ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้เลือดออกภัยเงียบใกล้ตัว สถิติความรุนแรงและกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) ถือเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับประเทศที่สำคัญ ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเขตร้อน โดยสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กทารก เด็กเล็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ความน่ากลัวของโรคนี้คือการดำเนินโรคที่รวดเร็วและมีความรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ในกลุ่มเด็กเล็กระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะขาดน้ำได้ง่าย ขณะที่ในกลุ่มผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต หรือภาวะอ้วน หากติดเชื้อไข้เลือดออกมักมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ภาวะช็อก (Dengue Shock Syndrome) หรืออวัยวะล้มเหลว ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้เลือดออกที่คุณควรรู้

โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ (Serotypes 1, 2, 3 และ 4) โดยมียุงลายตัวเมีย (Aedes aegypti) เป็นพาหะนำโรคหลัก เมื่อยุงลายที่มีเชื้อไวรัสกัดคน เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระแสเลือดและเพิ่มจำนวนขึ้น กลไกการเกิดโรคมีความซับซ้อนเนื่องจากเมื่อบุคคลติดเชื้อสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งแล้ว จะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่หากภายหลังได้รับเชื้อไวรัสในสายพันธุ์อื่นที่แตกต่างออกไป ภูมิคุ้มกันเดิมที่มีอยู่ร่วมกับปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย อาจกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติของผนังหลอดเลือดฝอย ทำให้พลาสมาหรือน้ำเหลืองรั่วซึมออกจากหลอดเลือด ส่งผลให้ปริมาณเลือดในร่างกายลดลง ความดันโลหิตตก และนำไปสู่ภาวะช็อกในที่สุด นอกจากนี้ การติดเชื้อยังส่งผลกระทบต่อระบบการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกล็ดเลือดลดต่ำลงและเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกง่ายตามอวัยวะต่างๆ

อาการสำคัญและ 3 ระยะของการดำเนินโรคไข้เลือดออก

การเข้าใจระยะของโรคไข้เลือดออกเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลรักษาและการเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อน โดยทั่วไปโรคนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ระยะอย่างชัดเจนดังนี้

  • ระยะไข้สูง (Febrile Phase): ผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอย 38.5 ถึง 40 องศาเซลเซียสอย่างกะทันหัน ไข้มักไม่ลดลงแม้ว่าจะรับประทานยาลดไข้หรือเช็ดตัวร่วมด้วย อาการร่วมที่พบบ่อยค่อนข้างจำเพาะ ได้แก่ ปวดศีรษะรุนแรง ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ (จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่าโรคไข้ปวดกระดูก) หน้าแดง และอาจมีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง รวมถึงมีอาการคลื่นไส้ อาการเบื่ออาหาร และปวดท้องร่วมด้วย ระยะนี้มักกินเวลาประมาณ 2 ถึง 7 วัน
  • ระยะวิกฤต (Critical Phase): เป็นระยะที่ต้องระมัดระวังมากที่สุด มักเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 3 ถึงวันที่ 7 ของโรค (ช่วงที่ไข้เริ่มลดลง) ผู้ป่วยหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าหายAป่วยแล้วเมื่อไข้ลด แต่แท้จริงแล้วในระยะนี้อาจเกิดภาวะพลาสศึกษารั่วไหลออกจากหลอดเลือด หากรั่วมากจะทำให้เกิดภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ ตัวเย็น ชีพจรเบาและเร็ว ซึมลง ปัสสาวะออกน้อยมาก หรือมีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): หากผู้ป่วยผ่านพ้นระยะวิกฤตมาได้ อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ชีพจรและความดันโลหิตกลับสู่ภาวะปกติ ความอยากอาหารเริ่มกลับมา ปัสสาวะเป็นปกติ และในผู้ป่วยบางรายอาจพบผื่นนูนแดงกระจายตามแขนขาและลำตัวร่วมกับมีอาการคัน ซึ่งถือเป็นอาการปกติในระยะนี้

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออกทุกคนต้องสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ดังต่อไปนี้ ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดวันของไข้

