ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจเรื่องวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอในวัยผู้ใหญ่

เมื่อพูดถึงโรคไวรัสตับอักเสบ หลายคนมักคิดว่าเป็นโรคที่ไกลตัว หรือเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับเด็กเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ใหญ่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอไหม ถือเป็นคำถามสำคัญที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมักได้รับบ่อยครั้ง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันในวัยผู้ใหญ่มีความแตกต่างจากวัยเด็ก และหากติดเชื้อในวัยผู้ใหญ่ ความรุนแรงของโรคจะมีมากกว่าในเด็กอย่างเห็นได้ชัด

โรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตับ ทำให้เกิดการอักเสบ ทำงานผิดปกติ และอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที ในอดีตประชากรส่วนใหญ่ได้รับเชื้อตามธรรมชาติในช่วงวัยเด็ก ทำให้มีภูมิต้านทานตามธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันด้วยสุขอนามัยที่ดีขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่และวัยผู้ใหญ่จำนวนมากไม่มีภูมิต้านทานหลงเหลืออยู่เลย กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สามารถติดเชื้อได้ง่ายเมื่อรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อน

สาเหตุ กลไก และเส้นทางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ

เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus - HAV) จัดอยู่ในกลุ่มปิโกนาไวรัส (Picornaviridae) เป็นไวรัสที่มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมสูง สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิว หรือทนต่อความร้อนและความเย็นได้ดีพอสมควร กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากการที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางระบบทางเดินอาหาร จากการรับประทานอาหาร น้ำดื่ม น้ำแข็ง หรือผักผลไม้สดที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อที่มีเชื้อไวรัสนี้ปะปนอยู่ (Fecal-oral route)

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะเดินทางผ่านกระแสเลือดตรงไปยังตับ เข้าไปในเซลล์ตับ (Hepatocytes) และเพิ่มจำนวนขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะพยายามกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อ ส่งผลให้เกิดการอักเสบ บวม และทำลายเนื้อเยื่อตับ การทำงานของตับในการขับของเสียและสร้างสารโปรตีนจึงลดลงอย่างกะทันหัน ระยะฟักตัวของโรคค่อนข้างนาน เฉลี่ยประมาณสองถึงสี่สัปดาห์ก่อนจะเริ่มแสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว

อาการสำคัญและการดำเนินของโรคไวรัสตับอักเสบเอ

อาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอมีความรุนแรงแปรผันตามอายุของผู้ป่วย ยิ่งอายุมาก อาการจะยิ่งแสดงความรุนแรงชัดเจน การดำเนินของโรคแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (Prodromal Phase): มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว มีไข้ต่ำๆ และปวดบริเวณชายโครงด้านขวาซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
  • ระยะตัวเหลืองตาเหลือง (Icterus Phase): อาการไข้เริ่มลดลง แต่จะสังเกตเห็นปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนชาเขียวหรือโค้ก ตามด้วยตาขาวและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อุจจาระมีสีซีดลง
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): อาการตัวเหลืองจะค่อยๆ จางหายไป อาการอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่บ้างเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ในเด็กอายุต่ำกว่าหกปี ส่วนใหญ่การติดเชื้อจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มากกว่าร้อยละเจ็ดสิบจะมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองอย่างชัดเจน และเสี่ยงต่อภาวะตับวายเฉียบพลันซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นตามช่วงอายุ

สัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคไวรัสตับอักเสบเอส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองโดยไม่มีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง แต่ในผู้ใหญ่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เรียกว่าตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

  • อาการซึมลง สับสน หรือหมดสติ: เกิดจากสารพิษในเลือดสูงขึ้นจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง (Hepatic Encephalopathy)
  • อาเจียนรุนแรงต่อเนื่อง: ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้เลยเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง
  • มีเลือดออกผิดปกติ: เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟัน หรือมีรอยฟกช้ำตามตัวง่าย เนื่องจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนที่ใช้ในการแข็งตัวของเลือดได้
  • ท้องมานและขาบวม: มีการคั่งของน้ำในช่องท้องและส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างรวดเร็ว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยโรคตับอักเสบ แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อยืนยันโรคและประเมินความรุนแรง ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักประวัติการรับประทานอาหาร การเดินทาง ประวัติการรับวัคซีน และตรวจร่างกายเพื่อคลำหาขนาดของตับและดูอาการตัวเหลืองตาเหลือง
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ (Liver Function Test): เพื่อวัดระดับเอนไซม์ตับ เช่น AST และ ALT ที่จะมีค่าสูงขึ้นอย่างผิดปกติ รวมถึงการตรวจระดับบิลิลูบิน (Bilirubin) และการทำงานของการแข็งตัวของเลือด
  • การตรวจหาภูมิต้านทานจำเพาะ (Anti-HAV IgM): เป็นการเจาะเลือดเพื่อหาแอนติบอดีชนิดไอจีเอ็ม ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอในระยะเฉียบพลัน

วิธีรักษาและการดูแลรักษาถูกต้องตามหลักการแพทย์

โรคไวรัสตับอักเสบเอยังไม่มีatยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงสำหรับการรักษา แนวทางการรักษาจึงเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) เพื่อรอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาจัดการกับเชื้อไวรัสด้วยตนเอง

  • การพักผ่อนและการจำกัดกิจกรรม: ผู้ป่วยควรพักผ่อนอย่างเต็มที่ งดการออกกำลังกายหักโหมจนกว่าค่าการทำงานของตับจะกลับสู่ภาวะปกติ
  • โภชนาการที่เหมาะสม: รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสจืด เน้นคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงและงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด
  • การใช้ยาอย่างระมัดระวัง: หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวด ยาชุด หรือสมุนไพรขับพิษมารับประทานเอง เพราะยาเหล่านี้ต้องถูกเผาผลาญที่ตับ ซึ่งอาจซ้ำเติมอาการตับอักเสบให้รุนแรงยิ่งขึ้น หากจำเป็นต้องใช้ยาพาราเซตามอลต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
คำแนะนำจากคุณหมอ: ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบเอควรแยก ภาชนะรับประทานอาหารและห้องน้ำหากเป็นไปได้ในช่วงสัปดาห์แรกของการแสดงอาการ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่บุคคลในครอบครัว

ผู้ใหญ่กลุ่มใดบ้างที่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ

เนื่องจากวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอนับเป็นวัคซีนเสริมในผู้ใหญ่ แต่มีกลุ่มเสี่ยงสูงบางกลุ่มที่แพทย์แนะนำอย่างยิ่งให้เข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรค ได้แก่

  • ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง: เช่น ผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบซีหรือบี ผู้ป่วยไขมันพอกตับ หรือผู้ป่วยตับแข็ง หากติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอซ้ำ จะมีความเสี่ยงต่อภาวะตับวายสูงมาก
  • ผู้ที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาดสูง: ประเทศกำลังพัฒนาหรือภูมิภาคที่มีสุขอนามัยต่ำ
  • บุคลากรทางการแพทย์และผู้ปฏิบัติงานด้านสุขาภิบาล: ผู้ที่ต้องสัมผัสกับสิ่งปฏิกูลหรือผู้ป่วยโรคติดเชื้อ
  • ผู้ประกอบอาชีพด้านอาหาร: พ่อครัว แม่ครัว และพนักงานเสิร์ฟอาหาร เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้บริโภค
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด: มีโอกาสรับเชื้อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งหรืออุปกรณ์ที่ไม่สะอาด

ตารางการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอที่ถูกต้อง

เพื่อให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอในผู้ใหญ่จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางการแพทย์ดังนี้

  • จำนวนเข็ม: วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอประกอบด้วยการฉีดทั้งหมด 2 เข็ม
  • ระยะเวลาการฉีด: เข็มที่สองจะฉีดห่างจากเข็มแรกประมาณ 6 ถึง 12 เดือน (หรือตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนแต่ละยี่ห้อ)
  • ประสิทธิภาพ: การฉีดครบสองเข็มจะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันในระดับสูงและยาวนานตลอดชีวิต (Long-term protection)
  • การตรวจเลือดก่อนฉีด: ในผู้ใหญ่วัยกลางคนขึ้นไป แพทย์อาจพิจารณาเจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันเดิม (Anti-HAV Total) ก่อน หากพบว่าเคยติดเชื้อมาแล้วและมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนซ้ำ

บทสรุปและแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ใหญ่

การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ แม้โรคไวรัสตับอักเสบเอจะสามารถหายเองได้ในคนส่วนใหญ่ แต่ความรุนแรงในวัยผู้ใหญ่เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ และการพิจารณาฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง ถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการปกป้องสุขภาพตับของคุณให้แข็งแรงในระยะยาว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down