ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวมของอาการถ่ายเป็นมูกเลือดในเด็ก

อาการขับถ่ายผิดปกติในเด็กเป็นหนึ่งในปัญหาทางกุมารเวชศาสตร์ที่พบบ่อยที่สุด และสร้างความวิตกกังวลใจให้กับบิดามารดาหรือผู้ปกครองอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พบว่า ลูกถ่ายมีมูกเลือดสีแดงสด: แยกแยะอย่างไรระหว่างรอยแผลบริเวณภายนอกกับความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารส่วนลึก ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยความรู้ทางการแพทย์และการสังเกตอย่างถี่ถ้วน

ในทางกุมารเวชศาสตร์ อาการถ่ายเป็นเลือด (Hematochezia) หรือการมีมูกปนเลือดสดไหลออกมาพร้อมกับอุจจาระ สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ทารกแรกเกิด กลุ่มเด็กเล็กวัยหัดเดิน ไปจนถึงเด็กโต กลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษคือกลุ่มทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันและระบบทางเดินอาหารยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรวดเร็วกว่าเด็กโต การจำแนกสาเหตุที่แท้จริงอย่างรวดเร็วและแม่นยำจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะช็อกจากการสูญเสียเลือด การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือภาวะลำไส้ขาดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเชิงลึก (Causes and Pathophysiology)

การที่เด็กถ่ายออกมามีมูกเลือดสีแดงสด เกิดจากพยาธิสภาพที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงระหว่างสองกลุ่มโรคหลัก ได้แก่ รอยโรคเฉพาะที่บริเวณภายนอก และรอยโรคภายในระบบทางเดินอาหาร ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. แผลปริขอบทวารหนัก (Anal Fissure)

เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะเด็กที่มีประวัติท้องผูกเรื้อรัง กลไกการเกิดเริ่มจากการที่อุจจาระค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่เป็นเวลานานจนเกิดการดูดซึมน้ำกลับ ทำให้อุจจาระมีลักษณะแห้ง แข็ง และมีขนาดใหญ่ เมื่อเด็กออกแรงเบ่ง อุจจาระที่แข็งจะครูดและยืดขยายผิวหนังบริเวณขอบรูทวารหนัก (Anoderm) จนเกิดการฉีกขาดในแนวตั้ง มักเกิดบริเวณกึ่งกลางด้านหลัง (Posterior Midline) หรือกึ่งกลางด้านหน้า (Anterior Midline) ของรูทวารหนัก ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยบริเวณดังกล่าวฉีกขาดและมีเลือดสีแดงสดเคลือบอยู่บนผิวของอุจจาระหรือหยดออกมาหลังการขับถ่าย

2. ภาวะลำไส้อักเสบจากการแพ้โปรตีน (Allergic Colitis)

มักพบในทารกช่วงขวบปีแรก โดยเฉพาะการแพ้โปรตีนนมวัว (Cow Milk Protein Allergy - CMPA) หรือการแพ้ผ่านน้ำนมแม่ที่มารดาดื่มนมวัวหรือบริโภคอาหารกลุ่มเสี่ยง กลไกเกิดจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกายเด็กตอบสนองต่อโปรตีนแปลกปลอม ส่งผลให้เกิดการหลั่งสารก่อการอักเสบและการสะสมของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล (Eosinophils) ที่บริเวณเยื่อบุผิวลำไส้ใหญ่ ทำให้เยื่อบุลำไส้เกิดการอักเสบ บวม แดง และมีเลือดออกซึมออกมารวมกับมูกที่ลำไส้สร้างขึ้นเพื่อปกป้องเยื่อบุผิว

3. โรคลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ (Infectious Colitis)

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ไม่สะอาด เชื้อก่อโรคที่พบบ่อย ได้แก่ เชื้อแบคทีเรียจำพวก Salmonella, Shigella, Campylobacter, Yersinia และเชื้อไวรัสบางชนิด เชื้อเหล่านี้จะบุกรุกเข้าสู่เซลล์เยื่อบุผิวลำไส้ (Enterocytes) และสร้างสารพิษ (Enterotoxins/Cytotoxins) ทำลายผนังลำไส้ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบอย่างรุนแรง มีเนื้อเยื่อหลุดลอกและเกิดแผลหลุมขนาดเล็กจำนวนมาก ทำให้ร่างกายขับมูกปนเลือดและหนองออกมาพร้อมกับอุจจาระเหลว

4. ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception)