  • ไข้สูงมากติดต่อกันเกิน 3 วันและยาลดไข้ไม่ได้ผล
  • อาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด อ่อนเพลียมาก ไม่ยอมพูดคุย หรือในเด็กเล็กจะมีอาการงอแงผิดปกติ ซึม ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ
  • ปวดท้องรุนแรงและกดเจ็บ บริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะตับโตและอักเสบ
  • อาเจียนบ่อยครั้งติดต่อกัน ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้เลย
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด อาเจียนเป็นเลือดสดหรือมีสีดำคล้ายกากกาแฟ ถ่ายอุจจาระสีดำสนิท
  • อาการแสดงของภาวะขาดน้ำ ได้แก่ ปากแห้ง ตาโหล กระหายน้ำมาก ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่มีปัสสาวะเลยนานหลายชั่วโมง
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม หรือตัวเย็นชื้น ปลายมือปลายเท้าเขียว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะช็อก
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ช่วงเวลาที่ไข้เริ่มลดลงในวันที่ 3 ถึง 7 ของโรค ไม่ได้แปลว่าหายป่วยเสมอไป แต่เป็นช่วงที่อันตรายที่สุดเพราะเสี่ยงต่อภาวะช็อกและการรั่วของพลาสเลือด พ่อแม่และผู้ดูแลต้องเฝ้าระวังอาการซึมและปวดท้องอย่างเข้มงวดในช่วงเวลานี้

วิธีตรวจวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมีอาการไข้สูงเรื้อรังและสงสัยว่าอาจเป็นไข้เลือดออก แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยผ่านขั้นตอนทางการแพทย์ที่แม่นยำ ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามประวัติการมีไข้ ระยะเวลาของอาการ อาการร่วม และพื้นที่อยู่อาศัยหรือประวัติการถูกยุงกัด พร้อมทั้งตรวจร่างกายเพื่อหาจุดเลือดออกตามผิวหนัง ตรวจคลำตับเพื่อดูว่ามีภาวะตับโตหรือไม่ และประเมินความดันโลหิต
  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เป็นการตรวจเลือดพื้นฐานที่สำคัญที่สุด แพทย์จะดูค่าเกล็ดเลือด (Platelet Count) ว่าลดต่ำลงหรือไม่ และดูค่าความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit - Hct) หากค่าความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้นผิดปกติ จะบ่งบอกถึงภาวะการรั่วของพลาสมาออกจากหลอดเลือด
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสจำเพาะ: ในระยะแรกของการมีไข้ (วันที่ 1 ถึง 3) แพทย์อาจพิจารณาตรวจหาโปรตีนของไวรัสเดงกี (Dengue NS1 Antigen Test) เพื่อยืนยันการติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว หรือการตรวจหาภูมิต้านทานชนิดไอจีเอ็มและไอจีจี (Dengue IgM/IgG Serology) ในช่วงวันที่ไข้ลดลง
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจพิจารณาเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด ซึ่งมักพบได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะพลาสศึกษารั่วไหล

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

ปัจจุบันยังไม่มี 2 ยาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับรักษาโรคไข้เลือดออก การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เองอย่างปลอดภัย

  • การรักษาประคับประคองในโรงพยาบาล: หากผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำ อาเจียนมาก รับประทานอาหารไม่ได้ หรือมีสัญญาณเตือนของภาวะช็อก แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำอย่างใกล้ชิด ควบคุมสมดุลของสารน้ำในร่างกาย และตรวจเลือดติดตามค่าความเข้มข้นของเลือดและเกล็ดเลือดเป็นระยะ
  • การดูแลรักษาที่บ้านสำหรับเคสไม่รุนแรง: หากผู้ป่วยยังสามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ ไม่มีอาการซึมและไม่มีสัญญาณเตือนอันตราย แพทย์จะอนุญาตให้พักผ่อนที่บ้าน โดยเน้นย้ำให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) น้ำผลไม้ หรือน้ำซุปบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • โภชนาการที่เหมาะสม: ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปใส และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีแดง สีดำ หรือสีน้ำตาลเข้ม เช่น น้ำอัดลมสีดำ น้ำแดง หรือช็อกโกแลต เพื่อไม่ให้สับสนหากผู้ป่วยมีอาการอาเจียนหรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือด
  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามลำตัว หน้าผาก ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตัวขึ้นและลดความเสี่ยงจากภาวะชักจากไข้สูง
คำแนะนำจากคุณหมอ: การดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ปริมาณมากๆ ในช่วงที่เป็นไข้สูง จะช่วยเพิ่มปริมาณสารน้ำในร่างกายและลดความรุนแรงของภาวะขาดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์หากผู้ป่วยดื่มน้ำไม่ไหวอาเจียนตลอดเวลา

