ความตกใจของพ่อแม่เมื่อพบว่าลูกถ่ายมีมูกเลือด
อาการถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดปนถือเป็นหนึ่งในอาการที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองตื่นตระหนกและกังวลใจมากที่สุด เมื่อเปิดผ้าอ้อมแล้วพบว่าลูกรักมีอุจจาระผิดปกติที่มีเมือกใสหรือมูกเลือดปนออกมา อาการนี้ในทางการแพทย์ถือเป็นสัญญาณเตือนว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณระบบทางเดินอาหารส่วนล่าง ไม่ว่าจะเป็นลำไส้เล็กส่วนปลายหรือลำไส้ใหญ่ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการแสดง และแนวทางการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้พ่อแม่รับมือได้อย่างถูกวิธีและปลอดภัย
สาเหตุและกลไกการเกิดอาการถ่ายมีมูกเลือดในเด็ก
สาเหตุของการถ่ายมีมูกเลือดในเด็กมีความหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของเด็กเป็นหลัก เนื่องจากโรคที่พบในทารกแรกเกิดมักแตกต่างจากเด็กโต ในฐานะกุมารแพทย์จึงขอจำแนกสาเหตุสำคัญตามกลไกการเกิดโรคเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายดังนี้
การติดเชื้อในทางเดินอาหาร (Infectious Colitis)
การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เชื้อโรคเหล่านี้จะเข้าไปทำลายเยื่อบุลำไส้ ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีเลือดออก เชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยได้แก่ ซัลโมเนลลา (Salmonella) ชิเกลลา (Shigella) แคมไพโลแบคเทอร์ (Campylobacter) และเชื้ออีโคไล (Escherichia coli) สายพันธุ์ที่สร้างสารพิษ เด็กมักจะมีไข้ร่วมด้วย ปวดท้อง และถ่ายเหลวบ่อยครั้ง
การแพ้อาหาร (Food Protein-Induced Allergic Proctocolitis)
มักพบในทารกอายุน้อยกว่าหนึ่งปีที่กินนมวัว หรือเด็กที่กินนมแม่แต่แม่รับประทานผลิตภัณฑ์จากนมวัว อาหารทะเล หรือถั่วเหลือง โปรตีนในอาหารเหล่านี้กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ของทารกเกิดปฏิกิริยาอักเสบ ทำให้เยื่อบุลำไส้ใหญ่ระคายเคืองและมีเลือดออกปนมากับมูก แต่เด็กมักจะร่าเริงดี ไม่มีไข้ และน้ำหนักตัวยังคงเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์
ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception)
เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายมาก มักพบในเด็กอายุระหว่างหกเดือนถึงสามปี เกิดจากการที่ลำไส้ส่วนต้นมุดเข้าไปในลำไส้ส่วนที่อยู่ติดกัน ทำให้เกิดการอุดตัน เลือดไปเลี้ยงไม่สะดวก อาการเด่นคือเด็กจะร้องกวนงอแงรุนแรงเป็นพักๆ เอามือกุมท้อง และจะมีอุจจาระลักษณะพิเศษคือมีสีและลักษณะคล้ายเยลลี่ลูกเกดหรือเจลลี่สตรอเบอร์รี่ (Currant jelly stool)
รอยแยกที่ขอบทวารหนัก (Anal Fissure)
มักเกิดจากอาการท้องผูกเรื้อรัง อุจจาระก้อนใหญ่และแข็ง ทำให้เยื่อบุรอบทวารหนักฉีกขาดขณะเบ่งถ่าย พ่อแม่จะสังเกตเห็นเลือดสีแดงสดเคลือบนอกอุจจาระ หรือติดอยู่บนกระดาษทิชชู แต่ไม่มีมูกปนในเนื้ออุจจาระ และเด็กมักเจ็บเวลากลัวการเบ่งถ่าย
อาการและสัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพบแพทย์ทันที
อาการถ่ายมีมูกเลือดในเด็กบางครั้งอาจหายได้เองหากเป็นการแพ้อาหารไม่รุนแรง แต่ในหลายกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคที่มีความรุนแรงและต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน พ่อแม่ควรสังเกตอาการร่วมอื่นๆ อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพาลูกไปโรงพยาบาลทันที
- ไข้สูงลอย ตัวร้อนจัด หรือมีอาการซึมลง ไม่ร่าเริงเหมือนปกติ
- อาเจียนพุ่ง อาเจียนเป็นสีเขียวหรือมีเลือดปน
- ปวดท้องรุนแรง ร้องกวนไม่หยุด งอแงตลอดเวลา หรือชักเกร็งจากการขาดน้ำ
- มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะนานเกินหกชั่วโมง
- ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดจำนวนมาก หรือมีลักษณะคล้ายเยลลี่สีแดง
- ท้องอืดมาก หน้าท้องตึงแข็ง กดเจ็บ
วิธีตรวจวินิจฉัยของกุมารแพทย์
เมื่อพาลูกมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะมีกระบวนการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้
