ภาพรวมของโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Overview)
โรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินอาหารและตับที่พบได้บ่อยทั่วโลก เกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus: HAV) เข้าสู่ร่างกายผ่านการบริโภคอาหาร น้ำดื่ม หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ แม้ฟังดูน่ากังวล แต่ในทางการแพทย์ โรคนี้มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากไวรัสตับอักเสบบีและซี
คำถามสำคัญที่คนไข้และผู้ดูแลมักถามบ่อยที่สุดคือ "ติดไวรัสตับอักเสบเอแล้วรักษาหายไหม?" คำตอบทางการแพทย์คือ "สามารถรักษาหายขาดได้ 100%" เนื่องจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอก่อให้เกิดการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน (Acute Infection) เท่านั้น ไม่พัฒนากลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Hepatitis) ไม่ทำให้เกิดภาวะตับแข็งเรื้อรัง และไม่พัฒนาไปเป็นมะเร็งตับในระยะยาว เมื่อร่างกายกำจัดเชื้อหมดแล้ว ผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันถาวรตลอดชีวิต ไม่กลับมาเป็นซ้ำจากสายพันธุ์เดิมอีก
กลุ่มเสี่ยงที่มีความเสี่ยงสูงต่ออาการรุนแรง
- เด็กเล็กและทารก (Infants & Young Children): มักติดเชื้อโดยไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยคล้ายไข้หวัด แต่เด็กเล็กจะเป็นตัวแพร่เชื้อชั้นดีไปสู่ผู้สูงอายุหรือสมาชิกในครอบครัว
- ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ (Adults & Elderly): หากติดเชื้อในวัยผู้ใหญ่ มักแสดงอาการรุนแรง มีภาวะตัวเหลืองตาเหลืองชัดเจน และใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าเด็ก
- ผู้ที่มีโรคตับเดิมอยู่แล้ว (Pre-existing Liver Disease): เช่น ผู้ป่วยตับแข็ง ตับอักเสบเรื้อรังจากสาเหตุอื่น หรือภาวะไขมันพอกตับ กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure)
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes & Pathophysiology)
การเข้าใจกลไกการเกิดโรคช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวระมัดระวังการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไวรัสตับอักเสบเอเป็นไวรัสชนิด RNA จัดอยู่ในตระกูล Picornaviridae มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม กรดในกระเพาะอาหาร และความเย็นได้ดี
ช่องทางการติดต่อ (Routes of Transmission)
การติดต่อหลักเกิดขึ้นผ่านทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-Oral Route) ได้แก่:
- การรับประทานอาหารดิบ อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ โดยเฉพาะอาหารทะเลจำพวกหอยและหอยสองฝาที่จับจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนน้ำเสีย
- การดื่มน้ำหรือน้ำแข็งที่ไม่ผ่านการต้มสุกหรือไม่มีระบบกรองที่ได้มาตรฐาน
- การรับประทานอาหารที่ปรุงโดยผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้ล้างมืออย่างถูกต้องหลังการใช้ห้องน้ำ
- การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อในครัวเรือน หรือศูนย์ดูแลเด็กเล็ก (Daycare Centers)
กลไกการดำเนินโรคในร่างกาย (Pathophysiology)
เมื่อเชื้อไวรัสตับอักเสบเอเข้าสู่ร่างกายผ่านการกลืน เชื้อจะผ่านกระเพาะอาหาร เข้าสู่ลำไส้เล็ก และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อเดินทางไปยังตับ ไวรัสจะเข้าไปขยายพันธุ์ภายในเซลล์ตับ (Hepatocytes) ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (T-lymphocytes) จะส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวมาทำลายเซลล์ตับที่ติดเชื้อกระบวนการนี้ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับ เซลล์ตับบวมน้ำ และบวมเต่งจนขัดขวางการไหลของน้ำดี ทำให้ค่าเอนไซม์ตับ (ALT และ AST) ในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเกิดภาวะการคั่งของบิลิรูบิน (Bilirubin) ส่งผลให้เกิดอาการตัวเหลืองตาเหลือง
ระยะฟักตัว (Incubation Period) ของโรคอยู่ที่ประมาณ 15 ถึง 50 วัน (ค่าเฉลี่ยประมาณ 28 วัน) โดยผู้ป่วยจะสามารถแพร่เชื้อได้สูงสุดในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์ก่อนที่อาการตัวเหลืองจะปรากฏขึ้น
ระยะของโรคและอาการแสดง (Symptoms & Disease Progression)
อาการของโรคตับอักเสบเอแบ่งออกเป็น 3 ระยะอย่างชัดเจน การสังเกตอาการในแต่ละระยะช่วยให้ปรับการดูแลได้อย่างเหมาะสม:
1. ระยะนำหรือระยะก่อนตาเหลืองตัวเหลือง (Prodromal or Pre-Icteric Phase)
ระยะนี้มักเกิดขึ้นฉับพลันและคงอยู่ประมาณ 5 ถึง 7 วัน อาการจะคล้ายกับโรคติดเชื้อไวรัสทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยหลายรายเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดใหญ่:
- ไข้ต่ำถึงไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวและข้อต่อ
- อ่อนเพลียอย่างมาก เหนื่อยล้า ไม่มีแรง
- เบื่ออาหารอย่างรุนแรง (Anorexia) รู้สึกไม่อยากอาหาร แม้แต่ของโปรด
- คลื่นไส้ อาเจียน รู้สึกแน่นอึดอัดบริเวณท้องท่อนบนด้านขวา (ใต้ชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ)
2. ระยะตาเหลืองตัวเหลือง (Icteric Phase)
เกิดขึ้นหลังจากระยะนำประมาณ 1 สัปดาห์ และคงอยู่ประมาณ 2 ถึง 6 สัปดาห์ ในระยะนี้ไข้มักจะลดลง แต่อาการจำเพาะของตับจะปรากฏชัดเจน:
- ปัสสาวะสีชาเข้ม (Dark Urine): ปัสสาวะมีสีเหมือนน้ำชาเข้มหรือโค้ก เกิดจากไตขับบิลิรูบินที่ละลายน้ำได้ออกทางปัสสาวะ
- ตาเหลืองตัวเหลือง (Jaundice): ตาขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ผิวหนังเหลืองชัดเจน
- อุจจาระสีซีด (Pale Stools): อุจจาระมีสีคล้ายดินสอพองหรือสีครีม เนื่องจากน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ตามปกติ
- อาการคันตามผิวหนัง (Pruritus): เกิดจากการสะสมของเกลือน้ำดี (Bile Salts) ใต้ชั้นผิวหนัง
3. ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase)
อาการตัวเหลืองตาเหลืองและปัสสาวะสีชาจะค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ ความอยากอาหารจะเริ่มกลับคืนมา ผู้ป่วยจะรู้สึกมีพลังงานมากขึ้น การฟื้นตัวสมบูรณ์ของเซลล์ตับและการกลับมาเป็นปกติของค่าเอนไซม์ตับมักใช้เวลาตั้งแต่ 1 ถึง 2 เดือน แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือน
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
แม้โรคตับอักเสบเอส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่มีผู้ป่วยประมาณ 0.5% ถึง 1% ที่อาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต หากพบสัญญาณเตือนต่อไปนี้ ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที:
- อาการทางสมองจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy): มีอาการสับสน ซึมลง สับสนเรื่องเวลาและสถานที่ พูดจาไม่รู้เรื่อง อารมณ์ฉุนเฉียวผิดปกติ หรือนอนหลับมากผิดปกติในเวลากลางวันและกระวนกระวายในเวลากลางคืน
- อาเจียนรุนแรงจนทานอะไรไม่ได้: ไม่สามารถดื่มน้ำหรือทานอาหารได้เลย ส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง (ปัสสาวะไม่ออก ปากแห้ง ผิวแห้ง ตาลึกบุ๋ม)
- ภาวะเลือดออกผิดปกติ: เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระมีสีดำสนิท (Melena) เนื่องจากตับไม่สามารถสร้างสารลิ่มเลือดได้ตามปกติ
- ท้องบวมโตหรือขาบวม: มีการสะสมของน้ำในช่องท้อง (Ascites) หรือบวมบริเวณเท้าและขาอย่างรวดเร็ว
- อาการปวดท้องรุนแรง: ปวดแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวาอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)
การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบเออาศัยการประเมินทางคลินิกร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันผลอย่างแม่นยำ:
1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย (History & Physical Examination)
แพทย์จะสอบถามประวัติการบริโภคอาหาร เช่น การทานอาหารทะเลดิบ ประวัติเดินทางไปยังพื้นที่ระบาด ประวัติบุคคลรอบข้างที่เป็นโรคตับอักเสบ ตรวจพบตับโตและมีอาการเจ็บเมื่อกดบริเวณใต้ชายโครงขวา ตรวจดูภาวะตาเหลืองและผิวเหลือง
2. การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests)
- การตรวจหาภูมิคุ้มกันจำเพาะ (Serology Test):
- IgM anti-HAV: ผลเป็นบวก (Positive) บ่งบอกถึงการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอระยะเฉียบพลัน ตรวจพบได้ตั้งแต่เริ่มมีอาการและจะคงอยู่ประมาณ 3 ถึง 6 เดือน
- IgG anti-HAV: บ่งบอกถึงการมีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่ว่าจากการเคยติดเชื้อในอดีต หรือได้รับวัคซีนป้องกัน
- การตรวจทำงานของตับ (Liver Function Test - LFT):
- ALT (SGPT) และ AST (SGOT): จะมีค่าสูงขึ้นอย่างมาก มักสูงเกิน 1,000 U/L (ค่าปกติทั่วไปไม่เกิน 40 U/L) บ่งบอกถึงการบาดเจ็บของเซลล์ตับ
- Bilirubin (Total & Direct Bilirubin): ค่าบิลิรูบินในเลือดจะสูงขึ้น สอดคล้องกับอาการตัวเหลืองตาเหลือง
- Prothrombin Time (PT) และ INR: การตรวจความสามารถในการแข็งตัวของเลือด เป็นสำคัญที่สุดในการประเมินความรุนแรงของตับ หากค่า PT ยาวนานขึ้นหรือ INR สูงเกิน 1.5 แสดงว่าตับเริ่มสูญเสียหน้าที่การทำงานอย่างรุนแรง
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงสำหรับฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ การรักษาหลักตามมาตรฐานทางการแพทย์คือ "การรักษาตามอาการและการดูแลประคบประคอง (Supportive & Symptomatic Treatment)" เพื่อรอให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำจัดเชื้อไวรัสออกไปเอง
1. การพักผ่อนและการฟื้นฟูร่างกาย
การพักผ่อนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยควรนอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ ลดการออกกำลังกายหนักและการทำงานที่ใช้แรง เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงตับได้สูงสุด ช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ตับที่เสียหาย
2. การจัดการภาวะไข้และอาการปวดอย่างปลอดภัย
หากมีไข้ สามารถเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำธรรมดา (Tepid Sponge) เช็ดวนเข้าหาหัวใจ และดูแลเรื่องการใช้ยาอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์
3. การชดเชยน้ำและเกลือแร่
หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้จิบน้ำเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำและเสียสมดุลเกลือแร่
อาหารที่ควรเลี่ยงและข้อควรระวังเพื่อไม่ให้ตับทำงานหนัก
ตับเปรียบเสมือนโรงงานแปรรูปอาหารและกำจัดสารพิษของร่างกาย เมื่อตับอักเสบ การเลือกสารอาหารที่เหมาะสมจึงช่วยลดภาระงานของตับได้อย่างมาก
อาหารและเครื่องดื่มที่ต้องหลีกเลี่ยงเด็ดขาด (Crucial Dietary Restrictions)
- เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด: แอลกอฮอล์เป็นสารพิษต่อตับโดยตรง (Direct Hepatotoxin) การดื่มแอลกอฮอล์ขณะตับอักเสบอาจส่งผลให้เซลล์ตับตายอย่างรวดเร็วและเกิดภาวะตับวายได้ ต้องงดอย่างน้อย 3 ถึง 6 เดือนหลังหายดี
- อาหารไขมันสูงและของทอด: เช่น ข้าวขาหมู แกงกะทิ ของทอด อาหารแปรรูปไขมันสูง เนื่องจากตับผลิตน้ำดีได้ลดลง การย่อยไขมันจึงทำได้ยาก ทำให้เกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ และแน่นท้องอย่างรุนแรง
- อาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ: ห้ามทานซูชิ ปลาดิบ หอยนางรมสด ไข่ดิบ หรือเนื้อสัตว์ไม่สุก เพราะอาจซ้ำเติมด้วยการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร
- สมุนไพร อาหารเสริม และยาต้มที่ไม่จำเป็น: อาหารเสริม สมุนไพรหลายชนิด หรือยาวิตามินขนาดสูง ต้องผ่านการเมแทบอลิซึมที่ตับ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะตับอักเสบจากยาหรือสมุนไพร (Drug-Induced Liver Injury) ซ้ำเติม
- อาหารรสจัดและอาหารหมักดอง: อาหารเผ็ดจัด เค็มจัด หรืออาหารหมักดอง ระคายเคืองทางเดินอาหารและเพิ่มภาระการทำงานของตับ
โภชนาการที่แนะนำเพื่อการฟื้นตัวของตับ
- อาหารคาร์โบไฮเดรตย่อยง่าย: เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส ขนมปังขาว ให้พลังงานสูงโดยไม่เพิ่มภาระแก่ตับ ในช่วงที่มีอาการคลื่นไส้ช่วงเช้า แนะนำให้ทานอาหารคาร์โบไฮเดรตเบาๆ ทันทีที่ตื่นนอน
- โปรตีนคุณภาพดีในปริมาณที่เหมาะสม: เมื่ออาการคลื่นไส้เริ่มดีขึ้น ควรได้รับโปรตีนเพื่อซ่อมแซมเซลล์ตับ เช่น ไข่ขาว เนื้อปลา อกไก่ เต้าหู้ (หลีกเลี่ยงเนื้อแดงที่มีไขมันแทรกมาก)
- แบ่งรับประทานเป็นมื้อย่อย (Small, Frequent Meals): แบ่งทานวันละ 5 ถึง 6 มื้อเล็กๆ แทนการทานมื้อใหญ่ 3 มื้อ ช่วยลดอาการแน่นท้องและคลื่นไส้
- ผักและผลไม้สดที่ล้างสะอาด: รับประทานผักต้มสุก ผลไม้รสไม่หวานจัด เช่น กล้วยน้ำว้า แอปเปิล เพื่อได้รับวิตามินและแร่ธาตุธรรมชาติ
