ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความจริงที่คุณแม่ต้องรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าและความเสี่ยงใกล้ตัว

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงและน่ากลัวที่สุดโรคหนึ่งในทางการแพทย์ เนื่องจากเมื่อผู้ป่วยหรือเด็กที่ได้รับเชื้อเริ่มแสดงอาการทางระบบประสาทแล้ว อัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละหนึ่งร้อยโดยไม่มีทางรักษาให้หายได้ แม้ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์การแพทย์จะก้าวหน้าไปมากเพียงใดก็ตาม เชื้อไวรัสชนิดนี้มักพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลากหลายชนิด โดยเฉพาะสุนัขและแมว ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงใกล้ชิดกับเด็กๆ มากที่สุด ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สิ่งที่พบเห็นบ่อยและสร้างความกังวลใจเป็นอย่างมากคือ เมื่อเด็กถูกสัตว์ข่วนหรือกัด พ่อกรมักจะพามาล้างแผลและรับวัคซีนเข็มแรก แต่เมื่อผ่านไปสัปดาห์หนึ่ง ลูกน้อยมีอาการปกติร่าเริงดี ผู้ปกครองหลายท่านจึงชะล่าใจและละเลยการพาลูกไปฉีดวัคซีนให้ครบตามนัดที่แพทย์กำหนด ความเข้าใจผิดนี้อาจนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันหวนคืนได้ เนื่องจากระยะฟักตัวของโรคพิษสุนัขบ้านั้นมีความยาวนานและคาดเดาไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย

สาเหตุหลักของโรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเรบีส์ (Rabies Virus) ซึ่งอยู่ในน้ำลายของสัตว์ที่มีเชื้อโรค ไวรัสชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผลที่เกิดจากการถูกกัด การถูกข่วน หรือแม้กระทั่งกรณีที่น้ำลายของสัตว์ที่มีเชื้อกระเด็นเข้าสู่เยื่อบุอ่อน เช่น ตา จมูก ปาก หรือบริเวณที่มีรอยแผลถลอกเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้ว กลไกการเดินทางของมันจะไม่ได้เข้าสู่กระแสเลือดทันทีเหมือนเชื้อโรคทั่วไป แต่ไวรัสจะเกาะติดกับปลายประสาทและค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามเส้นประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nerves) เข้าสู่ไขสันหลัง และมุ่งตรงไปยังสมองด้วยความเร็วเฉลี่ยที่ขึ้นอยู่กับระยะทางของแผลเทียบกับสมอง ยิ่งแผลอยู่ใกล้บริเวณใบหน้า ศีรษะ หรือลำคอ ระยะเวลาที่เชื้อจะเดินทางถึงสมองก็จะยิ่งรวดเร็วมากขึ้น ระยะฟักตัว (Incubation Period) โดยทั่วไปในมนุษย์จะใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสามเดือน แต่ในบางกรณีอาจสั้นเพียงไม่กี่วันหรือยาวนานเป็นปีก็ได้ นี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมเด็กที่ดูปกติในวันนี้ จึงไม่อาจรับประกันได้เลยว่าจะปลอดภัยในอีกสองเดือนข้างหน้า หากไม่ได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันอย่างทันท่วงทีและครบถ้วน

อาการและลำดับการพัฒนาของโรคพิษสุนัขบ้า

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของโรคพิษสุนัขบ้าจะช่วยให้ผู้ปกครองตระหนักถึงความร้ายแรงและรีบจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ อาการของโรคจะแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (Prodromal Phase): เด็กจะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาการจำเพาะที่สำคัญในระยะนี้คือ อาการคัน ชา หรือปวดแปลบอย่างรุนแรงบริเวณแผลที่เคยถูกกัดหรือข่วน ทั้งๆ ที่แผลภายนอกอาจจะหายสนิทดีแล้ว
  • ระยะทางระบบประสาทส่วนกลาง (Neurological Phase): แบ่งย่อยเป็นสองรูปแบบหลักคือ แบบดุร้าย (Furious Rabies) ซึ่งเด็กจะมีอาการกระวนกระวาย อยู่ไม่นิ่ง กลัวแสง กลัวลม มีอาการกลืนลำบากเพราะเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อคอและหลอดลมอย่างรุนแรงเมื่อเห็นน้ำหรือดื่มน้ำ (Hydrophobia) และอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวร่วมด้วย กับอีกรูปแบบคือ แบบอัมพาต (Paralytic Rabies) ซึ่งกล้ามเนื้อจะค่อยๆ อ่อนแรงลง เริ่มจากบริเวณแผลแล้วกระจายไปทั่วร่างกาย
  • ระยะสุดท้าย (Coma and Death): ผู้ป่วยจะมีอาการโคม่ายาวนาน ระบบหายใจล้มเหลว ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด
ข้อควรระวังทางการแพทย์: เมื่อใดก็ตามที่โรคพิษสุนัขบ้าแสดงอาการทางคลินิกออกมาแล้ว อัตราการเสียชีวิตคือร้อยละหนึ่งร้อย การรักษาทำได้เพียงประคับประคองตามอาการเท่านั้น ดังนั้น การป้องกันก่อนเชื้อเดินทางถึงสมองจึงเป็นหนทางเดียวในการรักษาชีวิตเด็กๆ เอาไว้

สัญญาณเตือนอันตรายและอาการที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉินทันที

หากเด็กเคยมีประวัติถูกสัตว์กัด ข่วน หรือสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์น่าสงสัย แล้วเริ่มมีอาการผิดปกติเหล่านี้ แม้จะเป็นเวลาเพียงเล็กน้อยหลังเหตุการณ์ ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่มีข้อแม้