เป็นภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมที่พบบ่อยในเด็กอายุ 3 เดือนถึง 2 ปี เกิดจากการที่ลำไส้ส่วนต้นม้วนตัวมุดเข้าสู่หลอดของลำไส้ส่วนปลายที่อยู่ถัดไป มักเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ (Ileocolic) ส่งผลให้เกิดการอุดตันของทางเดินอาหารและการไหลเวียนของเลือดดำและน้ำเหลืองบกพร่อง ผนังลำไส้จะบวมและมีเลือดคั่ง หากทิ้งไว้จะเกิดการขาดเลือดของแดงส่งผลให้เยื่อบุลำไส้ตายและหลุดลอกออกมาเป็นลักษณะมูกปนเลือดสีแดงคล้ำคล้ายเยลลี่ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ (Currant-jelly Stool)

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ภาวะลำไส้กลืนกันเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน การล่าช้าอาจส่งผลให้ลำไส้เน่าตาย ทะลุ และเกิดการติดเชื้อในช่องท้องอันตรายถึงแก่ชีวิต

ตารางเปรียบเทียบเพื่อการแยกแยะอาการอย่างแม่นยำ

เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลสามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างอาการแผลปริขอบทวารหนักและภาวะเลือดออกในลำไส้ได้อย่างเป็นระบบ สามารถพิจารณาจากตารางเปรียบเทียบดังต่อไปนี้

ลักษณะอาการ แผลปริขอบทวารหนัก (Anal Fissure) เลือดออกในทางเดินอาหาร/ลำไส้อักเสบ (Colitis)
ลักษณะของเลือด สีแดงสด เคลือบอยู่ภายนอกก้อนอุจจาระ หรือติดกระดาษชำระ สีแดงสดหรือแดงคล้ำ ผสมปนเปอยู่เนื้อเดียวกับอุจจาระ หรือปนในมูก
ลักษณะอุจจาระ ก้อนใหญ่ แห้ง แข็ง หรือเป็นเม็ดกระสุน เหลว เป็นน้ำ มีมูกปนค่อนข้างมาก หรือเป็นมูกเลือดเหนียว
อาการเจ็บปวด เจ็บปวดมากขณะถ่าย เด็กจะร้องไห้จ้า สั่น หรือกลั้นอุจจาระ อาจปวดเกร็งท้องเป็นระยะ (Colicky pain) หรือไม่มีอาการเจ็บทวารหนักขณะถ่าย
อาการร่วมอื่นๆ ไม่มีไข้ ไม่มีอาการอาเจียน ร่างกายทั่วไปสมบูรณ์ดี อาจมีไข้ อาเจียน ท้องอืด ซึมลง หรือน้ำหนักตัวลดลงไม่เป็นไปตามเกณฑ์

สัญญาณเตือนอันตรายวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากพบว่าเด็กมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดร่วมกับอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ผู้ดูแลต้องนำเด็กส่งโรงพยาบาลหรือแผนกฉุกเฉินทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการที่บ้าน

  • ภาวะซึมและอ่อนเพลียรุนแรง: เด็กมีอาการซึม ไม่ยอมเล่น นอนหลับปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมดูดนมและน้ำ
  • อาการปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน: เด็กเล็กจะร้องไห้จ้าเป็นพักๆ สลับกับเงียบสงบ มักงอเข่าขึ้นชิดอกขณะร้อง (เป็นสัญญาณเด่นของลำไส้กลืนกัน)
  • อาเจียนพุ่งหรืออาเจียนมีสีเขียว: มีน้ำดีปนในอาเจียน ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะลำไส้อุดตัน
  • ไข้สูงเฉียบพลัน: มีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียสที่ไม่ยอมลดหลังได้รับยาลดไข้ บ่งชี้ถึงการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงหรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
  • สัญญาณของภาวะช็อกและขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้ง ผิวหนังเหี่ยว ยืดหยุ่นตัวช้า ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมหน้าบุ๋มในทารก และปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • อุจจาระมีลักษณะเป็นวุ้นสีแดงเข้มคล้ายเยลลี่ผลไม้: บ่งบอกถึงภาวะลำไส้ขาดเลือดเฉียบพลัน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis)

กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดผ่านขั้นตอนที่เป็นระบบ ดังนี้

1. การซักประวัติอย่างละเอียด (History Taking)

แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ ลักษณะและปริมาณของเลือด สีของอุจจาระ ความถี่ในการขับถ่าย ประวัติการเจ็บปวดขณะถ่าย อาหารที่รับประทาน นมที่ดื่ม (รวมถึงการเปลี่ยนแปลงชนิดของนม) และประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว

