ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความรุนแรงของภาวะช็อกจากการติดเชื้อในทารก

ภาวะช็อกจากการติดเชื้อในทารก (Septic Shock in Infants) ถือเป็นภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากทารกแรกเกิดและทารกในช่วงขวบปีแรกยังไม่มีระบบภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์เต็มที่ ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด จะเกิดการอักเสบทั่วร่างกาย ส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่เพียงพอ และอาจนำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ (Multiple Organ Dysfunction Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว การสังเกตอาการผิดปกติและการพามาพบกุมารแพทย์อย่างทันท่วงทีจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการช่วยชีวิตทารก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคในทารก

การเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจนลุกลามเป็นภาวะช็อกในทารก มีสาเหตุหลักมาจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา โดยประเภทของเชื้อโรคและความรุนแรงมักจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุของทารก:

  • ทารกแรกเกิด (อายุต่ำกว่า 28 วัน): มักได้รับเชื้อจากมารดาในระหว่างตั้งครรภ์ หรือระหว่างการคลอด เช่น เชื้อแบคทีเรียกลุ่มบีสเตรปโตคอคคัส (Group B Streptococcus - GBS), เชื้ออีโคไล (Escherichia coli) หรือเชื้อลิสเตเรีย (Listeria monocytogenes)
  • ทารกอายุ 1 ถึง 12 เดือน: มักได้รับเชื้อจากสิ่งแวดล้อมภายนอก คนในครอบครัว หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก เช่น เชื้อปอดบวม (Streptococcus pneumoniae), เชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza), เชื้ออาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) หรือเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในทางเดินอาหาร

เมื่อเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบปริมาณมากออกมา ทำให้หลอดเลือดขยายตัวอย่างรวดเร็วและเกิดการรั่วของพลาสมา ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่หมุนเวียนในร่างกายลดลง ความดันโลหิตดิ่งลง หัวใจต้องเต้นเร็วขึ้นเพื่อชดเชย และในที่สุดอวัยวะภายใน เช่น สมอง หัวใจ ไต และตับ จะขาดออกซิเจนและเลือดไปหล่อเลี้ยงจนเกิดความเสียหาย

อาการเตือนและลำดับการดำเนินโรค

อาการของทารกที่มีภาวะติดเชื้อในระยะแรกมักจะไม่จำเพาะเจาะจง ทำให้ผู้ปกครองหลายท่านอาจมองข้าม แต่มักจะลุกลามอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยสามารถแบ่งลำดับการดำเนินโรคได้ดังนี้:

  • ระยะเริ่มแรก: ทารกเริ่มมีไข้สูง หรือในทารกแรกเกิดบางรายอาจมีอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ (Hypothermia) หงุดหงิด งอแงผิดปกติ หรือซึมลงเล็กน้อย เริ่มดูดนมน้อยลง ปัสสาวะเริ่มมีปริมาณลดลง
  • ระยะลุกลาม: อาการซึมมากขึ้นปลุกตื่นยาก ตัวลาย เย็นชื้น หายใจเร็วกว่าปกติ หายใจลำบาก ชีพจรเบาและเร็ว ทารกจะไม่ยอมดูดนมเลย ร้องกวนด้วยเสียงแหลมสูง หรือซึมจนไม่มีแรงร้อง
  • ระยะช็อก (วิกฤต): ความดันโลหิตลดต่ำมาก ผิวหนังซีดเผือดหรือเขียวคล้ำ (Cyanosis) ปัสสาวะไม่ออกเลย รูม่านตาขยายตอบสนองต่อแสงน้อยลง และหมดสติ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์สูงสุด ห้ามรอสังเกตอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากทารกมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณเตือนของภาวะช็อกจากการติดเชื้อในทารกที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ในห้องฉุกเฉินทันที:

  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรือหมดสติ
  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจมีเสียงครืดคราด หน้าอกบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ตัวลาย ผิวหนังเย็นจัด หรือมีผื่นจุดเลือดออกตามผิวหนัง (Petechiae)
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น กระหม่อมบุ๋มลึก ตาโหล ปากแห้งสนิท และไม่มีปัสสาวะนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
  • อาเจียนพุ่งทุกครั้งหลังดื่มนม หรือท้องอืดมากร่วมกับมีไข้

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อทารกถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด กุมารแพทย์และทีมแพทย์ฉุกเฉินจะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและครบถ้วน เพื่อระบุชนิดของเชื้อและประเมินความรุนแรงของอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ:

