ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภัยเงียบในทารกที่มองข้ามไม่ได้

ภาวะช็อกจากการติดเชื้อในทารก หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่าภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดและช็อก (Septic Shock) เป็นหนึ่งในภาวะวิกฤตทางกุมารเวชศาสตร์ที่อันตรายถึงชีวิตมากที่สุด ทารกแรกเกิดและทารกอายุน้อยกว่าหนึ่งปีมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ เชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายสามารถลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว อวัยวะสำคัญภายในร่างกายขาดออกซิเจนและเลือดไปหล่อเลี้ยง จนนำไปสู่ความล้มเหลวในการทำงานของอวัยวะหลายระบบ (Multiple Organ Dysfunction Syndrome) การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการเตือน และแนวทางการรับมือที่รวดเร็ว จึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการช่วยชีวิตทารก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคในทารก

การเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อมีจุดเริ่มต้นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา โดยเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุพบบ่อยในทารก ได้แก่ เชื้อแบคทีเรียกลุ่มบีสเตรปโตคอคคัส (Group B Streptococcus - GBS) เชื้อเอสเชอริเชียโคไล (Escherichia coli) และเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจรุนแรง เชื้อโรคเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายทารกได้จากหลายช่องทาง เช่น การติดเชื้อจากมารดาในช่วงตั้งครรภ์หรือขณะคลอด การสัมผัสเชื้อโรคจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือการลุกลามจากการติดเชื้อเฉพาะที่ เช่น ปอดบวม (Pneumonia) ทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือลำไส้อักเสบรุนแรง เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบจำนวนมากออกมา ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายขยายตัว มีการรั่วของพลาสมาออกจากหลอดเลือด ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่หมุนเวียนในร่างกายลดลง หัวใจต้องบีบตัวเร็วขึ้นเพื่อชดเชย แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หัวใจจะไม่สามารถรับภาระได้ ไหลเวียนโลหิตล้มเหลว และเข้าสู่ภาวะช็อกในที่สุด

สัญญาณเตือนอันตรายและอาการที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เนื่องจากทารกไม่สามารถบอกเล่าความเจ็บปวดหรืออาการผิดปกติด้วยคำพูดได้ ผู้ดูแลจึงต้องสังเกตพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างละเอียด อาการแสดงของภาวะติดเชื้อและภาวะช็อกในทารกอาจมีความแตกต่างจากเด็กโตหรือผู้ใหญ่ โดยแบ่งเป็นอาการในระยะเริ่มต้นและระยะวิกฤต ดังนี้

  • ซึมลงอย่างผิดปกติ: ทารกไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ปลุกตื่นยาก หรือนอนหลับตลอดเวลา
  • ปฏิเสธนมและอาหาร: ไม่ยอมดูดนม ร้องกวนน้อยลง หรือหมดแรงดูดนม ซึ่งเป็นสัญญาณของการขาดสารน้ำและพลังงาน
  • ความผิดปกติของอุณหภูมิร่างกาย: อาจมีไข้สูงมากเกินกว่าสามสิบแปดองศาเซลเซียส หรือในทางตรงกันข้าม ทารกอายุน้อยกว่าสามเดือนบางรายอาจมีภาวะตัวเย็นกว่าปกติ (Hypothermia)
  • หายใจผิดปกติ: หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็วกว่าปกติ ปีกจมูกบานเวลาหายใจ หรือมีลักษณะหน้าอกบุ๋ม ท้องบุ๋ม
  • การไหลเวียนโลหิตล้มเหลว: ผิวหนังซีด เย็น ลาย (Mottled skin) ชีพจรเบาและเร็วมาก ปัสสาวะออกน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด (ผ้าอ้อมแห้งนานหลายชั่วโมง)
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบว่าทารกมีอาการซึมมากร่วมกับตัวลาย หายใจหอบ และไม่ยอมดูดนม แม้จะยังไม่มีไข้สูง ถือเป็นสัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อทารกถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยความสงสัยว่ามีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ทีมแพทย์และกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านวิกฤตจะดำเนินการประเมินอาการและตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน เพื่อให้แน่ใจในความปลอดภัยและให้การรักษาที่ตรงจุด ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยประกอบด้วย

