ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกถ่ายเป็นมูกเลือด: ความรุนแรงที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

อาการถ่ายเป็นมูกเลือดในเด็กและทารกถือเป็นหนึ่งในอาการป่วยที่สร้างความตกใจและกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่มากที่สุด ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารในเด็ก ขอย้ำเตือนว่าอาการนี้ไม่ใช่เรื่องปกติและไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด การที่อุจจาระของเด็กมีมูกใส มูกเหนียว หรือมีเลือดปนออกมา ไม่ว่าจะมีปริมาณมากหรือน้อย ล้วนเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเยื่อบุลำไส้ ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การติดเชื้อรุนแรง โรคภูมิแพ้อาหาร ไปจนถึงภาวะลำไสกลืนกันที่เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

สถิติทางการแพทย์พบว่าภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กทารกแรกเกิดไปจนถึงเด็กโต แต่สาเหตุและแนวทางการรักษาจะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การสังเกตลักษณะอุจจาระ อาการร่วมอื่นๆ และการรีบพามาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่แม่นยำ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อลูกถ่ายเป็นมูกเลือด

กลไกหลักที่ทำให้เด็กถ่ายเป็นมูกเลือดเกิดจากการอักเสบ บวม แดง หรือมีการฉีกขาดของเยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่หรือลำไส้เล็กส่วนปลาย ทำให้เมือกที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อปกป้องลำไส้หลุดออกมาปะปนกับอุจจาระ ร่วมกับเส้นเลือดฝอยในบริเวณดังกล่าวแตกออกจนมีเลือดปนออกมาด้วย สาเหตุหลักทางการแพทย์แบ่งออกได้ดังนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Enteritis): เช่น เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella), ชีเกลลา (Shigella), แคมไพโลแบคเทอร์ (Campylobacter) และเชื้ออีโคไล (Pathogenic E. coli) เชื้อเหล่านี้มักเข้าสู่ร่างกายผ่านทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน ทำให้เกิดการอักเสบรุนแรง ไข้สูง และถ่ายเป็นมูกเลือด
  • การติดเชื้อไวรัส (Viral Gastroenteritis): แม้ไวรัสส่วนใหญ่จะทำให้ถ่ายเป็นน้ำ แต่วิรัสบางชนิดก็สามารถทำให้เด็กเล็กมีอาการถ่ายมีมูกปนได้เนื่องจากการระคายเคืองของลำไส้
  • การติดเชื้อปรสิตหรือพยาธิ: พบบ่อยในเด็กโตที่รับประทานอาหารที่ไม่สะอาดหรือดื่มน้ำที่ไม่ผ่านการต้มสุก
  • ภาวะแพ้อาหาร (Food Protein-Induced Allergic Proctocolitis - FPIAP): พบบ่อยในทารกอายุน้อยกว่าหนึ่งปีที่กินนมวัว หรือกินนมแม่แต่แม่รับประทานผลิตภัณฑ์จากนมวัว โปรตีนในนมวัวจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่ลำไส้ใหญ่ ทำให้ทารกถ่ายเป็นมูกเลือดโดยที่ไม่มีไข้และเด็กยังดูร่าเริงดี
  • ภาวะลำไสกลืนกัน (Intussusception): เป็นภาวะฉุกเฉินในทารกอายุประมาณหกเดือนถึงสามปี เกิดจากลำไส้ส่วนหนึ่งมุดเข้าไปในลำไส้อีกส่วนหนึ่ง ทำให้เกิดการอุดตัน ขาดเลือดไปเลี้ยง และถ่ายออกมาเป็นอุจจาระที่มีลักษณะเหมือนเยื่อเมือกปนเลือดสดหรือคล้ายเจลลี่ลูกเกด

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค

ลักษณะของอาการจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุหลัก หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย เด็กจะมีไข้สูง ปวดท้องเกร็ง คลื่นไส้ อาเจียน และถ่ายเหลวบ่อยครั้ง ในระยะแรกอาจเป็นอุจจาระเหลวธรรมดา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นมูกและมีเลือดปนในเวลาต่อมา เด็กจะมีอาการอ่อนเพลีย งอแงเนื่องจากปวดท้องมาก

ในกรณีที่เป็นภาวะแพ้อกโปรตีนนมวัว เด็กมักไม่มีไข้ ไม่ซึม กินนมได้ปกติ แต่น้ำหนักอาจขึ้นช้า และสังเกตเห็นมูกเลือดปนในอุจจาระเรื้อรัง สำหรับภาวะลำไสกลืนกัน เด็กจะมีอาการร้องกวน งอแงรุนแรงเป็นพักๆ เอามือกุมท้อง ขาชันเข้าหาลำตัว อาเจียนพุ่ง และถ่ายเป็นมูกเลือดในระยะต่อมา