ข้อควรระวังสำคัญทางการแพทย์และการใช้ยา (Crucial Medical Precautions)
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ยาอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ป่วยโรคตับอักเสบเอได้:
1. ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องและปลอดภัย (Paracetamol Dosing)
ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ถูกเมแทบอลิซึมที่ตับเป็นหลัก หากรับประทานเกินขนาด จะเกิดสารพิษ NAPQI ที่ทำลายเซลล์ตับโดยตรง
- สำหรับผู้ใหญ่: รับประทานครั้งละไม่เกิน 1 เม็ด (500 มิลลิกรัม) ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้ ปริมาณรวมสูงสุดต้องไม่เกิน 2,000 ถึง 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน (ห้ามทานถึง 4,000 มิลลิกรัมตามขนาดปกติในคนทั่วไป)
- สำหรับเด็ก: ให้ยาตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด ในขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ห้ามเกิน 4 ครั้งต่อวัน หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ
2. ห้ามทานยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) เองเด็ดขาด
เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ซึ่งใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียจะไม่สามารถทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบเอได้ นอกจากนี้การทานยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นยังเพิ่มภาระให้ตับในการขับยาและอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง
วิธีป้องกันและการฉีดวัคซีน (Prevention & Vaccination)
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงผ่านการปรับเปลี่ยนสุขอนามัยและการรับวัคซีน:
1. วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine)
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายที่มีความปลอดภัยสูงมาก มีประสิทธิภาพสร้างภูมิคุ้มกันได้มากกว่า 95% ถึง 99% และให้ผลคุ้มกันยาวนานหลายสิบปี
- กำหนดการฉีด: ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 6 ถึง 12 เดือน
- ช่วงอายุที่เริ่มฉีดได้: สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ขวบขึ้นไป
- กลุ่มที่แนะนำให้ฉีด: เด็กเล็ก ผู้ที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกัน ผู้ที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ระบาด ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง และผู้ประกอบอาหาร
2. หลักสุขอนามัยในการดำรงชีวิต
- ยึดหลัก "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" อย่างเคร่งครัด
- ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดอย่างน้อย 20 วินาที หลังจากเข้าห้องน้ำ ก่อนเตรียมอาหาร และก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
- ดื่มน้ำสะอาดที่ผ่านการต้มสุก หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน
- เลือกซื้ออาหารจากร้านที่สะอาด และปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อนสูงเสมอ
สรุปคู่มือการดูแลผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเอ (Patient & Caregiver Actionable Checklist)
- พบแพทย์เพื่อตรวจเลือดยืนยัน: ตรวจ IgM anti-HAV และประเมินค่าเอนไซม์ตับ (ALT/AST) และความสามารถในการแข็งตัวของเลือด (PT/INR)
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด: รวมทั้งงดอาหารมัน ของทอด อาหารดิบ สมุนไพร และอาหารเสริมทุกชนิด
- ปรับรูปแบบอาหาร: ทานอาหารย่อยง่าย แบ่งเป็นมื้อย่อย 5-6 มื้อต่อวัน จิบน้ำเกลือแร่อย่างสม่ำเสมอ
- ควบคุมการใช้ยาอย่างเคร่งครัด: ทานพาราเซตามอลเฉพาะเมื่อจำเป็นตามขนาดน้ำหนักตัว และไม่เกินปริมาณสูงสุดต่อวัน ห้ามซื้อยาฆ่าเชื้อทานเอง
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: งดการออกกำลังกายหนักและการทำงานหนักในระยะ 2-4 สัปดาห์แรก
- ป้องกันการแพร่เชื้อในบ้าน: แยกของใช้ส่วนตัว ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังขับถ่าย และให้สมาชิกในบ้านที่ไม่เคยเป็นโรคไปฉีดวัคซีนป้องกัน
- เฝ้าระวังสัญญาณเตือนอันตราย: หากมีอาการซึม สับสน เลือดออกผิดปกติ หรืออาเจียนไม่หยุด ให้รีบมาพบแพทย์ทันที