ทำความเข้าใจภาวะลูกถ่ายมีมูกเลือดเรื้อรัง: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย
อาการถ่ายเป็นมูกเลือดในเด็ก (Pediatric Hematochezia) เป็นหนึ่งในอาการแสดงที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่และผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยปกติแล้ว อุจจาระของเด็กสุขภาพดีจะมีลักษณะนุ่ม เป็นเนื้อเดียวกัน และไม่มีสิ่งเจือปน แต่เมื่อใดก็ตามที่เริ่มสังเกตเห็นมูกใสหรือมูกข้นเหนียวปนเลือดสีแดงสดหรือสีแดงคล้ำปะปนออกมากับอุจจาระของลูก และมีอาการต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ จะทางการแพทย์จะจำกัดความว่าเป็น "ภาวะลูกถ่ายมีมูกเลือดเรื้อรัง" (Chronic Mucoid Bloody Stool) ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้สำคัญที่แสดงถึงความผิดปกติภายในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะโรคในกลุ่มลำไส้อักเสบ (Colitis)
ในฐานะกุมารแพทย์เฉพาะทาง อาการนี้ไม่ใช่อาการปกติที่สามารถหายเองได้ และมักสะท้อนถึงการอักเสบ การระคายเคือง หรือรอยโรคในลำไส้ใหญ่และทวารหนัก กลุ่มเสี่ยงที่พบได้บ่อยที่สุดแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มทารกแรกเกิดถึงขวบปีแรก ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับภาวะภูมิแพ้ผิวสัมผัสอาหารผ่านน้ำนมแม่หรือนมผง และกลุ่มเด็กโตที่มักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อเรื้อรัง หรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดไอบีดี (Inflammatory Bowel Disease - IBD) การวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องและรวดเร็วโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการโดยรวมของเด็ก
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: ทำไมลูกจึงถ่ายมีมูกเลือดเรื้อรัง
การที่อุจจาระของลูกมีมูกปนเลือดเกิดจากการที่เยื่อบุผิวภายในลำไส้ใหญ่ (Colonic Mucosa) เกิดการอักเสบ บวม และสูญเสียความแข็งแรงของผนังเซลล์ ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยบริเวณใต้เยื่อบุผิวแตกออก ร่วมกับต่อมสร้างมูก (Goblet Cells) หลั่งเมือกอกมามากกว่าปกติเพื่อพยายามปกป้องและหล่อลื่นผนังลำไส้ที่กำลังอักเสบ กลไกการเกิดโรคและสาเหตุหลักสามารถจำแนกออกได้ดังนี้
1. ภาวะแพ้โปรตีนในนมหรืออาหารผ่านนมแม่ (Food Protein-Induced Allergic Proctocolitis - FPIAP)
นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน โดยเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำปฏิกิริยาไวเกินต่อโปรตีนแปลกปลอมที่ผ่านทางน้ำนมแม่ (จากการที่แม่รับประทานอาหารกลุ่มเสี่ยง) หรือจากนมผงดัดแปลงสำหรับทารก โปรตีนที่พบบ่อยที่สุดคือ โปรตีนนมวัว (Cow's Milk Protein) โปรตีนถั่วเหลือง (Soy Protein) แป้งสาลี และไข่ ปฏิกิริยานี้ก่อให้เกิดการแทรกซึมของเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล (Eosinophilic Infiltration) บริเวณเยื่อบุลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ส่งผลให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันและมีเลือดออกซึมเรื้อรัง
2. โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังในเด็ก (Pediatric Inflammatory Bowel Disease - IBD)
มักพบในเด็กโตและวัยรุ่น แบ่งออกเป็นสองโรคหลัก คือ โรคโครห์น (Crohn's Disease) ซึ่งสามารถเกิดการอักเสบได้ตลอดแนวทางเดินอาหารตั้งแต่ปากถึงทวารหนัก และโรคข้ออักเสบและลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง (Ulcerative Colitis) ซึ่งมีการอักเสบเฉพาะที่เยื่อบุผิวลำไส้ใหญ่ กลไกเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ เข้าทำลายเซลล์ทางเดินอาหารของตนเอง ร่วมกับปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เด็กมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรัง น้ำหนักลด และตัวเตี้ยกว่าเกณฑ์
3. การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารเรื้อรัง (Chronic Infectious Colitis)
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือโปรโตซัวบางชนิดที่ก่อให้เกิดแผลในลำไส้ เช่น เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella), ชิเกลลา (Shigella หรือเชื้อบิดมีตัว), แคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter) และเชื้อบิดแอมีบา (Entamoeba histolytica) เชื้อเหล่านี้จะบุกรุกเข้าทำลายเซลล์เยื่อบุลำไส้โดยตรง ทำให้เกิดเนื้อตายและเป็นแผล ส่งผลให้มีมูกเลือดปนออกมากับอุจจาระ ร่วมกับอาการไข้และปวดเกร็งท้อง
4. ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception)
แม้ว่ามักเป็นอาการเฉียบพลัน แต่ในเด็กบางรายอาจมีอาการแบบกึ่งเฉียบพลันหรือเรื้อรัง เกิดจากการที่ลำไส้ส่วนต้นมุดเข้าสู่ช่องของลำไส้ส่วนปลายที่อยู่ถัดไป ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงลำไส้ เยื่อบุลำไส้ขาดเลือดและหลุดลอกออกมาปนกับเมือก ทำให้ถ่ายออกมามีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า "อุจจาระสีเยลลี่ลูกเกดแดง" (Red Currant Jelly Stool) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
อาการแสดงและระยะการดำเนินโรค
การสังเกตอาการของลูกอย่างละเอียดจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความรุนแรงและสืบค้นหาโรคได้อย่างแม่นยำ โดยทั่วไปอาการของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังในเด็กจะมีการดำเนินโรคเป็นระยะๆ ดังนี้
ระยะเริ่มแรก (Early Phase)
- เด็กเริ่มถ่ายบ่อยขึ้น อุจจาระเริ่มเหลวและมีน้ำปนมากขึ้น
- เริ่มเห็นเมือกใสๆ ปนอยู่ในอุจจาระ คล้ายกับน้ำมูก
- ทารกอาจมีอาการโยเย งอแงมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงก่อนหรือขณะขับถ่าย เนื่องจากมีอาการปวดเกร็งท้อง (Colic-like pain)
ระยะอาการเด่นชัด (Active Phase)
- พบมูกเลือดปนในอุจจาระอย่างชัดเจน อาจเป็นเส้นเลือดสีแดงสดเคลือบผิวอุจจาระ หรือปนเป็นเนื้อเดียวกันในลักษณะมูกเลือดข้น
- มีอาการเบ่งถ่ายบ่อยครั้ง (Tenesmus) แต่ถ่ายออกเพียงเล็กน้อย
- ในเด็กโตจะบ่นปวดท้องบิดเกร็งบริเวณรอบสะดือหรือท้องน้อยด้านซ้าย
- เริ่มมีอาการแสดงทางระบบร่างกายอื่นๆ เช่น ไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และน้ำหนักตัวเริ่มลดลงหรือไม่ขึ้นตามเกณฑ์ปกติ (Failure to Thrive)
ระยะเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อน (Chronic & Complicated Phase)
- ภาวะซีด (Anemia) จากการสูญเสียเลือดในลำไส้เรื้อรัง ทำให้เด็กดูซีด ปากซีด เล็บซีด และเหนื่อยง่าย
- ภาวะขาดสารอาหารและโปรตีนรั่วในทางเดินอาหาร (Protein-Losing Enteropathy) ทำให้เด็กมีอาการบวมบริเวณใบหน้า ท้อง หรือหลังเท้า
- พัฒนาการทางร่างกายล่าช้าและการเจริญเติบโตหยุดชะงัก
สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
หากลูกน้อยมีอาการถ่ายมีมูกเลือด ร่วมกับอาการแสดงข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ผู้ปกครองห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด และต้องส่งตัวเด็กเข้ารับการตรวจรักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที:
- ไข้สูงเฉียบพลัน: มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส และไม่ยอลดลงแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้
- อาเจียนรุนแรงหรือมีสีเขียวปน: สัญญาณของการอุดตันในระบบทางเดินอาหาร
- ปวดท้องรุนแรงแบบเฉียบพลัน: เด็กจะร้องไห้จ้าอย่างรุนแรงเป็นพักๆ สลับกับเงียบ ร้องไห้กวนโยเยไม่สามารถปลอบให้หยุดได้ มักจะงอเข่าขึ้นมาชิดอกขณะปวดท้อง
- ภาวะซึมและอ่อนแรงรุนแรง: เด็กดูเพลียมาก ไม่ยอมสบตา ไม่เล่น ซึมลง หรือตอบสนองช้ากว่าปกติ
- สัญญาณของภาวะช็อกจากการเสียน้ำและเลือด (Hypovolemic Shock): ผิวหนังซีด ตัวเย็น ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ ชีพจรเต้นเร็วและเบา
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้งจัด ตาโหลลึก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมบุ๋ม (ในทารก) และปัสสาวะไม่ออกนานเกิน 6 ชั่วโมง
- ถ่ายเป็นเลือดปริมาณมาก: อุจจาระมีแต่เลือดสีแดงสดหรือสีแดงคล้ำปริมาณมากไหลออกมาโดยไม่มีเนื้ออุจจาระปน
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะดำเนินการสืบค้นเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างเป็นระบบ ดังนี้
1. การซักประวัติอย่างละเอียด (Comprehensive History Taking)
แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ ลักษณะอุจจาระ ประวัติการแพ้อาหารในครอบครัว ยาที่เด็กได้รับก่อนหน้านี้ ประวัติการเจริญเติบโต และอาหารที่มารดารับประทาน (ในกรณีนมแม่)
2. การตรวจร่างกาย (Physical Examination)
การประเมินสัญญาณชีพ สภาวะโภชนาการ การตรวจคลำช่องท้องเพื่อหาตำแหน่งที่กดเจ็บหรือก้อนในท้อง รวมถึงการตรวจทวารหนักภายนอก (Perianal Examination) เพื่อหารอยฉีกขาดหรือแผลขอบทวาร (Anal Fissure)
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations)
- การตรวจอุจจาระ (Stool Examination & Culture): ตรวจหาเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวในอุจจาระ ตรวจหาไข่พยาธิ และการเพาะเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรค (Stool Culture) รวมถึงการตรวจหาโปรตีนบ่งชี้การอักเสบในอุจจาระ (Stool Calprotectin)
- การตรวจเลือด (Blood Tests): ตรวจความเข้มข้นของเลือด (Complete Blood Count - CBC) เพื่อประเมินภาวะซีดและการติดเชื้อ, ตรวจสารบ่งชี้การอักเสบในร่างกาย (C-Reactive Protein - CRP และ ESR), และตรวจระดับอัลบูมินในเลือด (Serum Albumin) เพื่อดูภาวะขาดสารอาหาร
4. การตรวจทางรังสีวิทยาและการส่องกล้อง (Imaging & Endoscopy)
- การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasonography): มีความสำคัญมากในการวินิจฉัยภาวะลำไส้กลืนกัน โดยจะเห็นภาพตัดขวางลำไส้เป็นรูปเป้ายิง (Target Sign)
- การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): สำหรับรายที่สงสัยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) หรือแพ้อาหารรุนแรง เพื่อดูพยาธิสภาพของเยื่อบุลำไส้โดยตรงและตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) ไปตรวจทางพยาธิวิทยา
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
แนวทางการรักษามุ่งเน้นที่การขจัดสาเหตุหลัก ควบคู่ไปกับการรักษาประคับประคองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ดังนี้
1. การรักษาเฉพาะสำหรับภาวะแพ้โปรตีนนมวัว/อาหาร (FPIAP Treatment)
