ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องวัคซีนพิษสุนัขบ้าเมื่อลูกน้อยถูกสัตว์กัดหรือข่วน

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงถึงชีวิตและน่ากลัวที่สุดโรคหนึ่ง เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายและเดินทางไปถึงระบบประสาทส่วนกลาง จะทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงในสมองและไขสันหลัง ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพเมื่อแสดงอาการแล้ว อัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละหนึ่งร้อย ดังนั้น เมื่อเด็กถูกสุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ กัด ข่วน หรือแม้กระทั่งเลียบริเวณที่มีแผลเปิด การได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine) อย่างทันท่วงทีและครบถ้วนตามกำหนดจึงเป็นมาตรการชีวิตที่สำคัญที่สุดที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องดำเนินการทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น

ในประเทศไทย อุบัติการณ์ของการถูกสัตว์กัดมักเกิดขึ้นบ่อยในเด็ก เนื่องจากธรรมชาติของเด็กมีความอยากรู้อยากเห็น ชอบเล่นกับสัตว์เลี้ยงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และด้วยความสูงของเด็กที่อยู่ในระดับเดียวกับหัวสุนัขหรือแมว ทำให้จุดที่ถูกกัดมักเป็นบริเวณใบหน้า ศีรษะ คอ หรือแขนขา ซึ่งจุดเหล่านี้มีเส้นประสาทมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก เชื้อไวรัสจึงสามารถเดินทางเข้าสู่ระบบประสาทได้อย่างรวดเร็วกว่าผู้ใหญ่ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของวัคซีน อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และการเตรียมตัวที่ถูกต้องของพ่อแม่ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องลูกรักให้ปลอดภัยจากโรคอันตรายนี้

เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าและการแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายเด็ก

เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้าคือ ไลสซาไวรัส (Lyssavirus) ซึ่งอยู่ในกลุ่มรโดไวริเด (Rhabdoviridae) เชื้อนี้พบได้ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีเชื้อ โดยเฉพาะสุนัข แมว ค้างคาว โค กระบือ และสัตว์ฟันแทะบางชนิด การติดต่อสู่มนุษย์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านทางบาดแผลที่เกิดจากการถูกกัด การถูกข่วนจนมีเลือดออก หรือน้ำลายของสัตว์ที่มีเชื้อเข้าสู่แผลสด รอยถลอก หรือเยื่อบุต่างๆ เช่น ตา จมูก หรือปาก

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแคล เชื้อจะไม่เดินทางเข้าสู่กระแสเลือดทันที แต่จะอาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อบริเวณแผลระยะหนึ่งเพื่อเพิ่มจำนวน จากนั้นจะเริ่มเดินทางเข้าสู่ปลายประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nerves) และเคลื่อนตัวเข้าสู่ไขสันหลังและสมองด้วยความเร็วประมาณสามถึงร้อยมิลลิเมตรต่อวัน ระยะเวลาตั้งแต่ถูกกัดจนถึงแสดงอาการ (Incubation Period) ในเด็กอาจมีความแตกต่างกันตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์จนถึงเป็นปี ขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อ ตำแหน่งที่ถูกกัด (ยิ่งใกล้สมองและมีเส้นประสาทหนาแน่น เช่น ใบหน้า คอ ยิ่งแสดงอาการเร็ว) และความรุนแรงของบาดแผล

อาการและกระบวนการทำงานของวัคซีนพิษสุนัขบ้า

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายของเด็กสร้างแอนติบอดี (Antibodies) ขึ้นมาต่อต้านเชื้อไวรัสก่อนที่เชื้อจะเดินทางไปถึงสมอง วัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated Vaccine) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงมาก ไม่ก่อให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้าจากการฉีดวัคซีนแต่อย่างใด

ในกรณีที่เด็กไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนและถูกสัตว์กัดที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาดังนี้:

