงกรนหรือเกิดการอุดกั้นสมบูรณ์

2. โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis)

อาการเยื่อบุจมูกบวมเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ ทำให้เด็กไม่สามารถหายใจทางจมูกได้ตามปกติ ส่งผลให้เด็กต้องเปลี่ยนมาหายใจทางปาก (Mouth Breathing) การหายใจทางปากเป็นเวลานานจะทำให้ลิ้นตกไปด้านหลัง (Posterior Displacement of Tongue) อุดกั้นทางเดินหายใจส่วนคอ และยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตของโครงสร้างใบหน้าเด็กในระยะยาว

3. ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็ก (Pediatric Obesity)

เนื้อเยื่อไขมันที่สะสมรอบบริเวณช่องคอและผนังคอหอย (Pharyngeal Wall) จะเพิ่มแรงกดทับต่อทางเดินหายใจ ทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลงได้ง่ายขึ้นเมื่อนอนราบ

4. ความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกร (Craniofacial Anomalies)

เด็กที่มีลักษณะขากรรไกรล่างเล็กหรือร่นไปด้านหลัง (Micrognathia / Retrognathia) เพดานปากโหว่ หรือมีโครงสร้างใบหน้าที่แคบ จะมีพื้นที่ทางเดินหายใจส่วนบนน้อยกว่าปกติ ทำให้เกิดการอุดกั้นได้ง่าย

5. โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (Neuromuscular Disorders)

ภาวะกล้ามเนื้อตึงตัวต่ำ (Hypotonia) เช่น ในเด็กที่เป็นโรคสมองอัมพาต (Cerebral Palsy) หรือกลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome) ทำให้กล้ามเนื้อประคองช่องคอยุบตัวลงขณะหลับ

ข้อควรระวังทางการแพทย์: การอุดกั้นทางเดินหายใจทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง (Hypoxemia) และระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงขึ้น (Hypercapnia) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิด วิเคราะห์ สมาธิ และการควบคุมอารมณ์

เช็กลิสต์อาการ: สัญญาณเตือนในยามค่ำคืนและพฤติกรรมตอนกลางวัน

พ่อแม่และผู้ดูแลสามารถสังเกตอาการผิดปกติของลูกน้อยได้โดยแบ่งออกเป็นสองช่วงเวลา ดังนี้

อาการขณะนอนหลับ (Nighttime Symptoms)

  • เสียงกรนดังเป็นประจำ: นอนกรนมากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ เสียงกรนอาจสม่ำเสมอหรือขัดกัดเป็นช่วงๆ
  • หายใจติดขัดและอ้าปากหายใจ: สังเกตเห็นเด็กต้องอ้าปาก หายใจทางปาก หรือเหงื่อออกมากผิดปกติบริเวณหัวและอกขณะนอนหลับ
  • มีช่วงหยุดหายใจและหายใจเฮือก: เสียงกรนเงียบหายไปชั่วขณะ (5-10 วินาทีขึ้นไป) ตามด้วยเสียงตื่นตกใจ สูดลมหายใจเข้าลึก หรือเฮือกสำลัก (Gasping/Choking)
  • ท่านอนผิดปกติ: เด็กพยายามปรับท่านอนเพื่อเปิดทางเดินหายใจ เช่น นอนแหงนคอไปด้านหลังอย่างมาก นอนแอ่นตัว หรือนอนก้นโด่ง
  • ปัสสาวะรดที่นอน: เด็กโตที่เคยควบคุมการขับถ่ายได้แล้วกลับมาปัสสาวะรดที่นอนอีกครั้ง (Secondary Enuresis) เนื่องจากภาวะขาดออกซิเจนรบกวนการทำงานของฮอร์โมนควบคุมปริมาณปัสสาวะ (Anti-Diuretic Hormone: ADH)

อาการในเวลากลางวัน (Daytime Symptoms)

  • ตื่นยาก งอแง และอ่อนเพลีย: แม้จะนอนครบชั่วโมง แต่คุณภาพการนอนไม่ดี ทำให้ตื่นนอนด้วยความง่วงซึม ปวดศีรษะตอนเช้า
  • พฤติกรรมซนเกินเหตุ สมาธิสั้น (ADHD-like Symptoms): เด็กเล็กมักไม่แสดงอาการง่วงนอนตรงๆ แต่จะแสดงออกผ่านความหงุดหงิด ก้าวร้าว อยู่นิ่งไม่ได้ ไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนหรือทำกิจกรรมได้
  • พัฒนาการล่าช้าและผลการเรียนตกต่ำ: ความจำสั้น สมองประมวลผลช้าลง เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ยากขึ้น
  • เติบโตช้ากว่าเกณฑ์ (Failure to Thrive): การเผาผลาญพลังงานสูงขึ้นจากความพยายามในการหายใจ ร่วมกับการขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาพบแพทย์ทันที

หากพบอาการ Red Flags ต่อไปนี้ ผู้ปกครองควรรีบนำเด็กเข้าพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางเพื่อการวินิจฉัยและรักษาโดยด่วน:

  • สังเกตเห็นเด็กหยุดหายใจขณะหลับยาวนาน และมีอาการสะดุ้งตื่นพร้อมเสียงเฮือกอย่างรุนแรงบ่อยครั้งในหนึ่งคืน
  • ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้า หรือใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ขณะนอนหลับ
  • หน้าอกและซี่โครงบุ๋มลงอย่างชัดเจนขณะสูดลมหายใจเข้า (Intercostal & Subcostal Retractions)
  • เด็กมีอาการง่วงนอนรุนแรงในเวลากลางวันจนหลับในขณะพูดคุย รับประทานอาหาร หรือเรียนหนังสือ
  • เด็กมีภาวะความดันโลหิตสูงหรือตรวจพบความผิดปกติของหัวใจโต (Cor Pulmonale) จากการขาดออกซิเจนเรื้อรัง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

การวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็กอย่างแม่นยำ ต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางตามขั้นตอนทางการแพทย์ ดังนี้

1. การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด

แพทย์จะประเมินประวัติการนอน พฤติกรรมกลางวัน ประวัติโรคภูมิแพ้ พร้อมตรวจประเมินขนาดของต่อมทอนซิลในช่องคอตามระดับความโต (Brodsky Tonsillar Grading Scale) ตรวจเยื่อบุจมูก และประเมินโครงสร้างใบหน้า

2. การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography: PSG / Sleep Study)

ถือเป็น มาตรฐานสูงสุดในการวินิจฉัย (Gold Standard) โดยเด็กจะต้องเข้านอนในห้องปฏิบัติติการตรวจการนอนหลับ เพื่อติดอุปกรณ์วัดค่าทางฟิสิโอโลจีตลอดคืน ประกอบด้วย:

  • การคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) เพื่อวัดระดับความลึกของการนอนหลับ
  • การวัดการทำงานของกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวของตา (EMG & EOG)
  • การวัดการไหลเวียนของลมหายใจบริเวณจมูกและปาก (Nasal/Oral Airflow)
  • การวัดแรงในการหายใจของหน้าอกและท้อง (Respiratory Effort)
  • การวัดระดับออกซิเจนในเลือดและคาร์บอนไดออกไซด์ (Pulse Oximetry & Capnography)

ผลการตรวจจะนำมาคำนวณหาค่า Obstructive Apnea-Hypopnea Index (OAHI) ซึ่งในเด็ก หากมีค่า OAHI มากกว่า 1 ครั้งต่อชั่วโมง ถือว่ามีความผิดปกติ (ต่างจากผู้ใหญ่ที่ใช้เกณฑ์มากกว่า 5 ครั้งต่อชั่วโมง)

3. การตรวจทางรังสีและการส่องกล้อง (Imaging & Endoscopy)

  • ภาพถ่ายรังสีส่วนคอด้านข้าง (Lateral Neck X-ray): เพื่อประเมินขนาดของต่อมอะดีนอยด์ที่บีบแคบช่องทางเดินหายใจส่วนหลังโพรงจมูก
  • การส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจ (Drug-Induced Sleep Endoscopy - DISE): ในกรณีที่ซับซ้อน แพทย์อาจทำการส่องกล้องเพื่อดูตำแหน่งการอุดกั้นที่แน่ชัดขณะเด็กหลับสนิท

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)

แนวทางการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็กจะพิจารณาตามสาเหตุและระดับความรุนแรงของโรค โดยแบ่งเป็นวิธีต่างๆ ดังนี้

1. การรักษาด้วยยา (Pharmacotherapy)

สำหรับเด็กที่มีอาการระดับน้อยถึงปานกลาง (Mild to Moderate OSA) หรือมีสาเหตุหลักมาจากโรคภูมิแพ้:

  • ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก (Intranasal Corticosteroids): ช่วยลดการอักเสบและลดขนาดของเยื่อบุจมูกและต่อมอะดีนอยด์ เช่น Fluticasone หรือ Mometasone โดยต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ยากลุ่ม Leukotriene Receptor Antagonists: เช่น Montelukast เพื่อลดการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบนและลดขนาดต่อมอะดีนอยด์

2. การผ่าตัดตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ (Adenotonsillectomy)

ถือเป็น การรักษาหลักอันดับแรก (First-line Treatment) สำหรับเด็กที่มีต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์โต และมีอาการหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลางถึงรุนแรง การผ่าตัดนี้ช่วยให้อาการกรนและภาวะหยุดหายใจหายขาดได้ถึงร้อยละ 70-80 ในเด็กทั่วไปที่ไม่มีปัจจัยร่วมอื่น ส่งผลให้ระดับไอคิว พฤติกรรม และการเจริญเติบโตของเด็กกลับคืนมาสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว

3. การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP)

พิจารณาใช้ในกรณีที่เด็กไม่สามารถผ่าตัดได้ มีข้อห้ามในการผ่าตัด หรือยังมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหลงเหลืออยู่หลังการผ่าตัด เครื่อง CPAP จะทำการเป่าแรงดันลมผ่านหน้ากากเพื่อขยายทางเดินหายใจไม่ให้ยุบตัวขณะหลับ

