ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวมของโรคไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลัน

โรคไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลัน (Acute Hepatitis A) เป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินอาหารที่มีความสำคัญทางสาธารณสุขทั่วโลก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus หรือ HAV) ซึ่งส่งผลให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันของเซลล์ตับ แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วโรคนี้จะมีพยากรณ์โรคที่ดีและสามารถหายขาดได้เองโดยไม่กลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง แต่ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงมากหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ผู้สูงอายุ (Elderly) ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังอยู่เดิม เช่น โรคตับแข็ง (Cirrhosis) หรือโรคตับอักเสบจากไขมันเกาะตับ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease) รวมถึงผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง สำหรับในกลุ่มเด็กเล็กและทารก (Infants and Young Children) แม้ว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยคล้ายไข้หวัด แต่เด็กก็เป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อที่สำคัญสู่บุคคลอื่นในครอบครัวผ่านทางอุจจาระและการสัมผัสใกล้ชิด การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของโรคและสัญญาณเตือนอันตรายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันการสูญเสีย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลัน

เชื้อก่อโรคคือ ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped RNA Virus) จัดอยู่ในตระกูล Picornaviridae ไวรัสชนิดนี้มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกายสูงมาก สามารถทนต่อความเป็นกรดในกระเพาะอาหารและทนความร้อนต่ำได้เป็นเวลานาน ทำให้สามารถแพร่กระจายและปนเปื้อนในแหล่งน้ำและอาหารได้ง่าย

ช่องทางการติดต่อของโรค (Transmission)

การติดต่อหลักเกิดขึ้นผ่านทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-Oral Route) โดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสที่ถูกขับออกมากับอุจจาระของผู้ติดเชื้อ การบริโภคอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ โดยเฉพาะอาหารทะเล เช่น หอยนางรม หรือหอยแครง ที่จับมาจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนน้ำเสีย ตลอดจนการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เช่น การดูแลผู้ป่วยโดยไม่ได้ล้างมือให้สะอาดหลังการเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือการมีเพศสัมพันธ์บางรูปแบบ

กลไกพยาธิสภาพในร่างกาย (Pathophysiology)

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางปาก จะเดินทางผ่านระบบทางเดินอาหารและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางลำไส้ จากนั้นไวรัสจะเดินทางไปที่ตับและเข้าสู่เซลล์ตับ (Hepatocytes) เพื่อทำการจำลองตัวเองและเพิ่มจำนวน กระบวนการทำลายเซลล์ตับไม่ได้เกิดจากตัวไวรัสโดยตรง (Non-cytopathic Virus) แต่เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Host Immune Response) โดยเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด ที-เซลล์ (Cytotoxic T-lymphocytes) และเซลล์เพชฌฆาต (Natural Killer Cells) จะเข้าไปทำลายเซลล์ตับที่ติดเชื้อไวรัส ส่งผลให้เกิดการอักเสบและการตายของเซลล์ตับ (Hepatocellular Necrosis) ซึ่งหากกระบวนการทำลายนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง จะนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันในที่สุด

อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรคของไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลัน

การดำเนินโรคของไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลันสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลักอย่างชัดเจน ดังนี้

1. ระยะฟักตัว (Incubation Period)

ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเริ่มแสดงอาการแรกเริ่ม โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 15 ถึง 50 วัน (เฉลี่ยประมาณ 28 วัน) ในระยะนี้ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแสดงใดๆ แต่สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสในอุจจาระและกระแสเลือดได้ และเริ่มแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ตั้งแต่ช่วงปลายของระยะฟักตัว

2. ระยะอาการนำ (Prodromal or Pre-icteric Phase)

เป็นระยะที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการทั่วไปที่ไม่จำเพาะเจาะจง มักเกิดขึ้นเฉียบพลัน โดยมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีไข้เฉียบพลัน (Acute onset of fever) มักเป็นไข้ต่ำถึงปานกลาง
  • อ่อนเพลียอย่างรุนแรง (Severe fatigue) เบื่ออาหาร (Anorexia) และน้ำหนักลดลง
  • คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวา (Right Upper Quadrant) ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
  • ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ (Myalgia and Arthralgia)

3. ระยะตัวเหลืองตาเหลือง (Icteric Phase)

