ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้เลือดออกโรคใกล้ตัวที่อันตรายถึงชีวิตในเด็ก

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever / Dengue Hemorrhagic Fever) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนา P ได้ไม่เต็มที่และร่างกายยังไม่เคยรับเชื้อไวรัสชนิดนี้มาก่อน เมื่อได้รับเชื้อจึงมักแสดงอาการรุนแรงได้ง่าย การสังเกตอาการโดยเฉพาะลักษณะของผื่นผิวหนังจึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่พาบุตรหลานเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ป้องกันภาวะช็อกและอันตรายถึงชีวิตที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้เลือดออก

โรคนี้มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสเดงก์ (Dengue Virus) ซึ่งมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ (Den-1, Den-2, Den-3 และ Den-4) พาหะนำโรคหลักคือยุงลายตัวเมียที่กัดและดูดเลือดในช่วงเวลากลางวัน เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายเด็กผ่านทางการกัดของยุงลาย เชื้อจะฟักตัวประมาณ 3 ถึง 14 วัน ก่อนจะเริ่มแสดงอาการป่วย

กลไกการเกิดความรุนแรงของโรคอยู่ที่การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเด็ก เมื่อเด็กติดเชื้อซ้ำเป็นครั้งที่สองด้วยไวรัสต่างสายพันธุ์ หรือในเด็กเล็กบางรายที่มีการอักเสบทั่วร่างกาย ร่างกายจะหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบออกมาจำนวนมาก ทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยทั่วร่างกายมีความเปราะและรั่วซึม ส่งผลให้พลาสมาหรือน้ำเหลืองรั่วออกจากหลอดเลือด เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่เพียงพอ และนำไปสู่ภาวะช็อกที่อันตรายมาก

ลักษณะอาการและระยะของโรคไข้เลือดออก

อาการของโรคไข้เลือดออกในเด็กจะดำเนินไปตาม 3 ระยะอย่างชัดเจน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจเพื่อประเมินอาการของลูกน้อยได้อย่างแม่นยำ

  • ระยะไข้สูง (Febrile Phase): กินเวลาประมาณ 2 ถึง 7 วัน เด็กจะมีไข้สูงลอย 39 ถึง 40 องศาเซลเซียสอย่างฉับพลัน เช็ดตัวแล้วไข้มักไม่ยอมลง ร่วมกับอาการหน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกระบอกตา และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ในระยะนี้อาจเริ่มพบผื่นแดงราบกระจายตามตัว
  • ระยะวิกฤต (Critical Phase): เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 3 ถึง 7 ของโรค ซึ่งเป็นช่วงที่ไข้เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว (ไข้ลงแต่เด็กไม่ได้ดีขึ้น) ระยะนี้อันตรายที่สุดเพราะอาจเกิดภาวะพลาสศึกรั่วซึม เกิดภาวะช็อก ความดันต่ำ ปวดท้องรุนแรงบริเวณลิ้นปี่ ตัวเย็น ชีพจรเบาเร็ว หรือมีเลือดออกตามผิวหนัง เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): หากเด็กผ่านพ้นระยะวิกฤตมาได้ อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้น ความอยากอาหารกลับมา ชีพจรและการหายใจกลับสู่ภาวะปกติ ในระยะนี้มักพบลักษณะผื่นคันและผิวหนังลอกตามฝ่ามือฝ่าเท้า ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของร่างกาย

ผื่นแบบไหนลูกเป็นไข้เลือดออก จุดสังเกตสำคัญที่ต้องรู้

ลักษณะของผื่นในโรคไข้เลือดออกมีความจำเพาะเจาะจงที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัยโรค โดยแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักตามช่วงเวลาที่เกิดโรค

  • ผื่นแดงราบในระยะแรก (Maculopapular Rash): มักพบในช่วง 1 ถึง 2 วันแรกของการมีไข้ ลักษณะเป็นจุดแดงกระจายตามลำตัว แขน และขา เมื่อใช้นิ้วกดลงไปบนผื่น สีแดงจะจางหายไป (Blanching Rash) ซึ่งมักทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นผื่นแพ้ทั่วไปหรือผื่นจากโรคไวรัสชนิดอื่น
  • ผื่นจุดเลือดออกในระยะไข้ลดหรือระยะวิกฤต (Petechiae): เป็นจุดแดงเล็กๆ ขนาดเท่าปลายเข็มหรือรอยกระดุมที่ไม่จางหายไปเมื่อใช้นิ้วกดลงไป (Non-blanching Rash) เกิดจากการแตกของหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนัง มักพบบริเวณแขน ขา ลำตัว หรืออาจใช้วิธีทดสอบความเปราะของหลอดเลือด (Tourniquet Test) ที่สถานพยาบาลเพื่อดูการเกิดจุดเลือดออก
ข้อควรระวังทางการแพทย์: เด็กที่เป็นไข้เลือดออกบางรายอาจมีผื่นคันร่วมด้วยในระยะฟื้นตัว ซึ่งเป็นอาการปกติ แต่หากพบผื่นที่เป็นจุดเลือดออกร่วมกับอาการซึมลง ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยวิกฤตที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดวันของไข้

