ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

อันตรายใกล้ตัวจากอาหารดิบและวิธีกำจัดพยาธิแบคทีเรียที่คุณต้องรู้

กระแสการรับประทานอาหารเมนูสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารทะเลและเนื้อสัตว์ดิบตามความนิยมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกุ้งแช่น้ำปลา ปลาแซลมอนดิบ เนื้อย่างแบบแรร์ หรือลาบดิบ เป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านสุขภาพที่กุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหารพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาหารเหล่านี้อาจเป็นแหล่งซ่อนเร้นของพยาธิ แบคทีเรีย ไวรัส และสารโลหะหนัก ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารเท่านั้น แต่ยังอาจลุกลามไปสู่อวัยวะสำคัญอื่นๆ ในร่างกาย เช่น ตับ สมอง และกระแสเลือด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงเปราะบาง ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวภูมิคุ้มกันบกพร่อง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีกำจัดพยาธิและแบคทีเรียในอาหารทะเลและเนื้อสัตว์ดิบ รวมถึงแนวทางการป้องกันอย่างถูกต้อง จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสุขภาพของทุกคนในครอบครัว

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคจากการกินอาหารดิบ

การบริโภคอาหารทะเลและเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านความร้อนหรือผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อไม่เพียงพอ ทำให้เชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับธรรมชาติหรือกระบวนการขนส่งเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง เชื้อโรคและปรสิตที่มักพบได้บ่อยแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มที่มีกลไกการก่อโรคแตกต่างกัน

  • พยาธิ (Parasites): เช่น พยาธิ anisakis ในปลาทะเล พยาธิใบไม้ในตับ พยาธิตัวตืดในเนื้อหมูและเนื้อวัว พยาธิเหล่านี้สามารถชอนไชเข้าสู่ผนังลำไส้ ตับ หรือกระแสเลือด ก่อให้เกิดอาการปวดท้องเรื้อรัง ท้องอืด หรืออักเสบรุนแรง
  • แบคทีเรีย (Bacteria): เช่น เชื้อ Vibrio parahaemolyticus ที่พบบ่อยในอาหารทะเลสด เชื้อ Salmonella และ Escherichia coli ในเนื้อสัตว์ดิบ แบคทีเรียเหล่านี้สร้างสารพิษที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง อาเจียน และไข้สูง
  • ไวรัส (Viruses): เช่น เชื้อไวรัส Noro หรือ Hepatitis A ที่ปนเปื้อนมากับหอยนางรมหรืออาหารทะเลสด ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบเฉียบพลันของระบบทางเดินอาหารและตับ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การล้างอาหารด้วยน้ำเกลือ น้ำส้มสายชู หรือแม้แต่น้ำยาล้างผักบางชนิด ไม่สามารถฆ่าพยาธิหรือไข่พยาธิที่ฝังตัวอยู่ภายในเนื้อเยื่อของสัตว์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ความร้อนที่เหมาะสมและการแช่แข็งด้วยอุณหภูมิต่ำตามมาตรฐานทางการแพทย์เท่านั้นคือคำตอบที่แท้จริงในการทำลายเชื้อโรค

อาการและสัญญาณเตือนเมื่อได้รับเชื้อจากอาหารดิบ

อาการเจ็บป่วยจากการรับประทานอาหารทะเลหรือเนื้อสัตว์ดิบมักจะแสดงอาการออกมาหลังจากรับประทานอาหารเข้าไปตั้งแต่หลักชั่วโมงจนถึงหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคและปริมาณที่ได้รับ

ระยะเริ่มแรก

ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดเกร็งช่องท้องอย่างรุนแรง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ บางรายอาจมีไข้ต่ำร่วมด้วย ซึ่งมักเกิดจากพิษของแบคทีเรียที่ระคายเคืองกระเพาะอาหารและลำไส้

ระยะลุกลามและเรื้อรัง

หากเป็นการติดเชื้อพยาธิหรือแบคทีเรียชนิดรุนแรง อาการอาจพัฒนาเป็นการอักเสบรุนแรงในลำไส้ มีเลือดปนในอุจจาระ ตัวเหลืองตาเหลืองจากภาวะตับอักเสบ หรือมีอาการปวดกล้ามเนื้อและบวมตามร่างกายหากพยาธิเดินทางไปสู่อวัยวะอื่น

สัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที

เมื่อเกิดอาการอาหารเป็นพิษหรือติดเชื้อจากการกินของดิบ หากพบอาการในกลุ่ม Red Flags ต่อไปนี้ ห้ามรอสังเกตอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

