ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและทำความรู้จักโรคไวรัสตับอักเสบเอในเด็ก

โรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อทางระบบย่อยอาหารและตับที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาหรือพื้นที่ที่มีสุขอนามัยสิ่งแวดล้อมไม่สมบูรณ์ แม้ว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปี มักแสดงอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการเลย (Asymptomatic Infection) แต่เด็กที่ติดเชื้อเหล่านี้สามารถเป็นตัวพาหะแพร่กระจายเชื้อไปยังสมาชิกในครอบครัว ผู้เลี้ยงดู หรือเพื่อนในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่เด็กโตและผู้ใหญ่ที่ได้รับเชื้อ มักเกิดตับอักเสบอย่างเฉียบพลัน มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองอย่างชัดเจน และอาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอจึงเป็นมาตรการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) และสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย การเข้าใจตารางการรับวัคซีนที่ถูกต้อง การสังเกตอาการข้างเคียง ตลอดจนวิธีปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมหลังรับวัคซีน ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและปลอดภัยให้แก่ลูกน้อย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบเอ (Causes & Pathophysiology)

โรคไวรัสตับอักเสบเอ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus: HAV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดสารพันธุกรรมดีเอ็นเอสายเดี่ยว (Single-stranded RNA Virus) จัดอยู่ในวงศ์ Picornaviridae เชื้อไวรัสชนิดนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกสูง สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวสิ่งของ น้ำ และอาหารได้เป็นเวลานาน

ช่องทางการติดต่อของเชื้อไวรัส

  • การติดต่อทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-Oral Route): เป็นช่องทางการแพร่กระจายหลัก เกิดจากการรับประทานอาหาร น้ำดื่ม หรือนมที่ปนเปื้อนเชื้ออุจจาระของผู้ติดเชื้อ
  • การสัมผัสโดยตรง (Direct Contact): การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ เช่น การดูแลเด็กในสถานรับเลี้ยงเด็ก การใช้ของใช้ร่วมกัน หรือการไม่ล้างมือให้สะอาดหลังการขับถ่ายและก่อนรับประทานอาหาร
  • การบริโภคอาหารทะเลดิบหรือปรุงไม่สุก: โดยเฉพาะหอยและสัตว์น้ำเปลือกแข็งที่จับจากแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนน้ำเสีย

กลไกการพยาธิสภาพในร่างกาย (Pathophysiology)

เมื่อเชื้อไวรัสตับอักเสบเอเข้าสู่ร่างกายผ่านการกลืน เชื้อจะผ่านเยื่อบุระบบทางเดินอาหาร ลำเลียงเข้าสู่กระแสเลือดผ่านระบบหลอดเลือดดำพอร์ทัล (Portal Venous System) ไปยังตับ ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ตับ (Hepatocytes) และเริ่มกระบวนการเพิ่มจำนวน (Viral Replication) การทำลายเซลล์ตับไม่ได้เกิดจากตัวไวรัสทำลายโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Cell-mediated Immune Response) โดยเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-lymphocytes จะเข้าทำลายเซลล์ตับที่ติดเชื้อ ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และการทำงานของตับบกพร่อง ส่งผลให้ระดับเอนไซม์ตับ (Alanine Aminotransferase: ALT และ Aspartate Aminotransferase: AST) ในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ระยะฟักตัวของโรค (Incubation Period) อยู่ที่ประมาณ 15 ถึง 50 วัน โดยมีค่าเฉลี่ยประมาณ 28 วัน

อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรคในเด็ก (Symptoms & Disease Progression)

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบเอในเด็กมีความแตกต่างกันอย่างมากตามช่วงอายุ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้

1. ระยะก่อนมีอาการเหลือง (Prodromal Phase)

ระยะนี้มักเกิดขึ้นอย่างฉียบพลัน เป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ อาการจะไม่จำเพาะเจาะจง คล้ายกับการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ได้แก่:

  • มีไข้ต่ำถึงไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว
  • อ่อนเพลีย เบื่ออาหารอย่างรุนแรง
  • คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวา (ตำแหน่งของตับ)
  • ท้องเสีย หรือถ่ายเหลวในเด็กเล็ก