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาไข้เลือดออก

การใช้ยาในผู้ป่วยที่มีอาการไข้สูงจากโรคไข้เลือดออกมีความละเอียดอ่อนและอันตรายมาก หากใช้ยาผิดประเภทอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยากลุ่มเอ็นเซด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอกเซน (Naproxen) เด็ดขาด: ยาเหล่านี้มีฤทธิ์ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและระคายเคืองกระเพาะอาหาร ซึ่งจะไปซ้ำเติมความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือดในผู้ป่วยไข้เลือดออก ทำให้เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารหรือเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ อย่างรุนแรง
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้อง: ควรใช้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ตามขนาดยาที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวเท่านั้น คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม รับประทานห่างกันอย่างน้อย 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามรับประทานเกินขนาดเด็ดขาดใน 1 วัน เพื่อป้องกันภาวะความเป็นพิษต่อตับ
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) รับประทานเอง: โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัส การรับประทานยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียจึงไม่มีผลในการรักษาโรคนี้ และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายโดยไม่จำเป็น

วิธีป้องกันโรคไข้เลือดออกและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัดและการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก

  • การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย: ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำใส่อุปโภคบริโภคให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้ ถังรองรับน้ำตู้เย็นทุกสัปดาห์ และกำจัดภาชนะมีคมหรือวัสดุเหลือใช้ที่อาจขังน้ำฝนรอบบริเวณบ้าน
  • การป้องกันยุงกัด: ทายากันยุงที่มีส่วนผสมของสาร DEET หรือสารสกัดธรรมชาติ นอนในมุ้งหรือติดมุ้งลวดที่หน้าต่างและประตูบ้าน สวมใส่เสื้อผ้าแขนยาวและขายาวมิดชิดเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือมีรายงานการระบาดของโรค
  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก: ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อ การนอนโรงพยาบาล และป้องกันการป่วยซ้ำได้ พ่อแม่และผู้สนใจสามารถปรึกษากุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อเพื่อรับคำแนะนำในการฉีดวัคซีนที่เหมาะสมตามช่วงวัย

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการรับมือไข้เลือดออก

เช็คลิสต์การปฏิบัติสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
  • วันที่ 1 ถึง 3 (ระยะไข้สูง): วัดไข้สม่ำเสมอ ให้รับประทานยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด (ห้ามกินแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด) เช็ดตัวลดไข้ และให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้อย่างเพียงพอ
  • วันที่ 3 ถึง 7 (ระยะเฝ้าระวังวิกฤต): สังเกตอาการซึม อาการปวดท้องรุนแรง และการอาเจียนอย่างใกล้ชิดแม้ว่าไข้จะเริ่มลดลงแล้วก็ตาม
  • การตัดสินใจไปพบแพทย์: หากพบสัญญาณอันตราย (Red Flags) เช่น ซึมมาก ไม่ดื่มน้ำ ปัสสาวะไม่ออก หอบเหนื่อย หรือมีเลือดออกผิดปกติ ครีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีตลอด 24 ชั่วโมง
  • การป้องกันระยะยาว: กำจัดแหล่งน้ำขังรอบบ้าน ทายากันยุง และพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกตามคำแนะนำของแพทย์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down