2. การตรวจร่างกายทั่วไปและการตรวจทวารหนัก (Physical & Rectal Examination)

แพทย์จะประเมินสัญญาณชีพ สภาพการขาดน้ำ และตรวจคลำหน้าท้องเพื่อหาตำแหน่งที่กดเจ็บหรือคลำได้ก้อน จากนั้นจะทำการตรวจบริเวณรอบรูทวารหนักอย่างนุ่มนวลเพื่อค้นหารอยฉีกขาด (Anal Fissure) ริดสีดวงทวาร หรือติ่งเนื้อ ในบางกรณีอาจมีความจำเป็นต้องทำการตรวจทวารหนักด้วยนิ้วมือ (Digital Rectal Examination - DRE)

3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ (Laboratory & Imaging Studies)

  • การตรวจอุจจาระ (Stool Examination & Culture): ตรวจเพื่อหาเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และส่งเพาะเชื้อแบคทีเรียรวมถึงตรวจหาไข่พยาธิ เพื่อยืนยันหรือตัดประเด็นการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
  • การตรวจเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อประเมินภาวะซีดจากการสูญเสียเลือด และตรวจระดับเม็ดเลือดขาวเพื่อประเมินภาวะการติดเชื้อในร่างกาย
  • การอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasonography): เป็นการตรวจที่มีความไวและความจำเพาะสูงมากในการวินิจฉัยภาวะลำไส้กลืนกัน โดยจะพบลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า Target sign หรือ Doughnut sign
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากเด็กถ่ายอุจจาระมีมูกเลือด แนะนำให้ผู้ปกครองถ่ายรูปอุจจาระนั้นไว้ด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือที่มีแสงสว่างเพียงพอ หรือเก็บตัวอย่างอุจจาระใส่ภาชนะที่สะอาดเพื่อนำมาให้แพทย์ตรวจประเมิน จะช่วยให้การวินิจฉัยรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)

แนวทางการรักษาจะแบ่งออกตามสาเหตุหลักที่ตรวจพบเพื่อให้ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุดที่สุด

การดูแลรักษาภาวะแผลปริขอบทวารหนัก

เป้าหมายหลักคือการทำให้อุจจาระนิ่มลงเพื่อลดการครูดซ้ำบริเวณแผล และบรรเทาอาการปวดเพื่อให้แผลสามารถสมานตัวได้เอง

  • การใช้ยาระบายตามคำสั่งแพทย์: แพทย์มักจ่ายยาระบายกลุ่มที่ช่วยเพิ่มน้ำในเนื้ออุจจาระ เช่น แลคตูโลส (Lactulose) หรือ โพลีเอทิลีน ไกลคอล (Polyethylene Glycol - PEG 4000) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงในเด็ก ช่วยให้อุจจาระนิ่มและเบ่งถ่ายง่าย
  • การแช่ก้นด้วยน้ำอุ่น (Sitz Bath): ให้เด็กนั่งแช่ก้นในกาละมังที่มีน้ำอุ่นสะอาดสูงระดับสะโพก นานประมาณ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้งหลังการขับถ่าย น้ำอุ่นจะช่วยลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก บรรเทาอาการเจ็บปวด และกระตุ้นการไหลเวียนเลือดช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  • การทายาเฉพาะที่: อาจพิจารณาใช้ยาทากลุ่มปิโตรเลียมเจลลี่ หรือครีมที่มีส่วนผสมของยาชาเฉพาะที่ทาเคลือบบริเวณแผลบางๆ ก่อนขับถ่ายเพื่อลดความเจ็บปวด

การดูแลรักษาภาวะลำไส้อักเสบจากการแพ้โปรตีนนมวัว

  • ในเด็กที่กินนมแม่: มารดาต้องงดการบริโภคนมวัว ผลิตภัณฑ์จากนมวัวทุกชนิด รวมถึงอาหารที่มีส่วนผสมของโปรตีนนมวัวอย่างเคร่งครัด (Strict Dairy Elimination Diet)
  • ในเด็กที่กินนมผง: ต้องเปลี่ยนมาใช้นมสูตรพิเศษภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เช่น นมสูตรผ่านการย่อยโปรตีนอย่างละเอียด (Extensively Hydrolyzed Formula - eHF) หรือนมสูตรกรดอะมิโน (Amino Acid-based Formula)

การดูแลรักษาภาวะลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อและการดูแลทั่วไปที่บ้าน

