ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกน้อยป่วยบ่อยไม่ใช่เรื่องธรรมดา ทำความเข้าใจโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก

ในฐานะกุมารแพทย์ผู้ดูแลเด็กเล็กมานานหลายปี คำถามที่ผมได้ยินจากคุณพ่อคุณแม่บ่อยที่สุดคือ ทำไมลูกถึงเป็นหวัด ไอ และมีไข้แทบทุกเดือน หายจากโรคนี้ไม่นานก็ติดเชื้อใหม่อีกแล้ว โรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก (Respiratory Tract Infections in Young Children) เป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งที่สร้างความกังวลใจให้แก่ครอบครัว เนื่องจากเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่พัฒนาไม่เต็มที่ เยื่อบุทางเดินหายใจมีความบอบบาง และขนาดของหลอดลมยังเล็กมาก เมื่อได้รับเชื้อโรคจึงทำให้เกิดอาการรุนแรงได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

การเข้าใจกลไกของโรค อาการเตือนที่อันตราย และวิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ เติบโตอย่างแข็งแรงสมวัย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก

โรคติดเชื้อทางเดินหายใจแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (Upper Respiratory Tract Infections) เช่น ไข้หวัด คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ และไซนัสอักเสบ และการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower Respiratory Tract Infections) เช่น หลอดลมฝอยอักเสบ ปอดบวม หรือปอดอักเสบ

สาเหตุส่วนใหญ่กว่าร้อยละแปดสิบเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytous Virus - RSV), ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus), ไรโนไวรัส (Rhinovirus) และพาราอินฟลูเอนซาไวรัส (Parainfluenza Virus) ส่วนที่เหลืออาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น สเตรปโตคอกคัส (Streptococcus pneumoniae) หรือฮีโมฟิลัส อินฟลูเอนซา (Haemophilus influenzae)

เชื้อโรคเหล่านี้ติดต่อได้ง่ายมากผ่านทางการไอ จาม หรือการสัมผัสละอองฝอยน้ำลาย น้ำมูก ที่ปนเปื้อนอยู่ตามสิ่งของเครื่องใช้ ของเล่น หรือมือของผู้ดูแล ในเด็กเล็กที่ต้องไปสถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาล โอกาสในการรับเชื้อจึงมีสูงมากเนื่องจากเด็กอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน และยังไม่มีสุขอนามัยที่ดีพอในการป้องกันตนเอง

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค

การสังเกตอาการของลูกน้อยในแต่ละระยะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษา โดยทั่วไปโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจะมีลำดับการดำเนินของโรคดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (วันที่หนึ่งถึงวันที่สาม): เด็กมักเริ่มมีอาการไข้ต่ำถึงไข้สูง น้ำมูกใส จาม เจ็บคอ หรือมีอาการงอแงผิดปกติ ทารกอาจดูดนมน้อยลงเนื่องจากหายใจไม่สะดวกจากอาการคัดจมูก
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (วันที่สี่ถึงวันที่เจ็ด): น้ำมูกอาจเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือเหลืองข้น อาการไอจะเด่นชัดขึ้น บางรายมีอาการไอแห้งๆ เปลี่ยนเป็นไอมีเสมหะ หากเป็นการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีหรือลงปอด เด็กอาจเริ่มหายใจเร็วกว่าปกติ มีเสียงหายใจครืด รืด หรือมีเสียงหวีด
  • ระยะฟื้นตัว (หลังจากวันที่เจ็ดเป็นต้นไป): อาการไข้จะค่อยๆ ลดลงจนเป็นปกติ อาการไอและน้ำมูกจะค่อยๆ ทุเลาและหายไปภายในสองสัปดาห์ หากร่างกายแข็งแรงดี

สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพาลูกพบแพทย์ทันที

คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการเตือนภัยที่บ่งบอกว่าโรคกำลังลุกลามรุนแรง หากพรากพบอาการเหล่านี้ควรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

  • ไข้สูงมากโดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือน หรือไข้สูงเกินสามวันไม่ยอมลดแม้เช็ดตัวและกินยาลดไข้
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะพร่องออกซิเจน
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชักจากไข้สูง
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง กระหม่อมยุ๋บในทารก และไม่ปัสสาวะติดต่อกันนานเกินหกชั่วโมง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการหายใจหอบเหนื่อยและซึมลงในเด็กเล็ก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ห้ามรอจนถึงวันนัดหรือรอให้ไข้ลดเองเด็ดขาด เพราะอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเริ่มต้นจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาที่มีอาการ ประวัติการฉีดวัคซีน และประวัติการสัมผัสผู้ป่วย ต่อด้วยการตรวจร่างกายโดยการฟังเสียงปอดและหลอดลมด้วยเครื่องฟังตรวจ (Stethoscope) เพื่อประเมินความรุนแรงของการอักเสบ

