ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความวิตกกังวลของคนเป็นพ่อแม่เมื่อลูกรักมีอาการตัวร้อน

อาการลูกตัวร้อนถือเป็นสัญญาณเตือนภัยอันดับแรกที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคุณพ่อคุณแม่มากที่สุด เมื่อลูกน้อยมีไข้สูง ร่างกายจะรู้สึกร้อนจัด อ่อนเพลีย และงอแงผิดปกติ ในประเทศไทยที่มีสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น โรคติดเชื้อไวรัสในเด็กมักแพร่ระบาดได้ง่ายตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) และโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ซึ่งทั้งสองโรคนี้มักมีอาการเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกันมากในระยะแรก คือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และเบื่ออาหาร

การจำแนกโรคให้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะแนวทางการดูแลรักษาและการดำเนินโรคมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การปล่อยให้เด็กป่วยโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้ บทความฉบับนี้จึงรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์เชิงลึกเพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการ แยกแยะความแตกต่าง และรับมือได้อย่างถูกต้องปลอดภัยที่สุดตามคำแนะนำของกุมารแพทย์

ไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่แตกต่างกันอย่างไร ทำความเข้าใจเชื้อโรคและกลไกการเกิดโรค

ก่อนจะเรียนรู้วิธีสังเกตอาการ เราต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุและกลไกการเกิดโรคของทั้งสองโรคนี้ก่อน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเชื้อโรคแต่ละชนิดส่งผลต่อร่างกายของเด็กอย่างไร

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever)

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งมีทั้งหมดสี่สายพันธุ์ โดยมียุงลายตัวเมียเป็นพาหะนำโรค เชื้อไวรัสนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายเด็กจะทำให้เกิดการอักเสบในระบบไหลเวียนโลหิต ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผนังหลอดเลือด ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ และมีความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด ภาวะที่น่ากลัวที่สุดคือการรั่วของพลาสมาออกจากหลอดเลือด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะช็อกและอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งมักพบสายพันธุ์เอและสายพันธุ์บีเป็นหลัก เชื้อนี้ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ ผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ไวรัสจะเข้าไป 2 ทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงในระบบทางเดินหายใจ มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายอย่างรุนแรง และอาจลุกลามกลายเป็นปอดอักเสบได้ในเด็กเล็ก

การสังเกตอาการและระยะเวลาของโรคเพื่อการแยกแยะ

แม้ว่าทั้งสองโรคจะมีไข้สูงเป็นอาการนำเหมือนกัน แต่ลักษณะของไข้และอาการร่วมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ดังนี้

ลักษณะอาการของโรคไข้หวัดใหญ่

  • มีไข้สูงเฉียบพลัน เกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • มีอาการทางระบบทางเดินหายใจเด่นชัด ได้แก่ ไอแห้ง เจ็บคอ มีน้ำใสๆ หรือคัดจมูก
  • ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่ออย่างรุนแรง อ่อนเพลียมากจนไม่อยากทำอะไร
  • ในเด็กเล็กอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย
  • อาการมักจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในสามถึงเจ็ดวันหากไม่มีภาวะแทรกซ้อน

ลักษณะอาการของโรคไข้เลือดออก

  • มีไข้สูงลอยตลอดเวลา สูงต่อเนื่องสามถึงห้าวัน และยาลดไข้มักจะลดลงได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
  • หน้าแดง ตาแดง ปวดศีรษะรุนแรง และปวดกระบอกตา
  • มีอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา เนื่องจากตับโตจากการอักเสบ
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนมาก
  • อาจพบจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆ ตามผิวหนัง แขน ขา หรือมีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในช่วงสามวันแรกของการป่วย โรคไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่จะมีความคล้ายคลึงกันสูงมาก หากเด็กมีอาการไข้สูงร่วมกับไอ น้ำมูก เจ็บคอ บ่งบอกไปทางไข้หวัดใหญ่ แต่หากเด็กมีไข้สูงลอย ปวดท้อง เบื่ออาหารมาก และไม่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ให้สงสัยโรคไข้เลือดออกไว้ก่อนเสมอ

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพาไปพบแพทย์ด่วน

เด็กที่มีอาการไข้สูงจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อปรากฏสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ดังต่อไปนี้ ซึ่งบ่งบอกว่าโรคกำลังเข้าสู่ระยะรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนอันตราย

  • ไข้สูงไม่ยอมลด: ไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียสติดต่อกันนานเกินสามวัน หรือให้ยาลดไข้แล้วไข้ไม่ยอมลดลงเลย
  • ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: เรียกไม่ค่อยรู้ตัว ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม นอนซึม หรือมีความผิดปกติทางสมอง
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะนานเกินหถึงแปดชั่วโมง
  • หายใจผิดปกติ: หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนอกบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือมีเสียงครืดคราดในลำคอ
  • อาการชักจากไข้: มีอาการเกร็ง กระตุก หรือหมดสติจากไข้สูง
  • อาการเตือนระยะวิกฤตของไข้เลือดออก: ปวดท้องรุนแรงมาก อาเจียนตลอดเวลา กระสับกระส่าย ตัวเย็น เหงื่อออก มือเท้าเย็น ปัสสาวะไม่ออก ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะช็อก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะมีกระบวนการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อระบุสาเหตุของโรคที่แท้จริง

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามระยะเวลาที่มีไข้ ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโรคติดเชื้อ อาการร่วมอื่นๆ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด ฟังเสียงปอดและหัวใจ ตรวจช่องปาก และคลำตับ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการสำหรับไข้หวัดใหญ่: แพทย์อาจทำชุดตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และโควิดสิบเก้าผ่านการแยงจมูก (Rapid Antigen Test) ทราบผลได้รวดเร็ว
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการสำหรับไข้เลือดออก: แพทย์จะพิจารณาเจาะเลือดตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count หรือ CBC) เพื่อดูค่าเกล็ดเลือด ค่าความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit) และอาจทำชุดตรวจหาโปรตีนของไวรัสเดงกี (NS1 Antigen Test) ในช่วงไข้สูงวันแรกๆ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลเบื้องต้นที่บ้าน

การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เนื่องจากยังไม่มีon-specific antiviral drug ที่รักษาได้หายขาดทุกตัว การดูแลเด็กที่บ้านจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

  • การบริหารจัดการไข้: เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นสะอาดเพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • การให้สารน้ำอย่างเพียงพอ: ให้เด็กดื่มน้ำสะอาด น้ำเกลือแร่ (ORS) หรือนมอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • โภชนาการที่เหมาะสม: เลือกอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือซุป เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาดในเด็กที่มีไข้สูงและยังไม่สามารถตัดโรคไข้เลือดออกออกไปได้ เนื่องจากยาเหล่านี้จะไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารและทำให้เลือดแข็งตัวช้าลงอันตรายถึงชีวิต ขนาดยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัยต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวเด็ก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากโรคทั้งสองเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลรักษาและอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดสามารถทำได้โดยการสร้างสุขอนามัยที่ดีและการรับวัคซีนป้องกันโรค

  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่: ควรฉีดให้เด็กอายุตั้งแต่หกเดือนขึ้นไปเป็นประจำทุกปี เพื่อลดความรุนแรงของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก: ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยลดความรุนแรงและการนอนโรงพยาบาลได้ ผู้ปกครองควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
  • การควบคุมยุงลาย: ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายรอบบ้าน ปิดฝาภาชนะใส่น้ำ และใช้ยาทากันยุงสำหรับเด็ก
  • การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: สอนให้เด็กหมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

การรับมือกับลูกตัวร้อนไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหากพ่อแม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง การหมั่นสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด การให้การดูแลเบื้องต้นที่ปลอดภัย และการรีบพาไปพบแพทย์ทันทีเมื่อพบสัญญาณอันตราย จะช่วยปกป้องลูกรักให้ปลอดภัยจากภาวะแทรก้อนรุนแรงของทั้งไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมั่นใจ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down