  • การล้างแผลและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น: ล้างแผลทันทีด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้งอย่างเบามือ แต่ให้ลึกถึงก้นแผล จากนั้นทาแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน (Povidone-Iodine) เพื่อลดจำนวนเชื้อไวรัสบริเวณแผล
  • การฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (Rabies Immunoglobulin - RIG): ในกรณีที่แผลมีความเสี่ยงสูง (เช่น แผลลึก แผลบริเวณใบหน้า หรือสัตว์มีอาการน่าสงสัย) แพทย์จะฉีดอิมมูโนโกลบูลินรอบบาดแผลให้มากที่สุด เพื่อให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปทำลายเชื้อไวรัสบริเวณแผลทันทีก่อนที่เชื้อจะเข้าเส้นประสาท
  • การฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อหรือผิวหนัง: ตามกำหนดวันที่แพทย์นัดหมาย ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นวันที่ศูนย์, สาม, เจ็ด, และสี่สิบห้า (หรือยี่สิบแปด ตามสูตรขององค์การอนามัยโลกและการวินิจฉัยของแพทย์ผู้รักษา)

อาการข้างเคียงที่พบบ่อยของวัคซีนพิษสุนัขบ้าในเด็ก

เช่นเดียวกับวัคซีนชนิดอื่นๆ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้หลังการฉีด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะที่และอาการทั่ว ที่ไม่รุนแรง สามารถหายได้เองภายในสองถึงสามวัน พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยประกอบด้วย:

  • อาการเฉพาะที่บริเวณที่ฉีด: มีอาการปวด บวม แดง ร้อน หรือคัน บริเวณกล้ามเนื้อต้นแขนหรือหน้าขา (ขึ้นอยู่กับอายุของเด็ก) อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงแรกและค่อยๆ ดีขึ้น
  • อาการทางร่างกายทั่วไป: มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ หรือรู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อย ซึ่งเกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำลังตอบสนองต่อวัคซีน
  • อาการทางผิวหนัง: อาจพบคราบผื่นแดงเล็กน้อยบริเวณรอบที่ฉีด ซึ่งไม่อันตรายและยุบหายได้เอง
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากเด็กมีอาการปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีด พ่อแม่สามารถใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นประคบเบาๆ ที่บริเวณแผลเพื่อลดอาการบวม และหากมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย สามารถให้รับประทานยาพาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวเพื่อบรรเทาอาการได้

สัญญาณเตือนอันตรายและอาการแพ้ที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

แม้ว่าวัคซีนพิษสุนัขบ้าสมัยใหม่จะมีความปลอดภัยสูงมาก แต่ในเด็กบางรายอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง (Severe Allergic Reaction / Anaphylaxis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทันที พ่อแม่ต้องสังเกตสัญญาณอันตรายเหล่านี้อย่างเคร่งครัด:

  • อาการแพ้รุนแรง (แอนาฟิแล็กซิส): หายใจมีเสียงหวีด หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม หรือมีผื่นลมพิษขึ้นกระจายทั่วตัวอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมงหลังฉีดวัคซีน
  • อาการทางระบบประสาทที่ผิดปกติ: มีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า กล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างฉับพลัน หรือมีอาการชักเกร็ง
  • ไข้สูงต่อเนื่อง: มีไข้สูงมากกว่าสามสิบเก้าองศาเซลเซียสที่ไม่ยอมลดลงหลังจากให้ยาลดไข้ และเด็กมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ภาวะขาดน้ำ: เด็กไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะนานเกินหกชั่วโมง ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการหายใจลำบาก หน้าบวม หรือมีผื่นลมพิษกระจายทั่วตัวหลังฉีดวัคซีน ให้รีบนำตัวส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาดเพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วิธีดูแลรักษาและปฏิบัติตัวของเด็กหลังฉีดวัคซีน

การดูแลเด็กหลังได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้ามีความสำคัญไม่แพ้การฉีดวัคซีน เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะได้รับภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์และไม่มีภาวะแทรกซ้อน พ่อแม่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์ดังนี้:

  • ปฏิบัติตามนัดหมายของแพทย์อย่างเคร่งครัด: การฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าต้องให้ครบทุกเข็มตามกำหนดเวลา ห้ามขาดหรือเลื่อนวันฉีดเด็ดขาด เพราะจะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่สูงพอที่จะป้องกันโรคได้
  • ดูแลความสะอาดของบาดแผลจากการถูกสัตว์กัด: หากมีแผลร่วมด้วย ให้ทำแผลตามคำแนะนำของพยาบาล หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนน้ำจนกว่าแผลจะแห้งสนิทเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: ให้เด็กงดกิจกรรมที่ใช้พลังงานมากหรือการออกกำลังกายหนักๆ ในช่วงสองถึงสามวันแรกหลังฉีดวัคซีน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัวและสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่
  • บันทึกอาการข้างเคียง: จดบันทึกอาการที่เกิดขึ้นในแต่ละวันหลังฉีดวัคซีน เพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบในการมารับวัคซีนเข็มถัดไป