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที:
  • ไข้สูงมากโดยเฉพาะในเด็กทารกอายุน้อยกว่าสามเดือน
  • อาการซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำเด็ดขาด
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมยุ๋มลงในทารก ปัสสาวะไม่ออกนานเกินหกชั่วโมง
  • ปวดท้องรุนแรงตลอดเวลา ท้องอืดแข็ง ท้องป่อง
  • อาเจียนพุ่งเป็นสีเขียวหรือมีเลือดปน
  • ถ่ายเป็นเลือดสดปริมาณมากโดยไม่มีอุจจาระปน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ของกุมารแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ลักษณะของอุจจาระ ระยะเวลาที่เป็น อาหารที่รับประทาน ประวัติการแพ้อาหารในครอบครัว และประวัติการรับประทานยา จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมถึงการคลำช่องท้องเพื่อหาความผิดปกติ

การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็นประกอบด้วย การตรวจอุจจาระ (Stool Examination) เพื่อหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเชื้อโรค การเพาะเชื้อจากอุจจาระ (Stool Culture) ในกรณีที่สงสัยการติดเชื้อแบคทีเรีย การตรวจเลือดเพื่อดูภาวะการติดเชื้อและการทำงานของไต และในบางกรณีที่มีความซับซ้อน แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound) เพื่อวินิจฉัยภาวะลำไสกลืนกันหรือความผิดปกติของโครงสร้างลำไส้

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาอาการถ่ายเป็นมูกเลือดจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่วินิจฉัยได้ ดังนี้

  • การรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย: หากผลตรวจยืนยันการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ที่จำเพาะเจาะจง ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองเด็ดขาด
  • การรักษาภาวะแพ้อาหาร: หากเกิดจากการแพ้นมวัว แพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนนมเป็นสูตรไฮโดรไลเซตอย่างเข้มข้น (Extensively Hydrolyzed Formula) หรือสูตรamino acid สำหรับทารก หรือให้มารดาหลีกเลี่ยงนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวทั้งหมดหากเลี้ยงด้วยนมแม่
  • การรักษาภาวะฉุกเฉิน: ภาวะลำไสกลืนกันจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยกุมารแพทย์ศัลยกรรม อาจใช้วิธีการสวนแป้งหรือสวนลมเพื่อดันลำไส้ให้กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม หรือต้องรับการผ่าตัดในกรณีที่ลำไส้เน่าตาย
  • การดูแลประคับประคองตามอาการ: การให้น้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts - ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ การให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด
คำแนะนำจากคุณหมอเกี่ยวกับการให้ยาพาราเซตามอล: ขนาดยาที่ถูกต้องสำหรับเด็กคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเพราะอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต และห้ามใช้ยาแก้ท้องเสียชนิดที่หยุดการบีบตัวของลำไส้ในเด็กเล็ก เพราะจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกายและอาการรุนแรงขึ้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

เมื่อลูกมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือด มีข้อปฏิบัติที่พ่อแม่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ดังนี้

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาหยุดถ่ายมาให้เด็กรับประทานเอง เพราะอาจทำให้เชื้อโรคถูกขับออกจากร่างกายไม่ได้ เกิดการคั่งของสารพิษ และทำให้อาการติดเชื้อแย่ลง
  • ห้ามชะล่าใจคิดว่าเด็กยังร่าเริงแล้วปล่อยทิ้งไว้ อาการถ่ายเป็นมูกเลือดจากบางสาเหตุสามารถทรุดหนักลงได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารมัน หรือนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวจนกว่าแพทย์จะยืนยันว่าลำไส้กลับคืนสู่สภาพปกติ
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเมื่อมีไข้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องบิดหมาดในการเช็ดตัว

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการเกิดซ้ำของอาการถ่ายเป็นมูกเลือดสามารถทำได้โดยการสร้างสุขอนามัยที่ดีในครอบครัว

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งก่อนเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
  • ปรุงอาหารให้สุกสะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงอาหารดิบ อาหารค้างคืน หรืออาหารที่ไม่มั่นใจเรื่องความสะอาด
  • สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นานอย่างน้อยหกเดือน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระบบทางเดินอาหาร
  • ระมัดระวังเรื่องการแนะนำอาหารเสริมตามวัยในทารกทีละชนิด เพื่อให้สามารถสังเกตอาการแพ้อาหารได้อย่างรวดเร็ว
  • พาเด็กรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโรตา
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ (Parent Actionable Checklist):
  1. สังเกตลักษณะของอุจจาระ สี ปริมาณมูกและเลือด รวมถึงอาการร่วมเช่น ไข้ อาเจียน ปวดท้อง
  2. งดการให้นมวัวหรืออาหารที่สงสัยว่าจะแพ้ทันทีหากสงสัยภาวะแพ้อาหาร
  3. ให้เด็กจิบเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต็พบบ่อยเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  4. บันทึกภาพอุจจาระหรือนำตัวอย่างอุจจาระใส่ภาชนะสะอาดมาให้แพทย์ตรวจวินิจฉัย
  5. รีบพาไปพบกุมารแพทย์ทันทีหากมีอาการร่วมอันตราย เช่น ไข้สูง ซึม หรืออาเจียนไม่หยุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down