  • การป้องกันภาวะขาดน้ำ: ให้เด็กดื่มสารละลายเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts - ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปทางอุจจาระ
  • โภชนาการที่เหมาะสม: หลีกเลี่ยงการงดอาหาร ให้เด็กรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปอุ่นๆ หากเป็นทารกให้กินนมแม่ต่อได้ตามปกติ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

ในการดูแลเด็กที่มีอาการถ่ายเป็นมูกเลือด มีข้อพึงระวังทางการแพทย์ที่ผู้ดูแลต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดดังนี้

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด: เนื่องจากอาการถ่ายเป็นมูกเลือดส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป การให้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นจะทำลายจุลชีพชนิดดีในลำไส้ (Gut Microbiome) ส่งผลให้อาการท้องเสียแย่ลง หรือเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาอันตราย
  • การคำนวณปริมาณยาลดไข้พาราเซตามอลที่ถูกต้อง: หากเด็กมีไข้ร่วมด้วย การให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กจริง ไม่ใช่ตามอายุ โดยขนาดที่ปลอดภัยคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ป้อนซ้ำได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ท้องเสียกลุ่มที่ทำให้ลำไส้หยุดบีบตัว: เช่น ยาโลเพอราไมด์ (Loperamide) ในเด็ก เนื่องจากจะทำให้สารพิษจากเชื้อโรคคั่งค้างอยู่ในลำไส้ ไม่ได้รับการขับถ่ายออก ส่งผลให้ลำไส้บวมโตและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพระบบทางเดินอาหารระยะยาว

การสร้างสุขอนามัยที่ดีและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน สามารถลดโอกาสเกิดภาวะถ่ายเป็นมูกเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. การป้องกันภาวะท้องผูกเพื่อลดความเสี่ยงแผลปริขอบทวารหนัก: ส่งเสริมให้เด็กดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอในแต่ละวัน เพิ่มปริมาณใยอาหารในมื้ออาหารด้วยผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี ฝึกวินัยการขับถ่ายให้เป็นเวลา โดยให้เด็กนั่งโถสุขภัณฑ์หลังอาหารเช้าหรือเย็นประมาณ 5-10 นาที และหลีกเลี่ยงการลงโทษหรือกดดันเด็กเรื่องการขับถ่าย

2. การรักษาสุขอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ: เน้นย้ำให้เด็กและผู้ดูแลล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังการเข้าห้องน้ำหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม ดูแลความสะอาดของขวดนม จุกนม และของเล่นเด็กด้วยการนึ่งหรือต้มฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ

3. การรับวัคซีนป้องกัน: แนะนำให้เด็กได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโรตา (Rotavirus Vaccine) ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดหยอดตามกำหนดเวลาของกุมารเวชศาสตร์ เพื่อลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันในเด็กเล็ก

กล่องสรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับผู้ปกครองเมื่อลูกถ่ายมีมูกเลือด

รายการตรวจสอบพฤติกรรมและการดูแลเบื้องต้น (Parent Actionable Checklist)

  • สังเกตและจดบันทึกรายละเอียด: ตรวจดูสีของเลือด (แดงสดหรือแดงคล้ำ) ดูว่าเลือดผสมอยู่ในเนื้ออุจจาระหรือเคลือบอยู่ภายนอก และอุจจาระมีลักษณะแข็งหรือเหลว
  • ประเมินสัญญาณชีพและพฤติกรรมทั่วไป: ตรวจดูว่าลูกมีไข้ ซึมลง หรือมีอาการปวดเกร็งหน้าท้องอย่างรุนแรงหรือไม่
  • ถ่ายรูปและเก็บตัวอย่าง: ถ่ายรูปอุจจาระที่มีมูกเลือดเก็บไว้เพื่อนำเสนอต่อแพทย์ขณะเข้ารับการตรวจ
  • ดูแลสุขอนามัยเฉพาะที่: หากสงสัยว่าเป็นแผลปริที่ขอบทวารหนัก ให้เด็กแช่ก้นในน้ำอุ่นสะอาดเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด และงดการเช็ดถูบริเวณทวารหนักแรงๆ
  • ทดแทนน้ำและเกลือแร่: หากเด็กมีอาการถ่ายเหลวร่วมด้วย ให้จิบน้ำเกลือแร่ ORS ทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง
  • เข้าพบกุมารแพทย์: นำเด็กเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด เพื่อรับแผนการรักษาที่ปลอดภัยและถูกต้องตามหลักการแพทย์เฉพาะทาง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down