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่พ่อแม่ต้องรู้เพิ่มเติม

ในการดูแลเด็กที่มารับวัคซีนพิษสุนัขบ้า มีข้อควรปฏิบัติทางการแพทย์ที่พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของบุตรหลาน:

  • ห้ามงดหรือหยุดฉีดวัคซีนกลางคัน: แม้ว่าสัตว์ที่กัดจะยังมีชีวิตอยู่หลังจากผ่านไปสิบวัน พ่อแม่ก็ควรปรึกษาสัตวแพทย์และแพทย์ผู้รักษาเพื่อประเมินความจำเป็น แต่โดยทั่วไปในประเทศไทยแนะนำให้ฉีดครบคอร์สตามมาตรฐานความปลอดภัย
  • การใช้ยาแก้ปวดลดไข้: สามารถให้ยาพาราเซตามอลแก่เด็กเพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวดได้ โดยต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) ห้ามให้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์และโรคตับอักเสบสมองอักเสบ
  • การสังเกตอาการสัตว์: หากเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน พ่อแม่ควรแยกสัตว์เลี้ยงกักบริเวณไว้ดูอาการเป็นเวลาสิบวัน และรีบแจ้งแพทย์หากสัตว์มีอาการป่วยหรือตาย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างความปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้าในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เด็กถูกสัตว์กัดหรือข่วนเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตัดวงจรของโรคพิษสุนัขบ้า พ่อแม่ควรปลูกฝังสุขอนามัยและความปลอดภัยให้แก่เด็กตั้งแต่อายุยังน้อย:

  • การจัดการสัตว์เลี้ยงในบ้าน: นำสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกตัวในบ้าน เช่น สุนัขและแมว ไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าประจำปีอย่างสม่ำเสมอ
  • การสอนกฎความปลอดภัยกับสัตว์: สอนให้เด็กเข้าใจว่าไม่ควรเข้าไปเล่นกับสัตว์แปลกหน้า สัตว์ที่กำลังกินอาหาร สัตว์ที่กำลังนอนหลับ หรือสัตว์ที่แสดงอาการดุร้าย ขู่ หรือหวงถิ่น
  • ห้ามแหย่หรือแกล้งสัตว์: สอนเด็กให้หลีกเลี่ยงการดึงหาง ดึงหู หรือทำร้ายสัตว์เลี้ยง เพราะอาจทำให้สัตว์ตกใจและกัดเพื่อป้องกันตัวได้
  • การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ: สอนให้เด็กเมื่อถูกสัตว์กัดหรือข่วนต้องรีบมาบอกพ่อแม่ทันที เพื่อจะได้ล้างแผลและมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาได้อย่างรวดเร็วที่สุด

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการรับมือวัคซีนพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นภัยร้ายแรงใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลย เมื่อเด็กถูกสัตว์กัดหรือข่วน การตัดสินใจที่รวดเร็วในการพาไปพบแพทย์เพื่อรับการล้างแผล ฉีดอิมมูโนโกลบูลิน และรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามกำหนดคือกุญแจสำคัญในการรักษาชีวิตของลูกน้อย อาการข้างเคียงจากวัคซีนส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะที่หรือไข้ต่ำๆ ซึ่งสามารถดูแลได้ที่บ้านอย่างปลอดภัย

พ่อแม่ผู้ดูแลควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบอาการแพ้รุนแรง หายใจลำบาก หรือมีไข้สูงผิดปกติ ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามนัดหมายของแพทย์อย่างครบถ้วนทุกเข็ม เพื่อสร้างเกราะป้องกันภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์และปกป้องลูกรักให้เติบโตอย่างปลอดภัยไร้กังวลจากโรคพิษสุนัขบ้า

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down