การซักประวัติอย่างละเอียด
แพทย์จะสอบถามลักษณะของอุจจาระ ปริมาณเลือด สีของอุจจาระ ระยะเวลาที่เป็น ไข้ อาการปวดท้อง อาหารที่เด็กรับประทาน ประวัติการแพ้อาหารในครอบครัว และประวัติการใช้วิธีเปลี่ยนนมหรืออาหารเสริมในทารก
การตรวจร่างกาย
แพทย์จะตรวจร่างกายโดยละเอียด ทั้งการฟังเสียงการทำงานของลำไส้ การคลำหน้าท้องเพื่อหาความนิ่มหรือก้อนเนื้อในท้อง การตรวจประเมินภาวะขาดน้ำ และการตรวจบริเวณรอบทวารหนักเพื่อหารอยแผลหรือรอยฉีกขาด
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ
ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และอาการทางคลินิก อาจมีการส่งตรวจอุจจาระ (Stool examination and culture) เพื่อหาเม็ดเลือดขาว เชื้อแบคทีเรีย หรือพยาธิ การตรวจเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและการอักเสบ หรือการทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal ultrasound) ในกรณีที่สงสัยภาวะลำไส้กลืนกัน
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาอาการถ่ายมีมูกเลือดจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่วินิจฉัยพบ โดยมีแนวทางหลักดังนี้
การรักษาตามสาเหตุ
หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม แต่หากเป็นการติดเชื้อไวรัสทั่วไป จะรักษาตามอาการโดยเน้นการให้เกลือแร่และการดื่มน้ำทดแทน หากเกิดจากการแพ้นมวัว แพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนเป็นนมสูตรพิเศษสำหรับเด็กแพ้โปรตีนนมวัว หรือแนะนำให้แม่ที่ให้นมบุตรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว
การดูแลรักษาที่บ้าน
ในกรณีที่อาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้ดูแลที่บ้านได้ พ่อแม่ควรปฏิบัติดังนี้
- ให้น้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts - ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
- ให้อาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก เนื้อสัตว์ไม่ไขมันไขมันต่ำ งดอาหารรสจัด อาหารมัน และนมวัวชั่วคราวหากสงสัยการแพ้
- สังเกตสีและปริมาณอุจจาระ รวมถึงบันทึกจำนวนครั้งที่ถ่าย
- เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องเมื่อมีไข้ และให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง)
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ในระหว่างที่ลูกมีอาการป่วย พ่อแม่ควรระมัดระวังข้อปฏิบัติต่างๆ ดังต่อไปนี้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก
- ห้ามให้ยาแอสไพรินหรือยาไอบูโพรเฟนแก่เด็กเด็ดขาด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
- ห้ามงดน้ำและอาหารโดยเด็ดขาด การให้เด็กอดอาหารจะทำให้ลำไส้ฟื้นตัวช้าและเกิดภาวะขาดน้ำ
- ห้ามใช้ยาสวนอุจจาระเองหากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจทำให้ลำไส้ทะลุหรือทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่แย่ลง
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันไม่ให้ลูกเกิดอาการถ่ายมีมูกเลือดสามารถทำได้โดยการดูแลสุขอนามัยที่ดีและการเลือกโภชนาการที่เหมาะสม
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งก่อนเตรียมอาหาร ก่อนป้อนนม และหลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อม
- ปรุงอาหารให้สุกสะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรืออาหารค้างคืนที่เก็บไม่ถูกสุขลักษณะ
- สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นานอย่างน้อยหกเดือน เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานในลำไส้และลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและการแพ้อาหาร
- ระมัดระวังในการเริ่มอาหารเสริมตามวัย โดยควรเริ่มทีละชนิดและสังเกตอาการแพ้ของลูกอย่างใกล้ชิด
- รับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อในวัยเด็กตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์แนะนำ เช่น วัคซีนโรตา (Rotavirus vaccine) ซึ่งช่วยป้องกันท้องรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสโรตาได้