ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก สาเหตุที่ลูกน้อยป่วยบ่อยและวิธีรับมืออย่างถูกต้อง

ในฐานะกุมารแพทย์ คำถามที่พบได้บ่อยที่สุดจากคุณพ่อคุณแม่คือ ทำไมลูกน้อยถึงเป็นหวัดหรือป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ (Respiratory Tract Infections) บ่อยเหลือเกิน บางคนหายจากอาการนี้ได้ไม่นานก็กลับมาป่วยซ้ำอีก จนทำให้เด็กๆ มีอาการไอ หายใจครืดคราด มีน้ำูก และไข้ขึ้นสูงวนเวียนอยู่ตลอดเวลา

โรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็กถือเป็นปัญหาส่วนใหญ่ที่พบได้ในวัยทารกและเด็กเล็ก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ เยื่อบุทางเดินหายใจมีความบอบบาง และเด็กมักต้องไปโรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายจากเด็กคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกของโรค อาการเตือนที่อันตราย และวิธีดูแลรักษาที่ถูกต้อง จึงเป็นเกราะป้องกันชีวิตที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกน้อยที่คุณรัก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก

โรคติดเชื้อทางเดินหายใจสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (Upper Respiratory Tract Infections) เช่น ไข้หวัด คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ และหูชั้นกลางอักเสบ และการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower Respiratory Tract Infections) เช่น หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) และโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ (Pneumonia)

เชื้อก่อโรคหลัก

  • ไวรัส (Viruses): เป็นสาเหตุมากกว่าร้อยละ 80 ถึง 90 ของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็ก เชื้อไวรัสที่พบบ่อยได้แก่ ไรโนไวรัส (Rhinovirus) ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้หวัดธรรมดา, ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) ที่มักทำให้เด็กเล็กมีอาการรุนแรง มีเสมหะมากและหายใจลำบาก, อินฟลูเอนซาไวรัส (Influenza Virus) หรือไข้หวัดใหญ่, และ อะดีโนไวรัส (Adenovirus)
  • แบคทีเรีย (Bacteria): มักเป็นการติดเชื้อแทรกซ้อนหลังจากที่เด็กเป็นหวัดจากไวรัสแล้ว เช่น เชื้อสแตปปิโลค็อกคัส (Staphylococcus aureus) หรือสเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus pneumoniae) ซึ่งทำให้เกิดโรคปอดบวมหรือไซนัสอักเสบตามมา

ช่องทางการติดต่อ

เชื้อโรคเหล่านี้ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุยโดยตรง (Droplet Transmission) รวมถึงการที่เด็กใช้มือสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือเข้าปาก ขยี้ตา หรือแคะจมูก (Contact Transmission) เด็กเล็กจึงมีความเสี่ยงสูงมากเนื่องจากยังไม่มีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดีพอ

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค

อาการของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็กมักเริ่มแสดงออกหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2 ถึง 5 วัน โดยมีลำดับอาการดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (1-3 วันแรก): เริ่มมีอาการคัดจมูก น้ำมูกใส จาม เจ็บคอ เสียงแหบ หรือมีไข้ต่ำๆ ร่วมกับอาการซึมเล็กน้อย งอแง และทานนมน้อยลง
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (วันที่ 3-6): อาการไข้บางรายอาจสูงขึ้น น้ำมูกจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองข้นหรือเขียว อาการไอจะถี่ขึ้น อาจมีอาการไอแบบมีเสมหะร่วมด้วย ลูกน้อยอาจหายใจเร็วขึ้นหรือมีเสียงหายใจผิดปกติ เช่น เสียงหวีด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดในลำคอ
  • ระยะฟื้นตัว (หลังจากวันที่ 7 เป็นต้นไป): อาการไข้จะค่อยๆ ลดลงจนเป็นปกติ น้ำมูกและอาการไอจะค่อยๆ ทุเลาลงและหายไปภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ยกเว้นในเด็กบางรายที่มีอาการไอหลงเหลืออยู่จากภาวะหลอดลมไวหลังติดเชื้อ

สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นอาการของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างที่มีความรุนแรง

  • ไข้สูงมากโดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือน หรือไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วันและยาลดไข้ไม่ได้ผล
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • มีอาการเขียวคล้ำบริเวณริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้า ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชักจากไข้สูง
  • ปฏิเสธการดื่มนมและน้ำ ดื่มน้ำไม่ได้ อาการแสดงของภาวะขาดน้ำ เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง กระหม่อมยุ๋ม (ในทารก) และปัสสาวะน้อยลงหรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • มีอาการไอจนอาเจียนตลอดเวลา หรือไอจนหน้าดำหน้าแดง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน มีไข้สูงหรือแม้กระทั่งมีไข้ต่ำๆ ร่วมกับซึมหรือไม่ยอมดูดนม ต้องรีบพาไปพบแพทย์ฉุกเฉินทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด เนื่องจากทารกวัยนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำมากและอาจติดเชื้อในกระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยผ่านขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: สอบถามระยะเวลาของอาการ ลักษณะการไอ ไข้ ประวัติการรับวัคซีน ประวัติการไปโรงเรียนหรือเนอสเซอรี และประวัติการสัมผัสผู้ป่วยในครอบครัว
  • การตรวจร่างกาย: ฟังเสียงปอดและเสียงหัวใจด้วยเครื่องตรวจฟัง (Stethoscope) เพื่อประเมินเสียงลมหายใจผิดปกติ ตรวจช่องคอ ต่อมน้ำเหลือง และวัดระดับออกซิเจนในเลือด
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม: ในกรณีที่อาการรุนแรงหรือสงสัยโรคเฉพาะ แพทย์อาจพิจารณาทำชุดตรวจหาเชื้อไวรัสทางจมูก (เช่น RSV Rapid Test, Influenza Test, หรือ Covid-19 ATK), การตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาว, หรือการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อตรวจหาภาวะปอดอักเสบ