2. ระยะตัวเหลืองตาเหลือง (Icteric Phase)

เกิดขึ้นตามหลังระยะแรกประมาณ 3-10 วัน โดยอาการไข้มักจะลดลง แต่อาการทางตับจะชัดเจนขึ้น ได้แก่:

  • ตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง (Scleral Icterus) และผิวหนังเหลือง (Jaundice)
  • ปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายน้ำชาเข้มหรือน้ำอัดลม
  • อุจจาระมีสีซีดลงคล้ายสีดินสอพอง
  • คันตามผิวหนังเนื่องจากมีการสะสมของเกลือน้ำดีใต้ผิวหนัง
  • ตับโตและเจ็บเมื่อกดบริเวณชายโครงขวา

3. ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase)

อาการตัวเหลืองและอ่อนเพลียจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ ใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 6 สัปดาห์ การทำงานของตับและระดับเอนไซม์ตับจะกลับคืนสู่ภาวะปกติทั้งหมด ทั้งนี้ โรคไวรัสตับอักเสบเอจะไม่พัฒนากลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Hepatitis) หรือตับแข็ง และไม่ก่อให้เกิดภาวะพาหะเรื้อรัง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

แม้อัตราการเสียชีวิตจากโรคไวรัสตับอักเสบเอในเด็กจะต่ำ แต่มีโอกาสเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากพบอาการเตือนดังต่อไปนี้ ต้องพาลูกน้อยส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด:

สัญญาณเตือนอันตรายขั้นวิกฤต (Red Flag Symptoms):
  • ภาวะทางสมองจากตับวาย (Hepatic Encephalopathy): เด็กมีอาการซึมลง สับสน ง่วงงุน สับสนวันเวลาสลับกลางคืนกลางวัน หรือสับสลบ สดุ้งตกใจง่าย
  • อาการเลือดออกผิดปกติ: มีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน จ้ำเลือดตามตัว หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำสนิท ซึ่งเกิดจากตับไม่สามารถสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (Coagulation Factors) ได้
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง: ปากแห้ง ผิวแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกนานกว่า 6 ชั่วโมง กระหม่อมบุ๋มในทารก
  • อาเจียนตลอดเวลา: ไม่สามารถดื่มน้ำ นม หรืออาหารได้เลย
  • อาการตัวเหลืองตาเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว: ร่วมกับท้องกางโตผิดปกติจากภาวะน้ำในช่องท้อง (Ascites)

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบเอ ไม่สามารถทำได้ด้วยการดูอาการเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีอาการคล้ายกับโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสชนิดอื่น แพทย์จะทำการตรวจยืนยันดังนี้:

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย: ประวัติการรับประทานอาหาร ประวัติความเสี่ยงในโรงเรียน การสัมผัสผู้ป่วย และการตรวจค้นหาภาวะตัวเหลือง ตับโต
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาภูมิคุ้มกัน (Serology):
    • Anti-HAV IgM: เป็นการตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgM ซึ่งจะให้ผลบวกเมื่อมีการติดเชื้อเฉียบพลัน สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่อาการเริ่มแรก และคงอยู่ในร่างกายประมาณ 3-6 เดือน
    • Anti-HAV IgG: ตรวจพบหลังการติดเชื้อหรือหลังได้รับวัคซีน แสดงถึงการมีภูมิคุ้มกันต่อโรคในระยะยาว
  • การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test: LFT): ตรวจระดับ AST, ALT ที่มักสูงเกิน 1,000 U/L ในระยะเฉียบพลัน ตรวจระดับบิลิรูบิน (Total & Direct Bilirubin) และค่าการแข็งตัวของเลือด (Prothrombin Time: PT / INR)

ลูกน้อยฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเข็มแรกตอนไหน: ตารางการฉีดและประเภทวัคซีน

คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อยที่สุดคือ "ลูกน้อยฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเข็มแรกตอนไหน" คำตอบตามแนวทางการฉีดวัคซีนของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (AAP) มีกำหนดการดังนี้

ตารางการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอที่ถูกต้อง

  • เข็มที่ 1 (เข็มแรก): เริ่มฉีดได้เมื่อเด็กมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป (12-24 เดือน) ไม่แนะนำให้ฉีดในเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากมารดาผ่านทางรกยังคงอยู่ และอาจรบกวนการสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีน
  • เข็มที่ 2 (เข็มกระตุ้น): ฉีดห่างจากเข็มแรกเป็นเวลา 6 ถึง 12 เดือน (หรือฉีดห่างจากเข็มแรก 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดและยี่ห้อของวัคซีน)

ประเภทของวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ

ปัจจุบันวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอมี 2 ชนิดหลัก ซึ่งได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากล:

  1. วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated Vaccine): เป็นชนิดที่นิยมใช้แพร่หลายที่สุด ให้โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular Injection) บริเวณหน้าขาสำหรับเด็กเล็ก หรือบริเวณกล้ามเนื้อต้นแขน (Deltoid) สำหรับเด็กโต ต้องฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน เพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ยาวนานมากกว่า 20 ปี ถึงตลอดชีวิต
  2. วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live Attenuated Vaccine): ให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Injection) ฉีดเพียง 1 เข็ม หรือ 2 เข็มตามข้อกำหนดของวัคซีนชนิดนั้นๆ
คำแนะนำจากคุณหมอ: วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ เป็นวัคซีนทางเลือกที่แนะนำให้เด็กทุกคนได้รับ โดยเฉพาะเด็กที่ต้องเข้าสถานเลี้ยงเด็ก โรงเรียนอนุบาล หรือครอบครัวที่มีแผนเดินทางท่องเที่ยว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและการติดเชื้อในเด็ก

อาการข้างเคียงและการดูแลหลังรับวัคซีน

วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอมีความปลอดภัยสูงมาก อาการข้างเคียงที่พบมักเป็นอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 1-3 วัน

อาการข้างเคียงที่อาจพบได้

  • อาการบริเวณที่ฉีด: ปวด บวม แดง คัน หรือมีก้อนแข็งเล็กๆ บริเวณที่ฉีดวัคซีน
  • อาการทางร่างกายทั่วไป: มีไข้ต่ำๆ (น้อยกว่า 38.5 องศาเซลเซียส) ร้องงอแง ง่วงซึม เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ หรือคลื่นไส้เล็กน้อย

วิธีดูแลลูกน้อยหลังรับวัคซีน

  • กรณีมีไข้หรือปวดบริเวณที่ฉีด: สามารถให้ยาพาราเซตามอล (Acetaminophen) คำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวเด็กอย่างถูกต้อง และเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา
  • กรณีบริเวณที่ฉีดบวมแดง: ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นประคบเบาๆ ใน 24 ชั่วโมงแรก ห้ามถูนวดบริเวณที่ฉีดเด็ดขาด
  • การสังเกตอาการแพ้วัคซีนขั้นรุนแรง (Anaphylaxis): แม้พบได้น้อยมาก (น้อยกว่า 1 ในล้านโดส) แต่หากลูกมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ผื่นข้นขึ้นเต็มตัว หน้าบวม ปากบวม หรือหมดสติ ต้องพาส่งโรงพยาบาลทันที

วิธีดูแลรักษาและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี (Medical Treatment & Home Care)

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่จำเพาะเจาะจงสำหรับการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบเอ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) และการประคบประคองเพื่อให้ตับฟื้นตัวได้ดีที่สุด

1. การพักผ่อนและการทำกิจกรรม

ควรให้เด็กนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากในระยะที่มีตับอักเสบเฉียบพลัน เพื่อลดการทำงานของตับ

2. โภชนาการและการให้น้ำ

  • อาหาร: ให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัด แบ่งเป็นมื้อย่อยๆ หลายๆ มื้อต่อวัน เนื่องจากเด็กมักมีอาการคลื่นไส้เบื่ออาหาร
  • จำกัดไขมัน: ในระยะที่มีอาการตัวเหลือง น้ำดีจะไหลลงลำไส้ได้น้อย ทำให้ย่อยไขมันได้ยาก จึงควรลดอาหารที่มีไขมันสูง
  • น้ำดื่ม: กระตุ้นให้ดื่มน้ำสะอาด นม หรือน้ำผลไม้ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง หากมีอาการท้องเสียหรืออาเจียน ให้จิบสารละลายน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts: ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

3. วิธีเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี (Tepid Sponge)

เมื่อลูกมีไข้ ควรเช็ดตัวเพื่อลดความร้อนในร่างกายอย่างถูกวิธีตามขั้นตอนดังนี้:

  1. ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมแอลกอฮอล์เด็ดขาด)
  2. ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดบริเวณหน้า คอ หน้าอก ลำตัว และแผ่นหลัง
  3. ลูบผ้าจากปลายมือปลายเท้าเข้าหาหัวใจ เพื่อเปิดรูขุมขนระบายความร้อน
  4. วางผ้าประคบไว้ตามข้อพับ ต่างๆ เช่น ข้อพับแขน ขาหนีบ และรักแร้ เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ
  5. เช็ดตัวนานประมาณ 15-20 นาที แล้วเช็ดตัวให้แห้ง พร้อมสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

ข้อควรระวังทางการแพทย์และสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด:
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: โรคไวรัสตับอักเสบเอเกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ และอาจเพิ่มภาระการทำงานของตับในการขับยา
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) โดยไม่ได้รับการสั่งจากแพทย์: การใช้แอสไพรินในเด็กที่ติดเชื้อไวรัสอาจส่งผลให้เกิดภาวะเรย์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตับและสมองบวมอย่างรุนแรงถึงชีวิต
  • ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้อง: การให้ยาพาราเซตามอลในผู้ป่วยตับอักเสบต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ขนาดยาที่ปลอดภัยคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ให้ห่างกันทุก 4-6 ชั่วโมง และไม่เกิน 4-5 ครั้งต่อวัน ห้ามทานเกินขนาดเพราะอาจเกิดพิษต่อตับ (Hepatotoxicity)
  • ห้ามทานยาสมุนไพร อาหารเสริม หรือยาต้ม: ยาสมุนไพรหลายชนิดมีสารที่เป็นพิษต่อตับและอาจทำให้ภาวะตับอักเสบรุนแรงยิ่งขึ้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

นอกจากการรับวัคซีนตามตารางแล้ว การสุขาภิบาลและสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นเกราะป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอที่สำคัญยิ่ง:

  • การล้างมือ 7 ขั้นตอน: สอนและฝึกให้ลูกล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำ หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม และก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
  • หลักการ "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ": รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาดที่ผ่านการต้มสุก หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน
  • สุขอนามัยในสถานเลี้ยงเด็ก: ทำความสะอาดของเล่น พื้นผิวสัมผัส และโต๊ะรับประทานอาหารด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ (Parent Actionable Checklist)

เช็กลิสต์การเตรียมตัวและดูแลลูกน้อยเรื่องวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ:
  • ตรวจสอบอายุลูกน้อย: ลูกมีอายุครบ 1 ปี (12 เดือน) ขึ้นไปหรือยัง หากครบแล้วสามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับวัคซีนเข็มแรกได้ทันที
  • เตรียมสมุดบันทึกการฉีดวัคซีน: นำสมุดประจำตัวเด็กไปพบแพทย์ทุกครั้งเพื่อลงบันทึกประวัติ
  • เช็กสุขภาพลูกก่อนวันฉีด: หากลูกมีไข้สูง ป่วยเฉียบพลัน ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อนจนกว่าจะหายดี (หากเป็นเพียงหวัดเล็กน้อยไม่มีไข้ สามารถฉีดได้ตามปกติ)
  • ตั้งเตือนนัดหมายเข็มที่ 2: ลงปฏิทินนัดหมายรับวัคซีนเข็มกระตุ้นหลังเข็มแรก 6-12 เดือน เพื่อให้ได้ภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์
  • เตรียมยาลดไข้พาราเซตามอล: ตรวจสอบขนาดยาตามน้ำหนักตัวลูกล่าสุดไว้ล่วงหน้า
  • สังเกตอาการหลังฉีด 30 นาที: นั่งพักสังเกตอาการที่โรงพยาบาลหรือคลินิกอย่างน้อย 30 นาทีหลังฉีด เพื่อป้องกันภาวะแพ้วัคซีนเฉียบพลัน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down