อันตรายใกล้ตัวเมื่อลูกน้อยโดนสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์จรจัดกัดข่วน
อุบัติเหตุจากสัตว์เลี้ยงในบ้านหรือสัตว์จรจัดเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในเด็กทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กวัยเตาะแตะที่เริ่มคลานและสำรวจสิ่งรอบตัว ไปจนถึงเด็กโตที่วิ่งเล่นกับสุนัขและแมว การโดนสุนัขกัด แมวข่วน หรือสัตว์อื่นๆ ทำร้าย ไม่เพียงแต่สร้างความตกใจและบาดแผลภายนอกเท่านั้น แต่ยังแฝงมาด้วยความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) และการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงที่เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งในเด็กเล็กระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงมีสูงมาก พ่อแม่และผู้ปกครองจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่เป็นอันตรายต่อตัวเด็ก
กลไกการเกิดโรคและเชื้อโรคอันตรายจากแผลสัตว์กัด
เมื่อเด็กโดนสัตว์กัดหรือข่วน ร่างกายจะเกิดแผลฉีกขาด แผลเจาะลึก หรือรอยขีดข่วน ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อโรคที่อยู่ในน้ำลายและเล็บของสัตว์เข้าสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังได้อย่างง่ายดาย เชื้อโรคที่พบบ่อยและมีความรุนแรงทางการแพทย์แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักดังนี้
- เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้า (Rabies Virus): เป็นเชื้อไวรัสที่เข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางและทำลายสมอง หากแสดงอาการแล้วจะไม่อรักษายาใดๆ ได้และมีอัตราการเสียชีวิตร้อยละหนึ่งร้อย เชื้อนี้สามารถพบได้ในสุนัข แมว ค้างคาว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ
- เชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Pathogens): เช่น เชื้อพาสเจอเรลลา มัลโตซิดา (Pasteurella multocida) ซึ่งมักพบในช่องปากและน้ำลายของแมวและสุนัข ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อลุกลามอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีเชื้อสตาฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) และสตรีปโตค็อกคัส (Streptococcus) ที่ทำให้แผลเป็นหนองและลุกลามเป็นเนื้อตายได้
สัญญาณเตือนอันตรายและอาการติดเชื้อที่ต้องพบแพทย์ทันที
แผลจากสัตว์กัดมักจะดูเหมือนไม่มีอะไรในตอนแรก แต่หากมีการติดเชื้อตามมา จะแสดงอาการทางคลินิกที่พ่อแม่ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลทันที
- แผลมีอาการบวม แดง ร้อน และขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วภายในสิบสองถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง
- มีหนองไหลออกมาจากบริเวณแผล หรือแผลส่งกลิ่นเหม็นเน่า
- เด็กมีไข้สูง หนาวสั่น หรือมีอาการซึมลง ไม่ร่าเริงเหมือนปกติ
- ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง เช่น รักแร้ หรือขาหนีบ โตและเจ็บ
- เด็กมีอาการปวดแสบปวดร้อนรุนแรงเกินกว่าขนาดของแผลภายนอก
ความเข้าใจผิดและสิ่งมห้ามทำเด็ดขาดเมื่อลูกโดนกัดข่วน
ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ่อใหญ่มักจะทำตามคำบอกเล่าต่อๆ กันมา ซึ่งบางเรื่องเป็นความเข้าใจผิดทางการแพทย์ที่อาจทำให้แผลติดเชื้อหนักขึ้นและเป็นอันตรายต่อเด็ก สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดมีดังนี้
- ห้ามใส่ยาพอก สมุนไพร ยาสีฟัน หรือน้ำปลาพอกแผล: การกระทำเหล่านี้จะนำเชื้อโรคและสิ่งสกปรกเข้าสู่แผลโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลเน่าเปื่อยและติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด
- ห้ามบีบ เค้น หรือนวดบริเวณแผลเพื่อเค้นเลือดออก: การบีบแผลแรงๆ อาจทำให้เนื้อเยื่อรอบแผลช้ำและเสียหายมากขึ้น และยังเป็นการผลักดันเชื้อโรคให้ซึมลึกเข้าสู่กระแสเลือดและกล้ามเนื้อเร็วยิ่งขึ้น
- นอกจากนี้ ห้ามปล่อยปละละเลยโดยคิดว่าเป็นแค่แผลแมวข่วนแมวเลียแล้วไม่ต้องฉีดยา เพราะเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าสามารถติดต่อได้แม้สัตว์ตัวนั้นจะไม่มีอาการแสดงออกทางโรคก็ตาม
วิธีปฐมพยาบาลและการรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
เมื่อลูกโดนสัตว์กัดหรือข่วน สิ่งแรกที่พ่อแม่ต้องตั้งสติและปฏิบัติทันทีเพื่อลดความรุนแรงของโรคคือการดูแลรักษาความสะอาดตามขั้นตอนทางการแพทย์
- ล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาดและสบู่: ให้เปิดน้ำประปาไหลผ่านแผลแรงๆ นานอย่างน้อยสิบถึงสิบห้านาที เพื่อชะล้างน้ำลายและสิ่งสกปรกออกให้มากที่สุด การล้างแผลอย่างถูกวิธีสามารถลดอัตราการติดเชื้อลงได้อย่างมหาศาล
- ทายาฆ่าเชื้อภายนอก: หลังจากล้างแผลและซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด สามารถทายาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน (Povidone-Iodine) บริเวณรอบแผลได้
- พบแพทย์เพื่อประเมินแผล: แพทย์จะพิจารณาทำความสะอาดแผลในระดับปลอดเชื้อ พิจารณาเรื่องการเย็บแผล (โดยทั่วไปแผลสัตว์กัดแพทย์มักจะไม่เย็บปิดทันที ยกเว้นแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ที่หน้า เพื่อป้องกันการกักเก็บเชื้อโรคไว้ข้างใน)
- การให้ยาปฏิชีวนะ: แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยต้องรับประทานให้ครบตามกำหนด ห้ามหยุดยาเอง
- การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและบาดทะยัก: เป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากเด็กไม่เคยได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้ามาก่อน หรือเลยกำหนดกระตุ้น แพทย์จะทำการฉีดวัคซีนและอิมมูโนโกลบูลิน (Rabies Immunoglobulin) เข้าที่แผลเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทันที
การป้องกันและการเสริมสร้างความปลอดภัยในเด็ก
การป้องกันไม่ให้เด็กโดนสัตว์กัดข่วนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด พ่อแม่ควรปลูกฝังพฤติกรรมความปลอดภัยในการเข้าหาและเล่นกับสัตว์เลี้ยง
- สอนให้เด็กเข้าใจว่าห้ามเข้าใกล้สัตว์ขณะที่มันกำลังกินอาหาร กำลังนอนหลับ หรือกำลังเลี้ยงลูกอ่อน
- ห้ามแกล้ง ดึงหาง ดึงหู หรือทำร้ายสัตว์เลี้ยงเด็ดขาด เพราะสัตว์อาจแสดงสัญชาตญาณการป้องกันตัวด้วยการกัด
- หลีกเลี่ยงการเล่นรุนแรงกับสุนัขหรือแมวที่ไม่คุ้นเคย และไม่ควรนำใบหน้าเข้าไปใกล้ตัวสัตว์มากเกินไป
- นำสัตว์เลี้ยงในบ้านไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว