ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความสำคัญทางการแพทย์ของโรคไวรัสตับอักเสบเอในผู้ใหญ่

โรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเซลล์ตับ แม้ว่าในอดีตหลายคนจะคุ้นเคยว่าโรคนี้มักพบระบาดในเด็ก แต่ในปัจจุบันด้วยระบบสาธารณสุขและสุขอนามัยที่ดีขึ้น ทำให้ประชากรในวัยเด็กและวัยรุ่นยุคใหม่ไม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ส่งผลให้สถิติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอในกลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ความน่ากลัวทางการแพทย์ของโรคนี้คือ ความรุนแรงของโรคแปรผันตรงกับอายุ ในขณะที่เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปีที่ติดเชื้อมักไม่มีอาการแสดงหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยเหมือนไข้หวัดทั่วไป แต่สำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้มักก่อให้เกิดอาการตับอักเสบเฉียบพลันอย่างรุนแรง มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองชัดเจน และต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูร่างกายนานหลายเดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก คำถามที่ว่า ผู้ใหญ่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอไหม จึงเป็นประเด็นสำคัญทางการแพทย์ที่ต้องการคำอธิบายอย่างรอบด้าน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes and Pathophysiology)

โรคไวรัสตับอักเสบเอเกิดจากเชื้อไวรัส Hepatitis A Virus (HAV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิด RNA สายเดี่ยวไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped RNA virus) จัดอยู่ในตระกูล Picornaviridae คุณสมบัติการไม่มีเปลือกหุ้มทำให้เชื้อไวรัสชนิดนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกายสูงมาก สามารถทนต่อความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ทนต่อความร้อนต่ำ และมีชีวิตอยู่ในน้ำหรือสิ่งแวดล้อมได้นานหลายเดือน

การติดต่อของโรคเกิดขึ้นผ่านทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-Oral Route) โดยมีกลไกและปัจจัยกระตุ้นการแพร่กระจายดังนี้

  • การรับประทานอาหารและน้ำปนเปื้อน: การบริโภคอาหารที่ปรุงไม่สุก โดยเฉพาะอาหารทะเลจำพวกหอยสองฝา เช่น หอยนางรม หอยแครง ที่จับมาจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล หรือการดื่มน้ำและน้ำแข็งที่ไม่สะอาด
  • การติดต่อโดยตรงจากคนสู่คน: ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ หรือการสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนละอองอุจจาระของผู้ป่วยแล้วนำมือเข้าปากโดยไม่ได้ล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะ
  • การมีเพศสัมพันธ์: โดยเฉพาะในกลุ่มชายรักชาย (Men who have sex with men - MSM) หรือการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักและทางปาก

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปาก ไวรัสจะผ่านกระเพาะอาหารและถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตผ่านหลอดเลือดดำพอร์ทัล (Portal vein) เพื่อเข้าสู่เซลล์ตับ (Hepatocytes) ตัวไวรัสจะเริ่มกระบวนการเพิ่มจำนวนภายในเซลล์ตับโดยไม่ทำลายเซลล์ตับโดยตรง (Non-cytopathic) แต่ความเสียหายของตับและอาการอักเสบที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลมาจากปฏิกิริยาการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกายเอง (Immune-mediated response) โดยเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด ที-เซลล์ (T-lymphocytes) จะเข้าไปทำลายเซลล์ตับที่ติดเชื้อเพื่อกำจัดไวรัส ส่งผลให้เกิดการอักเสบและการตายของเซลล์ตับในวงกว้าง

อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรค (Symptoms and Disease Progression)

ระยะฟักตัว (Incubation Period) ของโรคไวรัสตับอักเสบเอเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 14 ถึง 28 วัน (ช่วงกว้างตั้งแต่ 15 ถึง 50 วัน) โดยการดำเนินโรคสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลักดังนี้

1. ระยะอาการนำ (Prodromal or Pre-icteric Phase)