  • การตรวจเลือดเชิงลึก (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูปริมาณเม็ดเลือดขาวว่าสูงหรือต่ำผิดปกติ และประเมินภาวะการติดเชื้อ
  • การเพาะเชื้อในกระแสเลือด (Blood Culture): เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดเพื่อระบุชนิดของเชื้อแบคทีเรียและเลือกใช้ยาปฏิชีวนะได้อย่างตรงจุด
  • การตรวจสารบ่งชี้การอักเสบ (C-Reactive Protein - CRP หรือ Procalcitonin): เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของการอักเสบในร่างกาย
  • การตรวจสารน้ำและเกลือแร่ในเลือด รวมถึงการทำงานของไตและตับ (Electrolytes, BUN, Creatinine, Liver Function Test): เพื่อประเมินการทำงานของอวัยวะภายใน
  • การตรวจวิเคราะห์น้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture): ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่ามีการติดเชื้อลุกลามไปยังระบบประสาทส่วนกลาง
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เพื่อหาแหล่งของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะช็อกจากการติดเชื้อในทารกต้องทำในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด (NICU) หรือหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤตเด็ก (PICU) โดยมีแนวทางการรักษาหลักดังนี้:

  • การให้สารน้ำและยารักษาความดันโลหิต: แพทย์จะใส่สายสวนหลอดเลือดเพื่อให้อ็นไอวี (IV Fluid) อย่างรวดเร็วเพื่อชดเชยปริมาณเลือด และให้ยาเพิ่มความดันโลหิต (Vasopressors) เพื่อพยุงระบบไหลเวียนโลหิต
  • การให้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (Intravenous Antibiotics): แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะครอบคลุมเชื้อกว้างทันทีหลังจากเจาะเลือดเพาะเชื้อ และอาจปรับเปลี่ยนชนิดของยาภายหลังเมื่อทราบผลเพาะเชื้อที่แน่นอน
  • การช่วยหายใจ: หากทารกมีภาวะหายใจล้มเหลวหรือเหนื่อยหอบมาก แพทย์จะใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนเพียงพอ
  • การรักษาประคับประคองอื่นๆ: เช่น การควบคุมอุณหภูมิร่างกาย การแก้ไขความสมดุลของเกลือแร่ และการให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดหากจำเป็น
คำแนะนำจากคุณหมอ: การให้ยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วภายในชั่วโมงแรกที่ทารกมาถึงโรงพยาบาล (Golden Hour) มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการลดอัตราการเสียชีวิตและลดความรุนแรงของภาวะช็อก

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลทารกที่มีอาการป่วยหรือมีไข้ มีข้อควรปฏิบัติทางการแพทย์ที่เคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทารก:

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้ทารกกินเองเด็ดขาด: การใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ถูกต้องนอกจากจะไม่ช่วยรักษาอาการที่เกิดจากไวรัสแล้ว ยังอาจทำให้เชื้อดื้อยาและเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารของทารก
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในทารกที่มีไข้: การใช้ยาเหล่านี้ในเด็กเล็กมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ โรคเรย์ซินโดรม (Reye syndrome) หรือเพิ่มความรุนแรงในโรคไข้เลือดออก
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol): ต้องใช้ตามขนาดยาน้ำแขวนตะกอนสำหรับเด็กที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อนใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือน
  • ห้ามรอให้หายเองที่บ้าน: หากพบอาการซึม ไม่ดูดนม หรือหายใจหอบ การชะงักรอให้หายเองจะทำให้ทารกเข้าสู่ภาวะช็อกที่สายเกินแก้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อที่อาจลุกลามเป็นภาวะช็อกในทารก สามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางทางการแพทย์ดัง and โภชนาการ:

  • การรับวัคซีนตามกำหนด: พาบุตรหลานมารับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามคำแนะนำของกุมารแพทย์อย่างครบถ้วน เช่น วัคซีนป้องกันโรคไอเมอคอกคัส วัคซีนฮิบ (Hib) และวัคซีนไข้หวัดใหญ่
  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่มีสารภูมิคุ้มกันและแอนติบอดีตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องทารกจากการติดเชื้อทางเดินหายใจและทางเดินอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: ผู้ดูแลทุกคนต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ก่อนสัมผัสทารก หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัด และงดให้ผู้ที่มีอาการป่วยเข้าใกล้ทารก
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
1. สังเกตพฤติกรรมของทารกอย่างใกล้ชิด หากมีไข้สูง ซึม ไม่ดูดนม หรือหายใจหอบ ให้คิดถึงความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อไว้ก่อน
2. ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนมีไข้ ต้องพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ
3. ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาลดไข้กลุ่มอันตรายให้เด็กกินเอง
4. รีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเมื่อพบสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) เพื่อให้ทารกได้รับการรักษาในช่วงเวลาวิกฤตได้อย่างทันท่วงที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down