- กรณีทารกกินนมแม่: มารดาต้องงดผลิตภัณฑ์จากนมวัวทุกชนิด นมแพะ นมถั่วเหลือง เบเกอรี่ และอาหารที่ปนเปื้อนโปรตีนดังกล่าวอย่างเด็ดขาด (Strict Maternal Dietary Elimination) โดยต้องงดอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อประเมินอาการของลูก
- กรณีทารกกินนมผง: ต้องเปลี่ยนมาใช้นมสูตรพิเศษสำหรับเด็กแพ้โปรตีนนมวัวโดยเฉพาะ เช่น นมสูตรโปรตีนย่อยอย่างละเอียด (Extensively Hydrolyzed Formula - eHF) หรือนมสูตรกรดอะมิโน (Amino Acid-based Formula) ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
2. การรักษากลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD Treatment)
การใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบ เช่น ยาในกลุ่มอะมิโนซาลิไซเลต (5-ASA), ยาสเตียรอยด์ควบคุมอาการระยะเฉียบพลัน, ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunomodulators), หรือการใช้ยาฉีดชีววัตถุ (Biologic Agents) ร่วมกับการจัดการด้านโภชนาการที่เหมาะสม
3. การรักษาตามอาการและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี
- การชดเชยสารน้ำและเกลือแร่: หากเด็กมีอาการถ่ายเหลวร่วมด้วย ให้ทดแทนด้วยการดื่มสารละลายเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts - ORS) โดยจิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง หลีกเลี่ยงการให้น้ำอัดลม น้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ เนื่องจากมีน้ำตาลสูงซึ่งจะทำให้ลำไส้ดึงน้ำออกและถ่ายเหลวมากขึ้น
- อาหารที่เหมาะสม: ให้เด็กทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสจืด เช่น โจ๊กข้าวกล้องบด ข้าวต้มปลา หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและนมวัวชั่วคราวในระหว่างที่ลำไส้ยังอักเสบ
- การดูแลรักษาความสะอาด: ล้างก้นของลูกด้วยน้ำสะอาด ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาดอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงการใช้ทิชชูเปียกที่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ และทาครีมเคลือบผิวหนังกลุ่มซิงก์ออกไซด์ (Zinc Oxide) เพื่อป้องกันผื่นผ้าอ้อมและการระคายเคืองจากกรดในอุจจาระ
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ความเข้าใจผิดในการดูแลเด็กที่ถ่ายมีมูกเลือดอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงต่อตัวเด็กได้ ผู้ปกครองควรตระหนักถึงข้อห้ามทางการแพทย์ต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด:
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเองเด็ดขาด: การถ่ายปนมูกเลือดไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป การได้รับยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นจะทำลายจุลชีพตัวดีในลำไส้ (Gut Microbiome) ส่งผลให้ลำไส้อักเสบจากเชื้อดื้อยาแทรกซ้อน เช่น เชื้อ คลอสทริเดียม ดิฟฟิไซล์ (Clostridioides difficile)
- ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาแก้ท้องเสีย (Anti-diarrheal drugs) ให้เด็กทานเอง: ยาในกลุ่มนี้ เช่น โลเพอราไมด์ (Loperamide) จะทำให้ลำไส้หยุดเคลื่อนตัว สารพิษและเชื้อโรคจะสะสมอยู่ในลำไส้ ไม่สามารถขับออกมาได้ ก่อให้เกิดภาวะลำไส้โป่งพองและเน่าทะลุ (Toxic Megacolon) ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต
- การเลือกใช้ยาลดไข้ที่ปลอดภัย: ให้ใช้ยาพาราเซตามอล (Acetaminophen) ขนาด 10-15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4-6 ชั่วโมง (ห้ามเกิน 5 ครั้งต่อวัน) ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาดเนื่องจากอาจกระตุ้นให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้ตับและสมองล้มเหลวเฉียบพลัน และหลีกเลี่ยงยากลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในรายที่มีภาวะขาดน้ำหรือสงสัยไข้เลือดออก
วิธีป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพลำไส้ในระยะยาว
เพื่อปกป้องระบบทางเดินอาหารของลูกน้อยให้แข็งแรงและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรัง ควรปฏิบัติตามแนวทางทางการแพทย์ดังนี้:
1. ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน
น้ำนมแม่คือวัคซีนหยดแรกและเป็นสารอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก ในน้ำนมแม่มีสารภูมิคุ้มกัน (Secretory IgA) และพรีไบโอติกตามธรรมชาติ (Human Milk Oligosaccharides - HMOs) ที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของจุลชีพชนิดดีในลำไส้ และสร้างเกราะป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมและสารก่อภูมิแพ้ซึมผ่านเยื่อบุผิวลำไส้ของทารกได้ง่าย
2. การปฏิบัติตามตารางวัคซีนอย่างเคร่งครัด
พาลูกเข้ารับวัคซีนป้องกันไวรัสโรตา (Rotavirus Vaccine) ตามกำหนดการทางการแพทย์ (ช่วงอายุ 2, 4 และ 6 เดือนขึ้นอยู่กับชนิดวัคซีน) แม้ว่าไวรัสโรตาจะไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของการถ่ายมีมูกเลือด แต่เป็นตัวการสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วงรุนแรงจนลำไส้อักเสบเฉียบพลันและอ่อนแอลง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนตามมา
3. สุขอนามัยในครัวเรือนและการล้างมือ
ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาทีก่อนเตรียมอาหาร ก่อนป้อนอาหารลูก และหลังการเปลี่ยนผ้าอ้อมทุกครั้ง อุปกรณ์ขวดนมและของเล่นเด็กต้องได้รับการทำความสะอาดและนึ่งฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง สำหรับเด็กโตควรเน้นย้ำเรื่องการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และหลีกเลี่ยงอาหารดิบหรืออาหารค้างคืน
4. การปรับปรุงสมดุลจุลชีพในลำไส้ (Gut Microbiome Optimization)
เมื่อเด็กเริ่มรับประทานอาหารเสริมตามวัย (อายุ 6 เดือนขึ้นไป) ควรเน้นอาหารที่มีกากใยสูงจากผักและผลไม้ และอาจเสริมอาหารที่มีโพรไบโอติกตามธรรมชาติ เช่น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ (ในเด็กที่ไม่มีประวัติแพ้นมวัว) เพื่อช่วยรักษาสมดุลแบคทีเรียชนิดดีในทางเดินอาหาร ป้องกันการแบ่งตัวของแบคทีเรียก่อโรค
กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติเร่งด่วนสำหรับผู้ปกครอง (Parental Actionable Checklist)
สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำทันทีเมื่อพบว่าลูกถ่ายมีมูกเลือด:
- ตั้งสติและประเมินสัญญาณชีพ: วัดไข้ลูก สังเกตสีหน้า อัตราการหายใจ และระดับความซึม
- ถ่ายรูปและบันทึกข้อมูล: ถ่ายรูปอุจจาระของลูกเก็บไว้ บันทึกเวลา จำนวนครั้ง ปริมาณ และลักษณะทางกายภาพอย่างละเอียด
- ตรวจสอบประวัติอาหารและนม: บันทึกอาหารที่ลูกทานในรอบ 48 ชั่วโมง รวมถึงอาหารที่แม่ทานหากลูกกินนมแม่
- แยกแยะความเร่งด่วน:
- หากมีไข้สูง ซึม ปวดท้องเกร็งรุนแรง ร้องไห้กวนไม่หยุด หรืออาเจียนปนสีเขียว -> เดินทางไปห้องฉุกเฉินทันที
- หากไม่มีอาการรุนแรงข้างต้น เด็กยังร่าเริง ทานนมได้ปกติ -> นัดหมายเพื่อพบกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารเด็กโดยเร็วที่สุด
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาหยุดถ่ายมาให้ลูกทานเองเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อย