ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก

โรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก (Acute Respiratory Infections in Young Children) ถือเป็นปัญหาทางกุมารเวชศาสตร์ที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ เยื่อบุทางเดินหายใจมีความบอบบาง และเด็กมักต้องไปสถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาล ซึ่งเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโรคชั้นดี เด็กในวัยนี้จึงอาจป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจได้ถึง 6 ถึง 8 ครั้งต่อปี การเข้าใจสาเหตุ อาการ และวิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยซ้ำซากได้อย่างยั่งยืน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ

โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนใหญ่มีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัส (Viral Infections) รองลงมาคือการติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Infections) โดยเชื้อไวรัสที่เป็นตัวการสำคัญในเด็กเล็ก ได้แก่ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV), เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus), เชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอน (Parainfluenza Virus), อะดีโนไวรัส (Adenovirus) และเชื้อไรโนไวรัส (Rhinovirus) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหวัดทั่วไป

กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากการที่เด็กได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการหายใจเอาละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อ หรือผ่านทางการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย แล้วนำมือมาสัมผัสใบหน้า ตา จมูก หรือปาก เชื้อโรคจะเข้าสู่เยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ บวม มีการสร้างเสมหะปริมาณมาก และทำให้ทางเดินหายใจส่วนปลายแคบลง ส่งผลให้เด็กมีอาการไอ จาม มีน้ำมูก และหายใจลำบาก หากเชื้อลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง อาจทำให้เกิดโรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) หรือโรคปอดบวม (Pneumonia) ตามมาได้ง่าย

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรค

อาการของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็กมักพัฒนาเป็นลำดับขั้นตอน โดยสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (1 ถึง 3 วันแรก): เด็กจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูงฉับพลัน เจ็บคอ งอแง น้ำมูกใสไหล จาม และมีอาการไอแห้งๆ ในเด็กทารกอาจพบว่าดูดนมน้อยลง นอนหลับไม่สนิท
  • ระยะอาการเด่นชัด (วันที่ 4 ถึง 7): อาการไอจะเริ่มเปลี่ยนเป็นไอมีเสมหะ น้ำมูกจะเหนียวข้นและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียว ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของการต่อสู้กับเชื้อโรค หากเป็นการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีหรือไข้หวัดใหญ่อาจมีอาการหอบเหนื่อยร่วมด้วย
  • ระยะฟื้นตัว (สัปดาห์ที่ 2 เป็นต้นไป): อาการไข้จะค่อยๆ ลดลงจนเป็นปกติ อาการไอและน้ำมูกจะค่อยๆ น้อยลงและหายไปได้เองภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ หากร่างกายมีความแข็งแรงเพียงพอ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ในเด็กเล็กบางราย อาการอาจไม่หยุดอยู่แค่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน แต่ลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากขนาดของหลอดลมที่มีขนาดเล็กมาก คุณพ่อคุณแม่จึงต้องสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

การแยกแยะระหว่างอาการหวัดทั่วไปกับอาการรุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วน เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนต้องเรียนรู้ หากพบบุตรหลานมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

  • ไข้สูงมากเกิน 39 อาศาเซลเซียส หรือมีไข้สูงติดต่อกันนานเกิน 3 วันโดยไม่ยอมลดลง
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนปีกจมูกบาน หายใจมีเสียงครืดคราด หรือมีอาการหน้าอกบุ๋ม (Chest Recession) เวลากลืนหรือหายใจ
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชักจากไข้สูง
  • ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) สังเกตได้จากริมฝีปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมยุ๋มลงในทารก และปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดติดต่อกันนานเกิน 6 ชั่วโมงตัวเขียว รอบริมฝีปากหรือปลายนิ้วมีสีคล้ำ ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจนในเลือด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยโรคอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาที่มีอาการ ลักษณะการไอ ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย และประวัติการรับวัคซีน จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายโดยการฟังเสียงปอดและหลอดลมด้วยเครื่องฟังตรวจ (Stethoscope) เพื่อประเมินความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ

ในกรณีที่เด็กมีอาการรุนแรงหรือจำเป็นต้องหาสาเหตุที่จำเพาะเจาะจง แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำชุดตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีป้ายจมูก (Rapid Antigen Test) สำหรับไวรัสอาร์เอสวี ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด-19 การตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาวและภาวะการติดเชื้อแบคทีเรีย และการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

การรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เนื่องจากสาเหตุหลักมาจากไวรัสซึ่งยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ แนว

การดูแลที่ถูกต้องตามหลักกุมารเวชศาสตร์ประกอบด้วย

  • การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันอาการชักจากไข้สูง และการให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้)
  • การพ่นละอองยาหรือการหยอดจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) เพื่อช่วยละลายน้ำมูกและเสมหะที่เหนียวข้น ทำให้เด็กหายใจโล่งขึ้น และสามารถดูดน้ำมูกออกด้วยลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกสำหรับเด็ก
  • การให้เด็กดื่มน้ำอุ่นในปริมาณที่เพียงพอบ่อยๆ หรือให้ดื่มนมแม่เพิ่มขึ้นในทารก เพื่อช่วยให้เสมหะเหลวตัวและขับออกได้ง่ายขึ้น รวมถึงป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • การจัดท่าให้เด็กนอนหนุนหมอนสูงเล็กน้อยเพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น และอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี ไม่แห้งหรืออับชื้นจนเกินไป
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองโดยเด็ดขาด หากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพราะจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและไม่ช่วยรักษาโรคที่เกิดจากไวรัส

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย

ในกระบวนการดูแลเด็กเล็กที่ป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญมากซึ่งผู้ปกครองต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กเล็กที่มีไข้โดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในกรณีที่ยังไม่สามารถตัดโรคไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออกได้ เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่รุนแรงถึงชีวิต
  • ห้ามใช้ยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของสารกดประสาทส่วนกลางหรือยาแก้แพ้ชนิดง่วงซึมในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เว้นแต่จะได้รับคำสั่งและการดูแลจากกุมารแพทย์เท่านั้น เนื่องจากอาจกดการหายใจจนเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ห้ามบังคับให้เด็กรับประทานอาหารจนหมดจดในยามที่ร่างกายอ่อนเพลีย ควรถ้อมแบ่งมื้ออาหารให้มีขนาดเล็กลงแต่ให้บ่อยขึ้นแทน

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เด็กป่วยซ้ำซากต้องอาศัยการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด

  • การรับวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขและวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี, วัคซีนป้องกันโรคไอเมรอน-คอตอก-บาดยักษ์, และวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอกคัส (PCV) ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การฝึกสุขอนามัยที่ดี ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ สอนให้เด็กไม่ใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น
  • การหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวกในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ และหลีกเลี่ยงการให้เด็กใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นหวัด
  • การส่งเสริมโภชนาการที่ดีโดยการให้ทารกกินนมแม่อย่างน้อย 6 เดือนเต็ม เพื่อรับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ และเมื่อเด็กโตขึ้นให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ผัก ผลไม้ที่มีวิตามินสูง เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
  • การงดการสูบบุหรี่หรือการเผาไหม้ใดๆ ในบ้าน เนื่องจากควันบุหรี่มือสองและมือสามเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจของเด็ก ทำให้เด็กป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังและติดเชื้อซ้ำซาก

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)

ขั้นตอนปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย:

1. สังเกตอาการรอบด้านอย่างใกล้ชิด หากมีไข้สูงเกิน 3 วัน หรือมีอาการหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ซึมลง รีบพาไปพบแพทย์ทันที
2. วัดไข้และคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวให้ถูกต้อง ห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือยาไอบูโพรเฟนเด็ดขาด
3. หยอดจมูกด้วยน้ำเกลือ ดูดน้ำมูก และให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูกและขับเสมหะ
4. ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะให้ทานเอง เพราะส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส
5. ป้องกันการป่วยซ้ำด้วยการพาไปฉีดวัคซีนตามกำหนด ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down