  • ไข้สูงมากเกินกว่า 38.5องศาเซลเซียส และไม่ยอมลดลงแม้จะรับประทานยาลดไข้
  • มีอาการถ่ายเป็นมูกเลือด หรือถ่ายเหลวติดต่อกันมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน จนเสี่ยงต่อภาวะช็อก
  • อาเจียนรุนแรงตลอดเวลาจนไม่สามารถรับประทานน้ำหรืออาหารได้เลย
  • มีสัญญาณของภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ตาโหล ปัสสาวะน้อยมากหรือไม่มีเลยนานหลายชั่วโมง ปวดเวียนศีรษะขณะลุกยืน
  • อาการปวดท้องรุนแรงมากจนไม่สามารถขยับตัวได้ หรือหน้าท้องแข็งตึง
  • เด็กเล็กหรือผู้สูงอายุมีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือสับสน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยจากการติดเชื้อทางอาหาร แพทย์จะมีกระบวนการวินิจฉัยที่แม่นยำประกอบด้วย การซักประวัติการรับประทานอาหารย้อนหลังอย่างละเอียด การตรวจร่างกายเพื่อประเมินจุดกดเจ็บที่หน้าท้องและภาวะขาดน้ำ การตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิ เม็ดเลือดขาว หรือเชื้อแบคทีเรีย การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของตับและไต และในบางรายที่มีอาการซับซ้อน แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการส่องกล้องทางเดินอาหารหรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพิ่มเติม

วิธีดูแลรักษาและกำจัดเชื้อโรคอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาการติดเชื้อจากอาหารดิบจะเน้นตามอาการและการกำจัดต้นเหตุของโรค

  • การชดเชยน้ำและเกลือแร่: สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียและอาเจียน การจิบสารน้ำเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้งคือหัวใจสำคัญเพื่อป้องกันภาวะเกลือแร่ในร่างกายผิดสมดุล
  • การใช้ยาตามคำสั่งแพทย์: แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะกรณีที่ตรวจพบการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรง ห้ามซื้อยาฆ่าเชื้อรับประทานเองเด็ดขาดเพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยาหรือทำลายสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้
  • การรักษาการติดเชื้อพยาธิ: หากตรวจพบพยาธิ แพทย์จะจ่ายยาถ่ายพยาธิที่มีความจำเพาะเจาะจงกับชนิดของพยาธิที่พบ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาลดการบีบตัวของลำไส้เพื่อให้หยุดถ่ายในกรณีที่ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เพราะจะทำให้สารพิษค้างอยู่ในร่างกายและเป็นอันตรายถึงชีวิต ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและสั่งจ่ายยาเท่านั้น

วิธีกำจัดพยาธิและแบคทีเรียในอาหารทะเลและเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภคอย่างปลอดภัย

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการจัดการวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางก่อนนำมารับประทาน มีหลักการทางวิทยาศาสตร์อาหารที่แนะนำดังนี้

  • ความร้อนคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด: การปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนสูงกว่า 70องศาเซลเซียส เป็นเวลาต่อเนื่อง สามารถทำลายทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และพยาธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื้อสัตว์ต้องไม่มีสีแดงหลงเหลือ และอาหารทะเลต้องสุกจนเนื้อขุ่นทึบ
  • การแช่เยือกแข็งตามมาตรฐานเชิงพาณิชย์ (Freezing): สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทานปลาดิบตามร้านอาหารญี่ปุ่น การแช่แข็งปลาด้วยอุณหภูมิต่ำกว่า -20องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน หรืออุณหภูมิ -35องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 ชั่วโมง สามารถฆ่าพยาธิและตัวอ่อนได้ (อย่างไรก็ตามวิธีนี้ไม่สามารถฆ่าแบคทีเรียบางชนิดได้ทั้งหมด)
  • การรักษาความสะอาดในครัวเรือน (Hygiene): แยกเขียงและมีดสำหรับอาหารดิบและอาหารสุกเด็ดขาด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำนานอย่างน้อย 20 วินาทีทุกครั้งหลังสัมผัสเนื้อสัตว์ดิบ
  • การเลือกซื้อวัตถุดิบ: เลือกซื้ออาหารทะเลและเนื้อสัตว์จากแหล่งจำหน่ายที่ได้มาตรฐาน มีการเก็บรักษาความเย็นที่เหมาะสม เนื้อสัตว์ต้องมีสีสันปกติ ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ดูแลและครอบครัว

ขั้นตอนปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยจากอาหารดิบ:
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุรับประทานอาหารทะเลหรือเนื้อสัตว์ดิบโดยเด็ดขาด
  • ยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และปรุงอาหารให้สุกทั่วถึงทุกครั้ง
  • หากมีอาการท้องเสีย ปวดท้องรุนแรง หรือมีไข้หลังรับประทานอาหารดิบ ให้รีบมาพบแพทย์ทันที
  • จัดเก็บอาหารสดในตู้เย็นด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม และไม่ปล่อยให้อาหารปรุงสุกวางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนานเกิน 2 ชั่วโมง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down