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกต้อง

การรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส จึงเป็นการรักษาตามอาการและการดูแลประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับโรคด้วยตนเอง

  • การลดไข้และการบรรเทาอาการปวด: ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้สูง ร่วมกับการเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อระบายความร้อน
  • การจัดการกับน้ำมูกและเสมหะ: สำหรับเด็กเล็กที่ไม่สามารถสั่งน้ำมูกเองได้ ควรใช้น้ำเกลือหยอดจมูก (Normal Saline Solution) เพื่อช่วยละลายน้ำมูกเหนียวข้น แล้วใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกออกเบาๆ เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น
  • การดื่มน้ำและสารอาหารที่เหมาะสม: ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นหรือนมแม่บ่อยๆ เพื่อช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลงและป้องกันภาวะขาดน้ำ ในเด็กโตอาจให้อุ่นซุปหรือน้ำส้มคั้นผสมน้ำอุ่น
  • การจัดท่านอน: ให้เด็กนอนหนุนหมอนสูงเล็กน้อยเพื่อช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น ลดอาการคัดจมูกและอาการไอในช่วงกลางคืน
คำแนะนำจากคุณหมอ: การทำความสะอาดจมูกด้วยน้ำเกลือหยอดจมูกก่อนมื้อนม 15 นาที จะช่วยให้ทารกดูดนมได้ดีขึ้น ไม่สำลัก และไม่งอแงเวลากลืนนมเนื่องจากหายใจทางจมูกไม่ออก

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย

ความเชื่อที่ผิดพลาดในการดูแลเด็กป่วยอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ พ่อแม่ควรระมัดระวังสิ่งต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ให้ลูกทานเองเด็ดขาด: เนื่องจากการติดเชื้อส่วนใหญ่ในเด็กเล็กเกิดจากไวรัส การทานยาปฏิชีวนะจึงไม่มีส่วนช่วยรักษาให้หายได้แต่อย่างใด ทว่ากลับส่งผลเสียทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและทำลายจุลินทรีย์ในลำไส้
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็ก: การให้ยาแอสไพรินเพื่อลดไข้ในเด็กที่มีไข้จากไวรัส อาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Rye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ทำให้สมองและตับได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิต
  • ห้ามใช้ยาแก้ไอระงับอาการไอในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี: ยาแก้ไอผสมสารกดอาการไอหรือยาแก้แพ้บางชนิดอาจทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้นและขับออกยาก จนทำให้เด็กสำลักหรือเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ ควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง
  • การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอล: ต้องใช้ตามน้ำหนักตัวของเด็กเสมอ (10 ถึง 15 มิลลิกรัม่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม) ห้ามกะปริมาณยาด้วยช้อนชาทั่วไปเด็ดขาดเพื่อป้องกันการได้รับยาเกินขนาดซึ่งเป็นอันตรายต่อตับ

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันไม่ให้ลูกป่วยซ้ำซากเริ่มต้นจากการปรับสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางร่างกายอย่างยั่งยืน

  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรค: พาบุตรหลานรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนดของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (ฉีดปีละ 1 ครั้ง), วัคซีนป้องกันโรคไอเมร็ง คอตีบ ไอกรน, และวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส (Pneumococcal Vaccine - PCV) เพื่อลดความรุนแรงของการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • การล้างมือถูกสุขลักษณะ: ฝึกให้เด็กและผู้เลี้ยงดูล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • การสวมหน้ากากอนามัยและการหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด: หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่ปิดหรือแหล่งชุมชนแออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นนมแม่มีภูมิคุ้มกันและสารอาหารที่มีคุณค่าสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคในทารกได้อย่างดีเยี่ยม
  • การพักผ่อนและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์: ส่งเสริมให้เด็กนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้สดที่มีวิตามินซีและวิตามินดีสูง
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ (Parent Actionable Checklist):
  • สังเกตอาการเริ่มต้นของลูก: มีน้ำูก ไอ ไข้ ให้รีบจัดการเช็ดตัวและป้อนน้ำอุ่น
  • ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเมื่อมีเสมหะครืดคราดเพื่อทางเดินหายใจโล่ง
  • เช็คขนาดยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัว ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะทานเอง
  • สังเกตสัญญาณอันตราย: หอบเหนื่อย หายใจซี่โครงบุ๋ม ซึม ไม่ยอมดื่มนม ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที
  • ป้องกันล่วงหน้า: ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปีและล้างมือสม่ำเสมอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down