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากลูกน้อยมีอาการเหล่านี้ร่วมกับการเป็นไข้ ถือเป็น Red Flag หรือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าโรคกำลังเข้าสู่ระยะวิกฤต

  • ซึมลง ไม่เล่น ไม่ร่าเริง ปลุกตื่นยาก หรือกระสับกระส่าย
  • ปวดท้องรุนแรงและต่อเนื่อง บริเวณใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่
  • อาเจียนบ่อยครั้ง ทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้ อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระสีดำ
  • ตัวเย็น ปลายมือปลายเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาและเร็ว ความดันโลหิตต่ำ
  • ปัสสาวะไม่ออกจากระยะเวลานาน (บ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำและช็อก)
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด มีเลือดออกตามไรฟัน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดร่วมกับการตรวจร่างกาย หากสงสัยว่าเด็กอาจเป็นไข้เลือดออก แพทย์จะพิจารณา ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูค่าฮีมาโตคริต (Hematocrit) ว่ามีความเข้มข้นของเลือดเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งบ่งบอกถึงการรั่วของพลาสมา และดูค่าเกล็ดเลือด (Platelet Count) ซึ่งมักจะลดต่ำลงอย่างมากในโรคนี้
  • การตรวจหาโปรตีนจำเพาะของเชื้อไวรัส (NS1 Antigen Test): สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่วันแรกๆ ของการมีไข้ ช่วยให้วินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็ว
  • การตรวจภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัส (Dengue IgM and IgG): ใช้ตรวจยืนยันการติดเชื้อในระยะหลังของโรค

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

ปัจจุบันยังไม่มีonยาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับรักษาโรคไข้เลือดออก การรักษาจึงเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) อย่างใกล้ชิด

  • การให้สารน้ำ: ในรายที่รับประทานอาหารและดื่มน้ำได้น้อย แพทย์จะให้เกลือแร่ (ORS) หรือน้ำผลไม้ แต่หากมีภาวะขาดน้ำหรือเริ่มเข้าสู่ระยะช็อก แพทย์จะพิจารณาให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำอย่างระมัดระวัง
  • การลดไข้ที่ถูกต้อง: ให้เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อลดความร้อนในร่างกาย และให้รับประทานยาพาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่แพทย์กำหนดเท่านั้น
  • การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด: ในช่วง 3 ถึง 7 วันแรก พ่อแม่ต้องวัดอุณหภูมิร่างกาย สังเกตปริมาณปัสสาวะ และเฝ้าระวังอาการซึมหรือปวดท้องอย่างต่อเนื่อง
คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลเด็กไข้เลือดออกที่บ้านต้องอาศัยความใส่ใจสูงมาก หากเด็กไม่ยอมดื่มน้ำ อาเจียนมาก หรือซึมลงแม้แต่นิดเดียว ควรพาไปโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาดในช่วงที่ไข้กำลังจะลดลง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การใช้ยาผิดประเภทในผู้ป่วยไข้เลือดออกอาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกรุนแรงและเสียชีวิตได้ มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่เด็ดขาดดังนี้

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด: เนื่องจากยาเหล่านี้จะไปยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดออกง่ายขึ้น และกัดกระเพาะอาหาร ซึ่งอันตรายมากในผู้ป่วยไข้เลือดออกที่มีเกล็ดเลือดต่ำอยู่แล้ว
  • การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอล: ต้องใช้ขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้สูงเท่านั้น และห้ามให้เกินขนาดเพราะอาจเป็นพิษต่อตับ
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ทานเอง: เนื่องจากโรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัส การทานยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคแต่อย่างใด

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เด็กถูกยุงลายกัดและการสร้างภูมิคุ้มกันเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการปกป้องลูกน้อย

  • การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย: คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง เปลี่ยนน้ำในแจกันเป็นประจำ และปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด
  • การป้องกันยุงกัด: ทายากันยุงสำหรับเด็ก นอนในมุ้ง หรือติดมุ้งลวดที่หน้าต่างบ้าน
  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก: ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่สามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาลได้ ผู้ปกครองสามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการฉีดวัคซีนที่เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้สามารถรับมือกับโรคไข้เลือดออกได้อย่างปลอดภัย พ่อแม่ควรปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัตินี้

  • สังเกตลักษณะไข้สูงลอยที่ลด Riยาก และตรวจดูผื่นจุดแดงตามตัว
  • ห้ามให้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด ใช้เฉพาะยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวเท่านั้น
  • ให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • สังเกตสัญญาณเตือนอันตราย เช่น อาการซึม ปวดท้องรุนแรง อาเจียนบ่อย และตัวเย็น
  • รีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณอันตราย หรือเมื่อเข้าสู่ช่วงวันที่ 3 ถึง 5 ของการมีไข้
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down