ในกรณีที่จำเป็น แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำชุดตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีแยงจมูก (Rapid Antigen Test) สำหรับไวรัสอาร์เอสวี ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิดสิบเก้า เพื่อให้การรักษาตรงจุด การตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาว หรือการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบหรือปอดบวม

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เนื่องจากสาเหตุหลักมาจากไวรัสที่ร่างกายต้องสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาจัดการเอง แนวทางการดูแลประกอบด้วย

  • การให้ยาลดไข้และบรรเทาอาการ: ใช้ยาพาราเซตามอลตามขนาดยาน้ำแขวนตะกอนที่คำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด
  • การจัดการเสมหะและน้ำมูก: ใช้สารละลายน้ำเกลือ (Normal Saline Solution) หหยอดจมูกเพื่อให้น้ำมูกนิ่มลงและดูดออกด้วยลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกสำหรับเด็ก ช่วยให้ลูกหายใจได้โล่งขึ้น
  • การชดเชยน้ำและสารอาหาร: ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ หรือดื่มนมแม่เพิ่มขึ้นเพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำและช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้น ในเด็กโตอาจให้จิบน้ำเกลือแร่ (ORS)
  • การพักผ่อน: จัดสิ่งแวดล้อมในห้องนอนให้ถ่ายเทสะดวก อากาศไม่เย็นจัดหรือแห้งเกินไป

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

มีความเชื่อที่คลาดเคลื่อนหลายประการในการดูแลเด็กป่วย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กอย่างรุนแรง

ข้อควรระวังทางการแพทย์:
  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
  • การใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น ห้ามใช้ในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำ หรือสงสัยว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ หรือโรคไข้เลือดออก
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเอง เพราะการติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น ซ้ำยังสร้างปัญหาเชื้อดื้อยาและทำลายจุลินทรีย์ในลำไส้
  • ห้ามใช้ยากล่อมประสาทหรือยาน้ำแก้ไอที่มีส่วนผสมของสารกดประสาท เช่น โคเดอีน ในเด็กเล็กเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เด็กหยุดหายใจขณะหลับ

สำหรับขนาดยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัยสำหรับเด็กคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้ และไม่ควรให้ติดต่อกันเกินความจำเป็นโดยไม่ปรึกษาแพทย์

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เด็กป่วยซ้ำซากเริ่มต้นจากการสร้างสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ดีจากภายใน

  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรค: พาเด็กมารับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนด เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี (แนะนำให้ฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป และฉีดซ้ำทุกปี) วัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในกลุ่มเด็กกลุ่มเสี่ยง และวัคซีนไอพีดี (IPD) ป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอกคัส
  • การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: สอนให้เด็ก ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปสถานที่ปิดทึบในช่วงที่มีการระบาดของโรค
  • โภชนาการที่เหมาะสม: ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน เพื่อรับภูมิคุ้มกันถ่ายทอดจากแม่ เมื่อเด็กเข้าสู่วัยอาหารเสริม ให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  • การจัดการสิ่งแวดล้อม: หลีกเลี่ยงการให้เด็กสัมผัสควันบุหรี่มือสอง ควันธูป หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ซึ่งเป็นตัวการทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจและกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้กำเริบ
คำแนะนำจากคุณหมอ (Parent Actionable Checklist):
  • สังเกตอาการไข้และรูปแบบการหายใจของลูกอย่างใกล้ชิดทุก 4 ชั่วโมงในช่วงป่วย
  • เตรียมอุปกรณ์ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและเครื่องดูดน้ำมูกให้พร้อมใช้งานเสมอ
  • จดบันทึกเวลาและขนาดยาน้ำลดไข้ที่ให้ลูกทาน เพื่อป้องกันการให้ยาเกินขนาด
  • พาไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปีและวัคซีนเสริมตามคำแนะนำของกุมารแพทย์
  • หากมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ซึม หรืออาเจียนตลอดเวลา รีบพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดวัน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down