ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเสี่ยงและอันตรายเมื่อลูกรักถูกสัตว์เลี้ยงกัด

เหตุการณ์เด็กถูกสัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น สุนัขหรือแมว กัดหรือข่วน เป็นอุบัติเหตุที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติกุมารเวชศาสตร์ แม้สัตว์เลี้ยงตัวนั้นจะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงมานานและได้รับวัคซีนครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์นี้ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด เนื่องจากช่องปากของสัตว์เลี้ยงเต็มไปด้วยแบคทีเรียหลากหลายชนิด ซึ่งเมื่อเกิดบาดแผลจากการเขี้ยวของสัตว์ (Puncture Wound) เชื้อโรคเหล่านี้จะถูกดันลงไปลึกใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้มีความเสี่ยงสูงมากในการเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากโรคติดต่อร้ายแรงถึงชีวิตอย่างโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการรับมือตั้งแต่ช่วงนาทีแรกที่เกิดเหตุ

กลไกการเกิดแผลและเชื้อโรคที่มากับคมเขี้ยวสัตว์

บาดแผลจากสัตว์กัดมักมีลักษณะเป็นแผลเจาะลึก (Puncture Wound) มากกว่าแผลถลอกตื้นๆ กลไกนี้ทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในน้ำลายของสัตว์ถูกฝังลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อ ไขมัน และกล้ามเนื้อ โดยเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลักของการอักเสบติดเชื้อได้แก่ เชื้อพาสเทอเรลลา มัลโตซิดา (Pasteurella multocida) ซึ่งเป็นแบคทีเรียประจำถิ่นในช่องปากของสุนัขและแมว เชื้อนี้มีระยะเวลาฟักตัวสั้นมาก ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการปวด บวม แดง และร้อน บริเวณแผลได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังถูกกัด นอกจากนี้ยังมีเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆ เช่น สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) และสเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus) ที่สามารถลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดจนเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

สัญญาณอันตรายและการติดเชื้อที่ต้องพบแพทย์ทันที

ภายหลังการถูกสัตว์กัด พ่อแม่ต้องสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนหรืออาการเหล่านี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน:

  • แผลมีอาการบวม แดง ร้อน และลามขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
  • มีหนองหรือมีสิ่งขับหลั่งที่มีกลิ่นเหม็นไหลออกมาจากบาดแผล
  • เด็กมีไข้สูง หนาวสั่น หรือมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
  • อาการปวดแผลทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และไม่ทุเลาลงแม้จะได้รับประทานยาแก้ปวดแล้ว
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง เช่น รักแร้หรือขาหนีบ โตและกดเจ็บ

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เมื่อลูกถูกสัตว์เลี้ยงในบ้านกัด การปฐมพยาบาลอย่างรวดเร็วและถูกวิธีในนาทีแรกสามารถลดอัตราการติดเชื้อลงได้อย่างมหาศาล โดยมีขั้นตอนปฏิบัติดังนี้:

1. ตั้งสติและรีบแยกเด็กออกจากสัตว์เลี้ยงทันทีเพื่อป้องกันการถูกกัดซ้ำ

2. ล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาดไหลผ่านและสบู่เหลวอ่อนๆ นานอย่างน้อยสิบห้านาที เพื่อชะล้างน้ำลายและสิ่งสกปรกออกจากแผล ห้ามขัดถูแผลแรงๆ เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อช้ำและเชื้อโรคกระจายตัวมากขึ้น

3. ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน (Povidone-Iodine) หรือแอลกอฮอล์บริสุทธิ์รอบๆ บริเวณแผล

4. ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซปราศจากเชื้อปิดแผลไว้หลวมๆ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก

5. รีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลใกล้บ้านทันทีเพื่อรับการประเมินจากแพทย์

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามเย็บปิดแผลที่เกิดจากสัตว์กัดทันทีในกรณีที่แผลลึกหรือผ่านมานานเกินแปดชั่วโมง เนื่องจากจะทำให้เชื้อโรคถูกกักเก็บอยู่ภายในและเกิดการติดเชื้อรุนแรงลุกลาม แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาทำความสะอาดแผลอย่างละเอียดและเปิดแผลไว้เพื่อให้ระบายหนองได้ดี

วิธีรักษาทางการแพทย์และการพิจารณาฉีดวัคซีน

เมื่อเดินทางมาถึงสถานพยาบาล แพทย์จะทำการประเมินลักษณะของแผล ประวัติการได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและบาดทะยักของเด็ก รวมถึงสถานะสุขภาพของสัตว์เลี้ยง โดยแนวทางการรักษาประกอบด้วย:

  • การให้ยาปฏิชีวนะ: แพทย์มักจะพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย แม้ว่าในตอนแรกแผลจะดูสะอาดก็ตาม เนื่องจากแผลจากสัตว์กัดมีความเสี่ยงสูงมาก
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine): หากสัตว์เลี้ยงไม่ได้รับการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าประจำปี เป็นสัตว์จรจัด หรือไม่สามารถติดตามดูอาการได้ เด็กจะต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามกำหนดนัดหมายของแพทย์
  • อิมมูโนโกลบูลิน (Rabies Immunoglobulin - RIG): ในกรณีที่แผลฉกรรจ์ ลึก หรือมีความเสี่ยงสูงมาก แพทย์อาจพิจารณาฉีดยารวมภูมิคุ้มกันเข้าที่รอบๆ บาดแผลร่วมด้วยเพื่อยับยั้งเชื้อไวรัสไม่ให้เข้าสู่ระบบประสาท
  • วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus Toxoid): ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนบาดทะยักของเด็ก หากเกินกำหนดหรือเด็กไม่เคยได้รับวัคซีนครบถ้วน จะต้องได้รับการฉีดกระตุ้น

การสังเกตอาการสัตว์เลี้ยงและการกักดูอาการ

กรณีที่สัตว์เลี้ยงเป็นสุนัขหรือแมวที่มีเจ้าของและอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน สามารถใช้วิธีการกักดูอาการสัตว์เลี้ยงเป็นเวลาสิบวันได้ โดยมีแนวทางปฏิบัติคือ:

กักขังหรือแยกสัตว์เลี้ยงไว้ในกรงหรือพื้นที่ปิดเพื่อสังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาสิบวันเต็ม ห้ามปล่อยให้ออกไปนอกบ้าน

สังเกตอาการผิดปกติ เช่น นิสัยเปลี่ยนไป ดุร้ายซึมลง ไม่ยอมกินอาหารและน้ำ เดินเซ เป็นอัมพาต หรือตายกระทันหัน

หากภายในสิบวันสัตว์เลี้ยงยังมีชีวิตอยู่เป็นปกติ แสดงว่าในขณะที่กัดสัตว์ตัวนั้นไม่มีเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าอยู่ในน้ำลาย เด็กจึงปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า แต่หากสัตว์เลี้ยงตายหรือมีอาการน่าสงสัย ต้องรีบนำซากสัตว์ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและแจ้งแพทย์ทันที

คำแนะนำจากคุณหมอ: การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสอนเด็กให้เรียนรู้ระยะห่างที่ปลอดภัยกับสัตว์เลี้ยง เช่น ห้ามรบกวนขณะสัตว์กำลังกินอาหาร ห้ามดึงหางหรือแกล้งสัตว์แรงๆ และผู้ปกครองควรพา สัตว์เลี้ยงไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าประจำปีอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down