มักเกิดขึ้นหลังจากมีอาการนำประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ ในระยะนี้ไข้จะเริ่มลดลง แต่อาการเหลืองจะปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเนื่องจากมีการสะสมของสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในร่างกาย

  • ตาเหลืองและตัวเหลือง (Scleral icterus and Jaundice)
  • ปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้ายสีน้ำชาเข้ม (Dark-colored urine) เนื่องจากมีบิลิรูบินขับออกทางไต
  • อุจจาระอาจมีสีซีดลง (Clay-colored stools) จากการอุดตันของทางเดินน้ำดีในตับ
  • มีอาการคันตามผิวหนัง (Pruritus) เนื่องจากการคั่งของเกลือน้ำดี (Bile salts)

4. ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase)

อาการตัวเหลืองตาเหลืองและอาการทั่วไปจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ โดยใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 12 สัปดาห์ ค่าการทำงานของตับจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ และผู้ป่วยจะสร้างภูมิคุ้มกันชนิดถาวร (IgG anti-HAV) ป้องกันการติดเชื้อซ้ำในอนาคต

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ระยะเวลาที่ผู้ป่วยแพร่เชื้อได้สูงสุดคือช่วง 2 สัปดาห์ก่อนเริ่มมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ดังนั้นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในครอบครัวและชุมชนต้องทำอย่างเข้มงวดตั้งแต่ระยะอาการนำ

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติ แต่อัตราการเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ยังคงมีอยู่ หากตรวจพบอาการเตือนสีแดง (Red Flags) ดังต่อไปนี้ ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันทีโดยไม่มีการรอคอย

  • ภาวะสมองจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy): มีอาการสับสน ซึมลงอย่างรวดเร็ว พูดจาไม่รู้เรื่อง นอนหลับมากเกินไปในเวลากลางวันแต่กระสับกระส่ายในเวลากลางคืน หรือมีอาการสั่นสะท้านของมือเมื่อเหยียดแขนตรง (Asterixis) ซึ่งบ่งชี้ว่าตับไม่สามารถขับสารพิษ (เช่น แอมโมเนีย) ออกจากร่างกายได้ จนสารพิษเข้าไปทำลายเซลล์สมอง
  • ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ (Coagulopathy): มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง มีรอยช้ำจ้ำเลือดเกิดขึ้นเองโดยไม่ได้กระแทก เลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือมีเลือดออกตามไรฟัน เนื่องจากตับวายจนไม่สามารถสร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด (Coagulation factors) ได้
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะมีปริมาณลดลงมากเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง ปากแห้ง ผิวหนังเหี่ยวแห้ง กระหม่อมบุ๋ม (ในทารก) หรือมีอาการหน้ามืดเป็นลมเมื่อลุกขึ้นยืน
  • อาการทางระบบทางเดินหายใจและหัวใจ: หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ หรือตัวเย็นชื้น ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะช็อก (Shock)
  • อาการปวดท้องรุนแรงและท้องอืดตึง: ปวดบริเวณใต้ชายโครงขวาอย่างรุนแรงร่วมกับท้องบวมโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง (Ascites)

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยเดินทางมาถึงโรงพยาบาล แพทย์เฉพาะทางจะดำเนินการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานระดับสากลเพื่อประเมินความรุนแรงและยืนยันการวินิจฉัยโรค ดังนี้

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย (History and Physical Examination)

แพทย์จะซักประวัติการรับประทานอาหารดิบ แหล่งน้ำดื่ม ประวัติการเดินทางไปในพื้นที่ระบาด หรือประวัติการสัมผัสกับผู้ป่วยที่มีอาการตัวเหลือง ร่วมกับการตรวจร่างกายเพื่อหาภาวะตัวเหลืองตาเหลือง ตรวจคลำตับเพื่อประเมินขนาดของตับ (Hepatomegaly) และความเจ็บปวด รวมถึงการตรวจประเมินระดับความรู้สึกตัวของสมอง

2. การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations)

  • การตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกัน (Serological Tests): ตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิด IgM anti-HAV ซึ่งจะให้ผลบวกในระยะเฉียบพลันของโรค และสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงประมาณ 3 ถึง 6 เดือนหลังการติดเชื้อ
  • การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test หรือ LFT):
    • ระดับเอนไซม์ตับ AST (SGOT) และ ALT (SGPT) จะสูงขึ้นอย่างรุนแรง มักสูงเกินกว่า 1,000 U/L บ่งชี้ถึงการทำลายของเซลล์ตับ
    • ระดับบิลิรูบินรวม (Total Bilirubin) และบิลิรูบินชนิดตรง (Direct Bilirubin) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
    • ระดับเอนไซม์ Alkaline Phosphatase (ALP) อาจสูงขึ้นเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • การตรวจการแข็งตัวของเลือด (Prothrombin Time และ INR): เป็นดัชนีที่สำคัญที่สุดในการประเมินภาวะตับวายเฉียบพลัน หากค่า INR มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 1.5 ร่วมกับมีอาการทางสมอง จะถือว่าผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะตับวายเฉียบพลัน

3. การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging Studies)

การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงบริเวณช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen) เพื่อประเมินสภาพของเนื้อตับ ขนาดของตับ และคัดกรองโรคอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายคลึงกัน เช่น นิ่วในถุงน้ำดีหรือการอุดตันของทางเดินน้ำดีส่วนนอก

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะ (Specific Antiviral Therapy) สำหรับโรคไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลัน การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) เพื่อรอให้ร่างกายและตับฟื้นฟูตัวเอง

การรักษาทางการแพทย์ในโรงพยาบาล

หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง คลื่นไส้อาเจียนจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้ หรือมีภาวะขาดน้ำ แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อหยดสารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluids) ตรวจติดตามสัญญาณชีพ และเฝ้าระวังระดับสารเคมีในเลือดและค่าการแข็งตัวของเลือดอย่างใกล้ชิด

การดูแลรักษาและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้กลับไปดูแลรักษาตัวที่บ้านได้ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่ (Bed Rest): ในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยควรลดกิจกรรมที่ต้องออกแรงและนอนพักผ่อนให้มากที่สุดเพื่อลดภาระงานของตับและเพิ่มปริมาณเลือดไปเลี้ยงตับ
  • การจัดการภาวะไข้ด้วยวิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge): หากผู้ป่วยมีไข้ ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องในการเช็ดตัว โดยใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดถูย้อนทิศทางการไหลของรูขุมขน (เช็ดจากปลายมือปลายเท้าเข้าหาหัวใจ) และเน้นการประคบตามบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ขาหนีบ รักแร้ และซอกคอ เพื่อระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำแข็งหรือแอลกอฮอล์ในการเช็ดตัวเด็ดขาดเนื่องจากอาจทำให้หลอดเลือดหดตัวและกักเก็บความร้อนไว้ภายในร่างกาย
  • การทดแทนน้ำและเกลือแร่: หากมีอาการอาเจียนหรือเบาะอาหาร ให้ผู้ป่วยจิบน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts หรือ ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันการขาดน้ำ
  • โภชนาการที่เหมาะสม: เนื่องจากตับอักเสบจะส่งผลให้การย่อยไขมันลดลง ผู้ป่วยควรได้รับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ย่อยง่าย และมีไขมันต่ำ (High Carbohydrate, Low Fat Diet) เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุป หรือผลไม้ และควรแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อย่อยๆ หลายมื้อต่อวันเพื่อลดอาการคลื่นไส้หลังรับประทานอาหาร
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในช่วงที่ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหารอย่างรุนแรง มักจะรับประทานอาหารได้ดีที่สุดในมื้อเช้า ดังนั้นควรเน้นจัดเตรียมอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและพลังงานสูงในมื้อเช้าให้แก่ผู้ป่วย

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลผู้ป่วยโรคตับอักเสบเฉียบพลันมีความละเอียดอ่อนสูงมาก ข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้เซลล์ตับถูกทำลายเพิ่มขึ้นจนเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

1. ข้อจำกัดและอันตรายจากการใช้ยาพาราเซตามอล (Acetaminophen)

ยาพาราเซตามอลเป็นยาที่ถูกเปลี่ยนสภาพและขับออกทางตับ ในภาวะที่ตับกำลังอักเสบเฉียบพลัน ความสามารถในการกำจัดยาจะลดลงอย่างมาก การได้รับยาพาราเซตามอลเกินขนาดจะซ้ำเติมให้เซลล์ตับตายอย่างรวดเร็ว