เป็นระยะเริ่มต้นที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการทั่วไปคล้ายกับโรคติดเชื้อไวรัสอื่นๆ อาการมักเกิดขึ้นเฉียบพลัน ได้แก่ ไข้เฉียบพลัน อ่อนเพลียอย่างรุนแรง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหารอย่างมาก คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องบริเวณชายโครงขวาซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ ระยะนี้มักดำเนินอยู่ประมาณ 2 ถึง 7 วัน

2. ระยะเหลือง (Icteric Phase)

เกิดขึ้นเมื่อการอักเสบของตับส่งผลต่อการขับสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ผู้ป่วยจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่สำคัญ ได้แก่

  • ปัสสาวะสีเข้ม: ปัสสาวะจะมีสีเข้มจัดคล้ายน้ำชาแก่หรือน้ำเก๊กฮวยเข้มๆ เกิดจากการที่บิลิรูบินชนิดละลายน้ำได้ (Conjugated bilirubin) ล้นเข้าสู่กระแสเลือดและถูกขับออกทางไต
  • ตาเหลืองตัวเหลือง (Jaundice): ตาขาวจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ตามด้วยผิวหนังที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม
  • อุจจาระสีซีด: เนื่องจากบิลิรูบินไม่สามารถขับลงสู่ลำไส้ได้ตามปกติ ทำให้อุจจาระขาดสีน้ำตาลตามธรรมชาติ
  • อาการคันตามผิวหนัง: เกิดจากการสะสมของเกลือน้ำดี (Bile salts) ใต้ผิวหนัง

ในระยะนี้ ไข้มักจะเริ่มลดลง แต่อาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ และแน่นท้องอาจยังคงอยู่ โดยระยะเหลืองนี้จะคงอยู่ประมาณ 1 ถึง 4 สัปดาห์

3. ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase)

เป็นระยะที่อาการตัวเหลืองตาเหลืองค่อยๆ จางลง ความอยากอาหารเริ่มกลับมาเป็นปกติ และอาการอ่อนเพลียดีขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ค่าการทำงานของตับในเลือดอาจใช้เวลาตั้งแต่ 2 ถึง 6 เดือนในการกลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติโดยสมบูรณ์ ทั้งนี้ โรคไวรัสตับอักเสบเอจะไม่กลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Hepatitis) และไม่ก่อให้เกิดมะเร็งตับเหมือนไวรัสตับอักเสบบีและซี

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms):

แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายขาดจากโรคนี้ได้เอง แต่มีผู้ป่วยส่วนน้อย (โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังอยู่เดิม) ที่อาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต หากพบอาการดังต่อไปนี้ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที:

  • มีอาการสับสน ซึมลง นอนไม่หลับในเวลากลางคืน หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง (สัญญาณของภาวะสมองส่วนตับทำงานผิดปกติ Hepatic Encephalopathy)
  • มีอาการเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือมีรอยช้ำตามตัวง่ายผิดปกติ
  • อาเจียนอย่างรุนแรงจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้เลย มีอาการขาดน้ำรุนแรง ปัสสาวะออกน้อยมาก
  • มีอาการท้องอืดบวมอย่างรวดเร็ว (ท้องมาน - Ascites) หรือขาบวมทั้งสองข้าง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบเอไม่สามารถอาศัยเพียงอาการทางคลินิกได้ เนื่องจากอาการมีความคล้ายคลึงกับโรคตับอักเสบจากสาเหตุอื่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงจำเป็นต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย ดังนี้

  • การตรวจหาภูมิคุ้มกันจำเพาะ (Serology): เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด
    • Anti-HAV IgM: หากตรวจพบเชื้อให้ผลบวก แสดงว่าเป็นการติดเชื้อเฉียบพลัน (Acute infection) ภูมิคุ้มกันชนิดนี้จะตรวจพบได้ในเลือดตั้งแต่เริ่มมีอาการ และจะค่อยๆ ลดลงจนตรวจไม่พบภายใน 3 ถึง 6 เดือน
    • Anti-HAV IgG: หากตรวจพบเชื้อให้ผลบวก แต่ IgM ให้ผลลบ แสดงว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้แล้ว ซึ่งอาจเกิดจากการเคยติดเชื้อในอดีตแล้วหายเอง หรือเกิดจากการได้รับวัคซีน
  • การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests - LFTs): เพื่อประเมินความรุนแรงของการอักเสบ
    • AST และ ALT (SGOT/SGPT): ระดับเอนไซม์ตับจะสูงขึ้นอย่างรุนแรง มักสูงเกิน 1,000 U/L ซึ่งแสดงถึงภาวะเซลล์ตับถูกทำลายอย่างเฉียบพลัน
    • Total and Direct Bilirubin: จะมีค่าสูงขึ้นสัมพันธ์กับความรุนแรงของอาการตัวเหลือง
    • Alkaline Phosphatase (ALP): อาจสูงขึ้นเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • การตรวจการแข็งตัวของเลือด (Prothrombin Time - PT/INR): เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญที่สุดในการประเมินการทำงานของตับและความรุนแรงของโรค หากค่า PT ยืดออกไปหรือค่า INR สูงขึ้น แสดงว่าตับเริ่มสูญเสียหน้าที่ในการสร้างโปรตีนช่วยการแข็งตัวของเลือด ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)

ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะเจาะจงหรือยาต้านไวรัสสำหรับรักษาโรคไวรัสตับอักเสบเอ การรักษาหลักคือการรักษาตามอาการ (Supportive Care) และการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมากำจัดไวรัสเอง ดังนี้

การดูแลรักษาตัวที่บ้านอย่างถูกวิธี

  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่ (Bed Rest): ในช่วงที่มีอาการอักเสบรุนแรง (ระยะ 1-2 สัปดาห์แรก) ควรลดกิจกรรมทางกายที่ต้องใช้แรงเยอะ เนื่องจากตับที่กำลังอักเสบต้องการเลือดไปเลี้ยงอย่างเพียงเพื่อฟื้นฟูเซลล์
  • การจัดการด้านโภชนาการ:
    • ควรรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำหวาน ผลไม้
    • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากในช่วงที่ตับอักเสบ การผลิตน้ำดีจะลดลง ทำให้ย่อยไขมันได้ยาก ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ และแน่นท้องมากขึ้น
    • แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อย่อยๆ หลายมื้อต่อวัน เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการคลื่นไส้ในตอนบ่ายและเย็น การรับประทานอาหารมื้อใหญ่ในตอนเช้าจะช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอ
  • การป้องกันภาวะขาดน้ำ: การจิบน้ำอุ่น น้ำผลไม้ หรือน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts - ORS) บ่อยๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากการอาเจียน
คำแนะนำจากคุณหมอเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างปลอดภัย:

ตับเป็นอวัยวะหลักในการทำลายและกำจัดยาเกือบทุกชนิดออกจากร่างกาย ในขณะที่ตับกำลังอักเสบอย่างรุนแรง ความสามารถในการกำจัดยาจะลดลงอย่างมาก ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องระมัดระวังเรื่องการใช้ยาเป็นพิเศษ:

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol/Acetaminophen): หากมีไข้หรือปวดศีรษะ ควรใช้การเช็ดตัวลดไข้เป็นหลัก หากจำเป็นต้องใช้ยาพาราเซตามอล ต้องจำกัดปริมาณอย่างเคร่งครัด ห้ามทานเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (หรือไม่เกิน 4 เม็ดต่อวันสำหรับขนาด 500 มิลลิกรัม) และทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  • ห้ามซื้อยาชุด ยาสมุนไพร ยาต้ม ยาหม้อ หรืออาหารเสริมมารับประทานเองเด็ดขาด: สารเคมีหรือสมุนไพรหลายชนิดมีพิษต่อตับโดยตรง (Hepatotoxicity) และอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะตับวายเฉียบพลันได้
  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) โดยไม่มีข้อบ่งชี้: เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะนอกจากจะไม่ช่วยรักษาแล้ว ยังเพิ่มภาระการทำงานให้ตับและไตอีกด้วย

ผู้ใหญ่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอไหม? ใครคือกลุ่มเสี่ยงสูง

คำตอบทางการแพทย์สำหรับคำถามที่ว่า ผู้ใหญ่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอไหม คือ "จำเป็นอย่างยิ่งในผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันและมีปัจจัยเสี่ยง" เนื่องจากการติดเชื้อในผู้ใหญ่มีความรุนแรงและมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงกว่าในเด็กมาก

ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่ควรได้รับวัคซีนทันที?

  • ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง: เช่น ผู้ป่วยโรคตับอักเสบบีเรื้อรัง, ไวรัสตับอักเสบซี, ไขมันพอกตับ หรือตับแข็ง กลุ่มนี้หากติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอซ้ำซ้อน จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันและเสียชีวิต
  • ผู้ที่เดินทางไปยังประเทศหรือพื้นที่ที่มีการระบาด: โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่มีระบบสุขาภิบาลน้ำและอาหารไม่ดีพอ
  • ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการประกอบอาหาร (Food Handlers): เชฟ พนักงานเสิร์ฟ พนักงานเตรียมอาหาร เนื่องจากหากคนกลุ่มนี้ติดเชื้อ จะสามารถแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้บริโภคจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว
  • กลุ่มชายรักชาย (Men who have sex with men - MSM): มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ที่สัมผัสทวารหนักและปาก
  • ผู้ที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย: เช่น สมาชิกในครอบครัวหรือผู้ดูแลผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเอ
  • ผู้ป่วยโรคเลือดที่ต้องได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือดบ่อยๆ: เช่น โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia)

ตารางการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอที่ถูกต้องในผู้ใหญ่

วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine) ที่มีความปลอดภัยสูงและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้เกือบ 100% โดยมีแผนการฉีดดังนี้

เข็มที่ ช่วงเวลาที่ควรฉีด ประสิทธิภาพและการตอบสนอง
เข็มที่ 1 (เริ่มแรก) วันที่กำหนดเลือกฉีด (เดือนที่ 0) กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ประมาณ 95% ภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์หลังฉีด
เข็มที่ 2 (กระตุ้น) ห่างจากเข็มแรก 6 ถึง 12 เดือน (หรือล่วงเวลาได้ถึง 18-24 เดือน) กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับสูงมากและยาวนาน คาดว่าสามารถป้องกันโรคได้ตลอดชีวิต (อย่างน้อย 20-30 ปีขึ้นไป)

นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูงเพิ่งสัมผัสเชื้อมา (Post-Exposure Prophylaxis) เช่น มีคนในบ้านเพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไวรัสตับอักเสบเอ การได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอร่วมกับอิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin) ภายใน 14 วันหลังสัมผัสเชื้อ จะช่วยป้องกันการเกิดโรคหรือลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับการปฏิบัติตน (Patient Actionable Checklist)

ขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อป้องกันและดูแลตนเองจากไวรัสตับอักเสบเอ

  • ตรวจเช็กภูมิคุ้มกันตนเอง: หากคุณเกิดก่อนปี พ.ศ. 2530 หรือไม่มั่นใจว่าเคยติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนมาก่อนหรือไม่ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Anti-HAV IgG) ก่อนตัดสินใจฉีดวัคซีน
  • รับวัคซีนให้ครบตามกำหนด: หากผลตรวจเลือดแสดงว่าไม่มีภูมิคุ้มกัน ให้วางแผนรับวัคซีนให้ครบทั้ง 2 เข็มตามตารางนัดหมาย
  • ยึดหลักสุขอนามัยในการรับประทานอาหาร: เน้นการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อนสูง หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ โดยเฉพาะหอยต่างๆ
  • เลือกดื่มน้ำและน้ำแข็งที่สะอาดได้มาตรฐาน: เลือกซื้อน้ำแข็งที่ผลิตจากระบบปิดและมีบรรจุภัณฑ์ที่ปิดมิดชิด หลีกเลี่ยงน้ำแข็งบดที่ขนส่งแบบไม่สะอาด
  • ล้างมืออย่างถูกต้อง: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาทีทุกครั้งก่อนการเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และหลังการเข้าห้องน้ำ
  • สังเกตอาการผิดปกติของตนเองและคนในบ้าน: หากมีไข้ อ่อนเพลีย ตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มจัด ให้รีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down