4. การรักษาทางทันตกรรมและจัดฟัน (Orthodontic Treatment)

ในเด็กที่มีเพดานปากแคบ การใช้เครื่องมือขยายเพดานปาก (Rapid Maxillary Expansion: RME) จะช่วยเพิ่มพื้นที่ในโพรงจมูกและช่องปาก ทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น

5. การปรับพฤติกรรมและการพยาบาลที่บ้าน (Home Care & Lifestyle Modifications)

  • การควบคุมน้ำหนัก: ในเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน การคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
  • การปรับท่านอน: หนุนหมอนให้ศีรษะสูงเล็กน้อย หรือฝึกให้นอนตะแคง เพื่อป้องกันลิ้นตกไปปิดทางเดินหายใจ
  • การจัดสิ่งแวดล้อมห้องนอน: ทำความสะอาดห้องนอน ปราศจากฝุ่น ปราศจากควันบุหรี่ และรักษาระดับความชื้นที่เหมาะสม
คำแนะนำจากคุณหมอ: การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ในเด็กปัจจุบันมีความปลอดภัยสูงมาก ใช้เวลาฟื้นตัวสั้น และไม่ส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เนื่องจากร่างกายยังมีต่อมน้ำเหลืองอื่นๆ ทำหน้าที่แทนได้อย่างสมบูรณ์

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่พ่อแม่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

  • ห้ามซื้อยาแก้แพ้ชนิดเม็ดที่ทำให้ง่วงกินเอง: ยาแก้แพ้รุ่นแรก (First-generation Antihistamines) เช่น Chlorpheniramine มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจหย่อนตัวมากขึ้น ส่งผลให้การอุดกั้นทางเดินหายใจรุนแรงขึ้นและภาวะขาดออกซิเจนดิ่งลึกกว่าเดิม
  • ห้ามใช้ยาลดการคัดแน่นจมูกชนิดพ่น (Topical Decongestant Sprays) ต่อเนื่องเกิน 3-5 วัน: เช่น Oxymetazoline เพราะจะทำให้เกิดภาวะดื้อยาและเยื่อบุจมูกบวมหนากว่าเดิม (Rhinitis Medicamentosa)
  • ห้ามมองข้ามอาการกรนว่าเป็นเรื่องธรรมดา: การปล่อยให้เด็กขาดออกซิเจนเรื้อรังเป็นเวลาหลายปี อาจทำให้เกิดการทำลายเซลล์สมองแบบไม่สามารถคืนกลับได้ (Irreversible Brain Damage)
  • ห้ามชะลอการรักษาเพราะความกลัวการตรวจ Sleep Study: การตรวจการนอนหลับในเด็กไม่มีความเจ็บปวดใดๆ เป็นเพียงการติดสายวัดสัญญาณร่างกายภายนอกเท่านั้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

  • ควบคุมและรักษาโรคภูมิแพ้ให้สงบ: ปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์ ใช้ยาพ่นจมูกสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ และเกสรดอกไม้
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ: เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) และวัคซีนไอพีดี (Pneumococcal Conjugate Vaccine: PCV) เพื่อลดความเสี่ยงการอักเสบติดเชื้อของต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์
  • รักษาสุขอนามัยการนอน (Sleep Hygiene): กำหนดเวลานอนและเวลาตื่นให้สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอสมาร์ทโฟนหรือโทรทัศน์อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน
  • ส่งเสริมโภชนาการที่ถูกต้อง: ทานอาหารครบ 5 หมู่ ลดหวาน มัน เค็ม เพื่อป้องกันภาวะโรคอ้วนในเด็ก

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)

Checklist สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำเมื่อสงสัยว่าลูกมีภาวะนอนกรนหยุดหายใจ:

  • ขั้นตอนที่ 1: บันทึกวิดีโอคลิป - อัดคลิปวิดีโอขณะลูกนอนหลับ ความยาวประมาณ 2-3 นาที ให้เห็นลักษณะการหายใจ เสียงกรน และการดิ้นของหน้าอก/ท้อง
  • ขั้นตอนที่ 2: ทำบันทึกการนอน (Sleep Diary) - จดบันทึกเวลาเข้านอน เวลาตื่น สังเกตพฤติกรรมกลางวัน เช่น ความง่วง สมาธิ และอารมณ์
  • ขั้นตอนที่ 3: นัดหมายกุมารแพทย์ - พาเด็กเข้ารับการตรวจจากกุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบหายใจ หรือหมอหู คอ จมูก เด็ก (Pediatric ENT) พร้อมนำคลิปวิดีโอไปให้แพทย์ประเมิน
  • ขั้นตอนที่ 4: เคลียร์สิ่งแวดล้อมในห้องนอน - งดใช้สารเคมีน้ำหอม งดการสูบบุหรี่ในบ้าน และทำความสะอาดเครื่องนอนด้วยน้ำร้อนทุกสัปดาห์
  • ขั้นตอนที่ 5: ปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด - ไม่หยุดยาเอง และพาเด็กมาตรวจติดตามอาการตามนัดหมาย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down