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด: ประเมินสัญญาณชีพ ได้แก่ อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ความดันโลหิต และการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: เจาะเลือดเพื่อตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count) การประเมินภาวะกรดด่างในเลือด การตรวจหาเชื้อโรคด้วยการเพาะเชื้อในกระแสเลือด (Blood Hemoculture) รวมถึงการตรวจหาสารบ่งชี้การอักเสบ เช่น ซีรีแอกทีฟโปรตีน (C-Reactive Protein - CRP) และโปรแคลซิโทนิน (Procalcitonin)
  • การตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ: เช่น การเอกซเรย์ปอดเพื่อหาภาวะปอดอักเสบ การตรวจปัสสาวะ หรือการเจาะตรวจน้ำหล่อสมองและไขสันหลัง (Lumbar Puncture) ในกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะช็อกจากการติดเชื้อในทารกถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ (Medical Emergency) ที่ต้องดูแลรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด (NICU) หรือหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม (PICU) แนวทางการรักษาหลักประกอบด้วย

  • การให้ออกซิเจนและการช่วยหายใจ: เพื่อรักษาระดับออกซิเจนในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และลดภาระการทำงานของระบบหายใจ
  • การให้สารน้ำและยาเพิ่มความดันโลหิต: แพทย์จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำอย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มปริมาตรเลือด หากความดันโลหิตยังไม่กลับสู่ ภาวะปกติ จะต้องให้ยาหลอดเลือดหดตัว (Vasopressors) เพื่อช่วยพยุงความดันโลหิตและเพิ่มเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ
  • การให้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำอย่างเร่งด่วน: แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะครอบคลุมเชื้อที่น่าจะเป็นสาเหตุทันทีหลังจากเจาะเลือดส่งตรวจเพาะเชื้อ โดยไม่ต้องรอผลเพาะเชื้อออก เพื่อยับยั้งการลุกลามของเชื้อโรค
  • การรักษาประคับประคองตามอาการ: ควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้ปกติ แก้ไขความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือด และดูแลอวัยวะอื่นๆ ที่อาจล้มเหลว
คำแนะนำจากคุณหมอ: การได้รับยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วภายในชั่วโมงแรกที่มาถึงโรงพยาบาล (Golden Hour) มีผลอย่างยิ่งต่ออัตราการรอดชีวิตและการลดความรุนแรงของโรคในทารก

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในระหว่างที่ทารกเจ็บป่วยหรือมีไข้ มีข้อปฏิบัติทางการแพทย์ที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจและหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทารก

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะให้ทารกกินเอง: การใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะโดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ไม่เพียงแต่ไม่ได้ผลในการรักษาการติดเชื้อไวรัส แต่ยังส่งผลเสียและสร้างเชื้อดื้อยา
  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในทารกและเด็กเล็ก: เด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่รุนแรงถึงชีวิต
  • การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล: ต้องใช้ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์และคำนวณตามน้ำหนักตัวของทารกอย่างเคร่งครัด (ขนาดสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) และห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟนในทารกอายุต่ำกว่าหกเดือนหรือในรายที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อรุนแรงในทารกสามารถทำได้ตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะช็อก

  • การรับวัคซีนตามกำหนด: พาบุตรหลานมารับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามคำแนะนำของกุมารแพทย์อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคอันตราย เช่น วัคซีนไอเม็งโกคอคคัส วัคซีนนิวโมคอคคัส และวัคซีนไข้หวัดใหญ่
  • การสร้างสุขอนามัยที่ดีรอบตัวทารก: ผู้ดูแลทุกคนต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ก่อนสัมผัสตัวทารก หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ และงดให้ผู้มีอาการป่วยเข้าใกล้ทารก
  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่มีสารภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ (Antibodies) และสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของทารกให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

ขั้นตอนปฏิบัติที่ผู้ดูแลสามารถนำไปใช้สังเกตและตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วเมื่อทารกมีความผิดปกติ

  • สังเกตอาการรอบด้าน: ตรวจสอบว่าทารกมีไข้สูง ซึมลง ไม่ยอมดูดนม หายใจหอบ หรือตัวลายหรือไม่
  • ประเมินความเร่งด่วน: หากมีอาการในกลุ่มเสี่ยงหรืออาการวิกฤต ห้ามรอสังเกตอาการที่บ้านข้ามคืน
  • นำส่งสถานพยาบาลทันที: รีบพาเด็กไปโรงพยาบาลที่มีกุมารแพทย์และห้องฉุกเฉินเพื่อรับการประเมินและรักษาอย่างทันท่วงที
  • ให้ข้อมูลที่ครบถ้วน: แจ้งประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการฉีดวัคซีน และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down