  • มีไข้ร่วมกับอาการปวด ชา หรือคันยิบๆ บริเวณแผลเก่าที่เคยหายแล้ว
  • ตื่นกลัว วิตกกังวล กระสับกระส่ายผิดปกติโดยหาสาเหตุไม่ได้
  • มีอาการกลัวน้ำ กลัวลม หายใจติดขัดเมื่อพยายามจะดื่มน้ำ
  • กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าหรือคอเกร็งกระตุก น้ำลายไหลยืดเพราะกลืนไม่ไหว
  • มีอาการซึมลง สับสน เพ้อ หรือหมดสติ

วิธีวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์ที่ถูกต้อง

เมื่อเด็กถูกสัตว์กัดหรือข่วน การดูแลรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์ (Post-Exposure Prophylaxis - PEP) จะต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบทันที โดยแพทย์จะพิจารณาจากประวัติการสัมผัส สถานะของสัตว์ และประวัติการได้รับวัคซีนเดิมของเด็ก ดังนี้

  1. การล้างแผลและการทำความสะอาด: เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด รีบฟอกล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ฟอกให้ลึกถึงก้นแผลอย่างน้อยสิบห้านาที จากนั้นใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน เพื่อลดปริมาณไวรัสบริเวณแผลลงทันที
  2. การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine): เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัส โดยจะต้องฉีดตามกำหนดนัดหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งมักจะเป็นวันที่ศูนย์ สาม เจ็ด และสี่สิบห้า (หรือตามแผนการรักษาของแพทย์แต่ละกรณี)
  3. การให้ิมโกลบูลิน (Rabies Immunoglobulin - RIG): ในกรณีที่แผลมีความเสี่ยงสูงหรือสัตว์มีเชื้อยืนยัน แพทย์จะฉีดยาอิมโกลบูลินรอบๆ บาดแผลให้มากที่สุด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเข้าไปทำลายเชื้อไวรัสบริเวณแผลทันทีก่อนที่มันจะวิ่งเข้าสู่เส้นประสาท
คำแนะนำจากคุณหมอ: การมาฉีดวัคซีนให้ครบทุกเข็มตามนัดมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากเข็มแรกๆ เป็นเพียงการกระตุ้นระยะแรก ภูมิคุ้มกันยังไม่สูงพอที่จะป้องกันโรคในระยะยาว การขาดนัดหรือคิดว่าลูกปลอดภัยดีแล้วแล้วหยุดฉีดกลางคัน เท่ากับการเปิดประตูต้อนรับเชื้อไวรัสให้เข้าสู่สมองได้เมื่อภูมิคุ้มกันตกลง

สิ่งสำคัญที่ห้ามทำเด็ดขาดและข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง

ในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อลูกถูกสัตว์กัด มีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามทางการแพทย์ที่ผู้ปกครองต้องจำให้ขึ้นใจ

  • ห้ามปิดแผลแน่นหนา: หลังล้างแผลแล้วไม่ควรเย็บแผลปิดตายทันที เว้นแต่เป็นแผลฉีกขาดรุนแรงที่จำเป็นต้องเย็บเพื่อห้ามเลือด โดยแพทย์จะต้องฉีดยาอิมมูโนโกลบูลินร่วมด้วยเสมอก่อนการเย็บแผล
  • ห้ามประเมินความปลอดภัยของสัตว์เอง: แม้ว่าสุนัขหรือแมวตัวนั้นจะเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านที่ดูสุขภาพแข็งแรงดี ก็ห้ามวางใจเด็ดขาด เพราะสัตว์อาจได้รับเชื้อมาโดยแสดงอาการช้า การกักขังดูอาการสัตว์เป็นเวลาสิบวันควบคู่ไปกับการเริ่มฉีดวัคซีนให้เด็กทันทีคือแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด
  • ห้ามละเลยการฉีดวัคซีนให้สัตว์เลี้ยง: การป้องกันที่ดีที่สุดคือการนำสุนัขและแมวในบ้านไปรับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าประจำปีอย่างสม่ำเสมอ

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในเด็กต้องอาศัยความร่วมมือหลายด้าน ตั้งแต่การสอนให้เด็กเข้าใจถึงความเสี่ยงในการเข้าใกล้สัตว์แปลกหน้า สัตว์จรจัด หรือสัตว์ที่กำลังกินอาหาร การดูแลไม่ให้เด็กยั่วโมโหสัตว์ และการจัดการสิ่งแวดล้อมรอบบ้านไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์พาหะ นอกจากนี้ สำหรับเด็กที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดสูง หรือบ้านมีสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก แพทย์อาจพิจารณาการให้วัคซีนป้องกันล่วงหน้า (Pre-Exposure Prophylaxis) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันพื้นฐานไว้ก่อน เมื่อเกิดอุบัติเหตุถูกกัดในอนาคต จะสามารถรับการรักษาได้ง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
  • เมื่อลูกถูกสัตว์กัดหรือข่วน รีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ทันทีนานสิบห้านาที
  • รีบพาไปพบแพทย์ในวันเกิดเหตุเพื่อประเมินความเสี่ยงและรับวัคซีนเข็มแรกพร้อมอิมมูโนโกลบูลินตามข้อบ่งชี้
  • จดจำและปฏิบัติตามนัดหมายของแพทย์อย่างเคร่งครัด: แม้ลูกจะดูปกติแข็งแรงดี ห้ามหยุดฉีดวัคซีนกลางคันเด็ดขาด
  • กักขังและสังเกตอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลาสิบวันควบคู่กันไป
  • พาและสัตว์เลี้ยงในบ้านไปรับวัคซีนพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down