  • ขนาดยาที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก: ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงของเด็กอย่างเคร่งครัด โดยใช้ขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง และให้ห่างกันอย่างน้อยทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้สูงเท่านั้น
  • ขนาดสูงสุดที่ห้ามเกิน: ห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน (หรือห้ามเกิน 75 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันในเด็ก) และสำหรับผู้ใหญ่ห้ามรับประทานเกิน 4 กรัมต่อวัน หากไข้ไม่ลดลงหลังจากให้ยาในขนาดที่ถูกต้องแล้ว ห้ามเพิ่มขนาดยาเด็ดขาด แต่ให้ใช้วิธีการเช็ดตัวลดไข้อย่างเข้มข้นทดแทน

2. ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะและยาอื่นภายนอกโดยไม่ปรึกษาแพทย์

เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส การรับประทานยาปฏิชีวนะ (Antibiotics หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) จึงไม่มีประโยชน์ในการรักษาโรค และยาปฏิชีวนะหลายชนิด รวมถึงยาสมุนไพร ยาต้ม ยาหม้อ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิด มีกลไกการขับออกผ่านทางตับ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะพิษต่อตับซ้ำซ้อน (Drug-induced Liver Injury) และเร่งให้เกิดภาวะตับวายเฉียบพลันได้

3. หลีกเลี่ยงยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) และยาแอสไพริน (Aspirin)

หากผู้ป่วยยังมีไข้และยังไม่ได้รับการวินิจฉัยแยกโรคจากไข้เลือดออกอย่างชัดเจน การใช้ยากลุ่มนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงอื่นๆ

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดประกอบด้วยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลและการฉีดวัคซีนป้องกัน

การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccination)

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูงมาก (มากกว่าร้อยละ 95 ถึง 99)

  • ตารางการฉีดวัคซีนสำหรับเด็ก: แนะนำให้เริ่มฉีดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดเข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 6 ถึง 12 เดือน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวที่สามารถป้องกันโรคได้ตลอดชีวิต
  • บุคคลทั่วไปที่ควรได้รับวัคซีน: ผู้ที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ระบาดของโรค ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วย

สุขอนามัยและการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในชีวิตประจำวัน

  • ยึดหลักส้วมสะอาดและล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธีเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที หลังจากเข้าห้องน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก และก่อนการเตรียมอาหารหรือรับประทานอาหารทุกครั้ง
  • บริโภคอาหารที่ปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อนสูงเท่านั้น หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ โดยเฉพาะอาหารทะเลและหอยต่างๆ
  • ดื่มน้ำที่สะอาด ได้มาตรฐาน หรือน้ำที่ผ่านการต้มเดือดแล้วเท่านั้น และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำแข็งที่ไม่สะอาด

กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลผู้ป่วย

ตารางสรุปขั้นตอนการประเมินและการจัดการสถานการณ์อย่างรวดเร็วสำหรับผู้ดูแลเมื่อสงสัยว่าผู้ป่วยในบ้านติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลัน

สถานการณ์และอาการที่พบ แนวทางปฏิบัติที่ต้องทำทันที
ผู้ป่วยมีไข้ อ่อนเพลีย ตัวเหลืองและตาเหลือง เริ่มปัสสาวะสีเข้ม นำผู้ป่วยเข้าพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายและตรวจเลือดเพื่อยืนยันการวินิจฉัย แยกของใช้ส่วนตัวและห้องน้ำของผู้ป่วยล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสตัวผู้ป่วย
มีไข้สูงและปวดเมื่อยตามร่างกายในระหว่างที่รอผลตรวจ ใช้การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นบ่อยๆ หากจำเป็นต้องใช้ยาพาราเซตามอล ให้คำนวณขนาดตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ยาสมุนไพรหรือยาซื้อเองเด็ดขาด
ผู้ป่วยมีอาการซึมลง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง มือสั่น หรือมีจุดเลือดออกตามตัว นี่คือภาวะฉุกเฉินระดับวิกฤต (ตับวายเฉียบพลัน) ให้รีบนำส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีเพื่อช่วยชีวิต
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down