ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความสำคัญทางการแพทย์เมื่อลูกถ่ายมีมูกเลือดร่วมกับอาเจียน

อาการถ่ายเป็นมูกเลือดร่วมกับมีอาการอาเจียนในเด็กเล็ก ถือเป็นหนึ่งในภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ในแผนกกุมารเวชศาสตร์ที่ต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์ทันที อาการทั้งสองนี้เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันมักไม่ได้เกิดจากอาการท้องเสียธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนล่างและส่วนบนร่วมกัน ซึ่งอาจมีตั้งแต่การติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง การแพ้โปรตีนอย่างรุนแรง ไปจนถึงภาวะลำไส้อุดตันจากลำไส้กลืนกัน (Intussusception) หรือลำไส้บิดขั้ว (Volvulus) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

กลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่พบภาวะนี้ได้บ่อยคือ ทารกและเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 3 เดือนถึง 3 ปี โดยเฉพาะช่วงอายุ 5 ถึง 10 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันของทางเดินอาหารและโครงสร้างลำไส้ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ความล่าช้าในการวินิจฉัยอาจนำไปสู่ภาวะเนื้อเยื่อลำไส้ขาดเลือด ลำไส้เน่าตาย ลำไส้ทะลุ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด และภาวะช็อกจากการขาดน้ำรุนแรง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes and Pathophysiology)

การที่เด็กถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดปนร่วมกับอาการอาเจียน เกิดจากพยาธิสภาพหลักในระบบทางเดินอาหาร ดังนี้

1. ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception)

เป็นสาเหตุที่อันตรายที่สุดของภาวะลำไส้อุดตันในเด็กเล็ก กลไกเกิดจากการที่ลำไส้ส่วนหนึ่งเคลื่อนตัวม้วนกลืนเข้าไปในโพรงของลำไส้ส่วนที่อยู่ติดกัน (มักเกิดที่รอยต่อระหว่างลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ หรือ Ileocecal region) เมื่อลำไส้กลืนกันจะส่งผลให้:

  • เกิดการอุดกั้นของทางเดินอาหาร ทำให้อาหารและน้ำย่อยไหลผ่านไม่ได้ ส่งผลให้เด็กอาเจียนอย่างต่อเนื่อง
  • หลอดเลือดดำและหลอดเลือดน้ำเหลืองที่มาเลี้ยงผนังลำไส้ถูกกดทับ เกิดภาวะคั่งของเลือดและอาการบวมน้ำ
  • เมื่อแรงดันในผนังลำไส้สูงขึ้น หลอดเลือดแดงจะไม่สามารถส่งเลือดมาเลี้ยงได้ ผนังเยื่อบุลำไส้จึงขาดเลือดและหลุดลอกออกมาเป็นมูกเลือดปนเมือก ซึ่งมีลักษณะจำเพาะคล้ายแยมผลไม้สีแดง (Currant Jelly Stool)

2. โรคลำไส้อักเสบติดเชื้อรุนแรง (Infectious Enterocolitis / Invasive Bacterial Diarrhea)

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มที่สามารถบุกรุกเยื่อบุผนังลำไส้ (Invasive Pathogens) เช่น Salmonella, Shigella, Campylobacter, หรือ Enterohemorrhagic Escherichia coli (EHEC) สารพิษและตัวเชื้อก่อให้เกิดการอักเสบ บวม มีแผลเลือดออกที่เยื่อบุลำไส้ใหญ่ ทำให้เด็กถ่ายเหลวเป็นมูกเลือดปนหนอง ร่วมกับการกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติและสารก่อการอักเสบที่ทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวผิดปกติจนเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนและมีไข้สูง

3. ภาวะแพ้โปรตีนนมวัวชนิดรุนแรง (Cow's Milk Protein Allergy: CMPA)

การแพ้ผ่านกลไกที่ไม่ใช้สารภูมิต้านทานชนิด IgE (Non-IgE Mediated) ก่อให้เกิดภาวะ Food Protein-Induced Allergic Proctocolitis (FPIAP) หรือ Food Protein-Induced Enterocolitis Syndrome (FPIES) ส่งผลให้ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ถ่ายมีมูกเลือด และหากเกิดภาวะ FPIES เฉียบพลัน เด็กจะมีอาการอาเจียนพุ่งซ้ำๆ ร่วมกับถ่ายเหลว จนเกิดภาวะขาดน้ำและความดันโลหิตต่ำได้

4. ความผิดปกติแต่กำเนิดของระบบทางเดินอาหาร

  • ภาวะลำไส้บิดขั้ว (Malrotation with Midgut Volvulus): ลำไส้หมุนตัวผิดปกติแต่กำเนิดและเกิดการบิดเกลียว ทำให้ลำไส้อุดตันเฉียบพลันและขาดเลือดอย่างรวดเร็ว เด็กจะมีอาการอาเจียนเป็นน้ำดีสีเขียวและถ่ายเป็นเลือด
  • ถุงยื่นเมคเคล (Meckel's Diverticulum): มีการเจริญของเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารที่ผิดที่บริเวณลำไส้เล็ก หลั่งกรดจนเกิดแผลและมีเลือดออกในทางเดินอาหารปริมาณมาก
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการอาเจียนที่มีน้ำดีปน (ของเหลวสีเขียวหรือสีเหลืองเข้มจัด) ในทารกที่ถ่ายเป็นมูกเลือด ต้องสงสัยภาวะลำไส้อุดตันหรือลำไส้บิดขั้วไว้เสมอ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินระดับวิกฤตที่ต้องผ่าตัดทันที

อาการสำคัญและการดำเนินของโรค (Symptoms and Progression)

การสังเกตลำดับการเกิดอาการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแยกโรค:

ระยะเริ่มต้น (Early Phase)

  • อาการปวดท้องเป็นพักๆ (Colicky Abdominal Pain): เด็กจะร้องไห้งอแงเสียงดังกระทันหัน กรีดร้อง ตัวงอ ดึงขาหรือยกเข่าขึ้นมาชิดหน้าอก เป็นเวลา 15 ถึง 20 นาที แล้วหยุดร้องและกลับมาเล่นได้ตามปกติเมื่อลำไส้คลายตัว ก่อนจะกลับมาร้องอีกรอบเมื่อลำไส้เริ่มบีบตัวระลอกใหม่
  • การอาเจียนระยะแรก: มักอาเจียนเอานมหรือเศษอาหารมื้อล่าสุดออกมา
  • อุจจาระ: ในช่วงแรกอาจยังถ่ายอุจจาระปกติหรือถ่ายเหลวเล็กน้อย

ระยะลุกลาม (Progressive Phase)

  • การอาเจียนรุนแรงขึ้น: เปลี่ยนจากเศษอาหารเป็นของเหลวสีเหลืองหรือสีเขียวของน้ำดี
  • ลักษณะอุจจาระเปลี่ยนแปลง: ถ่ายเป็นมูกเหนียวปนเลือดสด หรือเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำคล้ายเยลลี่ (Red Currant Jelly Stool)
  • อาการทางระบบประสาท: เด็กจะเริ่มมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัดระหว่างช่วงที่หยุดร้อง หน้าซีด อ่อนเพลีย ตัวเย็น

ระยะรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อน (Complicated Phase)

  • ท้องอืดตึง เคาะมีลม ร้องเจ็บเมื่อสัมผัสหน้าท้อง
  • มีไข้สูง หนาวสั่น เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis)
  • เข้าสู่ภาวะช็อก (Shock) จากการขาดสารน้ำและพิษของเชื้อแบคทีเรีย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที (Red Flag Symptoms)

หากพบอาการเตือนข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ผู้ปกครองต้องนำเด็กส่งห้องฉุกเฉินทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการที่บ้าน:

  • อาการอาเจียนเป็นของเหลวสีเขียว (Bilious Vomiting) หรืออาเจียนพุ่งตลอดเวลา ไม่สามารถดื่มน้ำหรือนมได้เลย
  • ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดปริมาณมาก หรือถ่ายเป็นสีแดงคล้ำคล้ายแยมเยลลี่
  • เด็กร้องไห้งอแงสลับกับซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่สบตา ไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม
  • สัญญาณของภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้ง ผิวแห้ง ตาลึกโบ๋ กระหม่อมบุ๋ม (ในทารก) ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง
  • สัญญาณของภาวะช็อก (Hypovolemic / Septic Shock): มือเท้าเย็น ซีด ลาย ชีพจรเต้นเร็วเบา หายใจหอบเร็วลึก
  • หน้าท้องแข็งเกร็ง บวมตึง และเจ็บปวดรุนแรงเมื่อแตะต้อง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis and Medical Tests)

เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะดำเนินการตรวจประเมินตามขั้นตอนมาตรฐาน ดังนี้:

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด

แพทย์จะตรวจคลำช่องท้องเพื่อหาก้อนผิดปกติ ในภาวะลำไส้กลืนกัน แพทย์มักคลำพบก้อนรูปทรงไส้กรอก (Sausage-shaped mass) บริเวณช่องท้องด้านขวาบนหรือส่วนกลาง พร้อมกับพบว่าช่องท้องด้านขวาล่างยุบตัวผิดปกติ (Dance's sign) ร่วมกับการตรวจทางทวารหนัก (Digital Rectal Examination)

2. การตรวจรังสีวินิจฉัย (Imaging Studies)

  • การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงช่องท้อง (Abdominal Ultrasound): เป็นการตรวจที่มีความแม่นยำสูงสุด (Sensitivity และ Specificity เกือบ 100%) ในการวินิจฉัยภาวะลำไส้กลืนกัน โดยจะพบลักษณะจำเพาะคือ รูปเป้าตาวัว (Target sign หรือ Donut sign) ในภาพตัดขวาง และรูปแซนด์วิช (Pseudokidney sign) ในภาพตัดตามยาว
  • การถ่ายภาพรังสีช่องท้อง (Plain Abdominal X-ray): เพื่อประเมินภาวะลำไส้อุดตัน โดยจะพบลักษณะของลำไส้ขยายตัว มีระดับน้ำและลมในลำไส้ (Air-fluid levels) และตรวจหาภาวะแทรกซ้อนของลำไส้ทะลุ (Free air under diaphragm)

3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations)

  • การตรวจอุจจาระ (Stool Examination & Culture): ตรวจหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง การตรวจหาเชื้อแบคทีเรียก่อโรค สารพิษของเชื้อ และการตรวจการเพาะเชื้อเพื่อเลือกยาปฏิชีวนะที่ตรงจุด
  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC): ประเมินระดับการอักเสบและการติดเชื้อ
  • การตรวจเกลือแร่ในเลือดและการทำงานของไต (Electrolytes, BUN, Creatinine): ประเมินภาวะขาดน้ำ ความไม่สมดุลของเกลือแร่ และการทำงานของไต
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากสงสัยภาวะลำไส้กลืนกัน การทำอัลตราซาวด์ช่องท้องเป็นวิธีที่ปลอดภัย ไม่เจ็บปวด ไม่ใช้รังสี และให้ผลการวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็วที่สุด

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment)

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุหลักที่ตรวจพบ โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:

1. การช่วยชีวิตและการให้สารน้ำทดแทนเบื้องต้น (Resuscitation)

ผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการอาเจียนและถ่ายเป็นมูกเลือดต้องงดน้ำและอาหารทางปากทันที (NPO) และให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluid) ชนิด Isotonic Crystalloid เช่น 0.9% Normal Saline หรือ Acetated Ringer's Solution เพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำและความไม่สมดุลของเกลือแร่อย่างเร่งด่วน พร้อมใส่สายระบายกระเพาะอาหาร (Nasogastric Tube) เพื่อลดแรงดันในทางเดินอาหาร

2. การรักษาภาวะลำไส้กลืนกัน (Treatment of Intussusception)

  • การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด (Non-operative Reduction): เป็นการรักษาลำดับแรกหากไม่มีข้อห้าม (เช่น ไม่มีภาวะลำไส้ทะลุ หรือเยื่อบุช่องท้องอักเสบ) โดยการใช้แรงดันลม (Air Enema) หรือสารทึบรังสีชนิดละลายน้ำ (Hydrostatic Enema) ดันผ่านทางทวารหนักภายใต้การเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปหรือคลื่นเสียงความถี่สูง วิธีนี้มีอัตราความสำเร็จสูงถึง 80-90%
  • การผ่าตัด (Surgical Reduction): จะทำในกรณีที่การดันลำไส้ด้วยลมไม่สำเร็จ มีภาวะลำไส้ทะลุ ลำไส้เน่าตาย หรือมีพยาธิสภาพที่เป็นจุดนำ (Pathologic Lead Point) เช่น ถุงยื่นเมคเคลหรือติ่งเนื้อ ซึ่งอาจต้องทำการตัดต่อลำไส้ส่วนที่เสียหายออก

3. การรักษาโรคลำไส้อักเสบติดเชื้อ (Treatment of Infectious Enterocolitis)

  • การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): จะพิจารณาให้เฉพาะกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ชัดเจน เช่น เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน ทารกที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง การติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Shigella หรือการติดเชื้อที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด
  • การให้สารละลายเกลือแร่โออาร์เอส (Oral Rehydration Therapy: ORS): เมื่อเด็กพ้นระยะวิกฤตและสามารถรับประทานได้ โดยให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
  • การเสริมธาตุสังกะสี (Zinc Supplementation): สำหรับเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนที่มีอาการท้องเสีย เพื่อช่วยฟื้นฟูเยื่อบุผนังลำไส้และลดระยะเวลาของความรุนแรงของโรค

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions & Contraindications)

  • ห้ามซื้อยาแก้ท้องเสียหรือยาหยุดถ่าย (Anti-motility Drugs เช่น Loperamide) ให้เด็กรับประทานเด็ดขาด: ยาเหล่านี้ทำให้ลำไส้หยุดการบีบตัว ส่งผลให้เชื้อโรคและสารพิษสะสมในลำไส้มากขึ้น เสี่ยงต่อภาวะลำไส้ขยายตัวเป็นพิษ (Toxic Megacolon) และลำไส้เน่าทะลุ
  • ห้ามซื้อยาแก้อาเจียนกลุ่มกดประสาทให้เด็กทานเอง: เพราะอาจบดบังอาการทางระบบประสาทและทำให้อาการซึมจากโรคลำไส้กลืนกันสังเกตได้ยากขึ้น
  • ห้ามเหน็บยาทางทวารหนักหรือสวนอุจจาระด้วยตนเองที่บ้าน: การสวนล้างที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้ลำไส้ที่กำลังขาดเลือดและเปราะบางเกิดการแตกทะลุได้
  • ห้ามบังคับให้เด็กดื่มน้ำเปล่าปริมาณมาก: การให้เด็กดื่มแต่น้ำเปล่าในขณะที่สูญเสียเกลือแร่จากการอาเจียนและถ่าย อาจทำให้เกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia) ส่งผลให้เกิดอาการชักเกร็งและสมองบวมได้
  • การใช้ยาลดไข้: หากมีไข้ ให้ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และ ห้ามใช้ยากลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือแอสไพริน (Aspirin) เนื่องจากระคายเคืองกระเพาะอาหารและอาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไตในภาวะที่เด็กขาดน้ำ

การป้องกันและการดูแลระยะยาว (Prevention and Long-term Care)

  • สุขอนามัยในการบริโภค: ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ก่อนเตรียมนมและอาหารให้เด็ก ทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาดที่ผ่านการต้มสุก ทำความสะอาดขวดนม จุกนม และภาชนะใส่อาหารด้วยการนึ่งฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ
  • การให้นมแม่: การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานในทางเดินอาหาร (Secretory IgA) และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการแพ้โปรตีน
  • การรับวัคซีนป้องกันโรค: รับวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามเกณฑ์ โดยเฉพาะวัคซีนโรต้าไวรัส (Rotavirus Vaccine) เพื่อป้องกันโรคอุจจาระร่วงรุนแรงจากเชื้อโรต้าไวรัส
  • การเฝ้าระวังการเป็นซ้ำของโรคลำไส้กลืนกัน: ภายหลังการรักษาโรคลำไส้กลืนกันสำเร็จ เด็กมีโอกาสเกิดโรคซ้ำได้ประมาณ 5 ถึง 10% โดยเฉพาะในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังการรักษา ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการปวดท้อง อาเจียน หรือถ่ายเป็นมูกเลือดอย่างใกล้ชิด

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่เมื่อลูกมีอาการ (Parent Actionable Checklist)

ขั้นตอนปฏิบัติทันทีเมื่อพบอาการ:

  1. หยุดให้นมและอาหารทันที: เพื่องดการกระตุ้นลำไส้และเตรียมความพร้อมหากจำเป็นต้องรับการรักษาทางหัตถการหรือผ่าตัดฉุกเฉิน
  2. สังเกตและบันทึกลักษณะอาการ: ถ่ายภาพอุจจาระและอาเจียนของเด็กไว้ เพื่อแสดงให้แพทย์ประเมินความผิดปกติ
  3. ตรวจสอบสัญญาณเตือนอันตราย: ดูว่าเด็กร้องงอแงสลับซึม ท้องอืด อาเจียนมีสีเขียว หรือมีอาการขาดน้ำรุนแรงหรือไม่
  4. ห้ามให้ยาแก้ท้องเสีย ยาหยุดถ่าย หรือสวนทวารเองเด็ดขาด
  5. นำตัวส่งโรงพยาบาลที่มีแผนกกุมารเวชศาสตร์และห้องผ่าตัดทันที: ไม่ควรรอสังเกตอาการข้ามคืน เนื่องจากการรักษาที่รวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมงแรกจะช่วยป้องกันภาวะลำไส้เน่าตายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down