ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

1. บทนำและภาพรวมของโรคไวรัสตับอักเสบเอในเด็ก

โรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินอาหารและตับที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กวัยเรียน เด็กที่ศึกษาในสถานรับเลี้ยงเด็ก (Daycare) หรือโรงเรียนอนุบาล แม้ว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปีส่วนใหญ่ มักแสดงอาการไม่รุนแรง หรือไม่มีอาการแสดงชัดเจน แต่เด็กกลุ่มนี้สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อไปยังสมาชิกในครอบครัว ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันที่รุนแรงถึงแก่ชีวิตได้

องค์กรอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) และสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย จึงให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ การสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ช่วงวัยเด็กไม่เพียงแต่คุ้มครองตัวเด็กเอง แต่ยังช่วยลดอัตราการระบาดในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความวิชาการนี้จัดทำขึ้นโดยกุมารแพทย์ เพื่อรวบรวมข้อมูลอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับตารางการฉีดวัคซีน กลไกการเกิดโรค อาการข้างเคียง และวิธีการดูแลรักษาตามหลักทางการแพทย์

2. สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes & Pathophysiology)

โรคไวรัสตับอักเสบเอเกิดจากเชื้อ ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus: HAV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped RNA virus) จัดอยู่ในตระกูล Picornaviridae เชื้อชนิดนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในธรรมชาติ สูง สามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำและอาหารได้เป็นเวลานาน

กลไกการติดต่อและการดำเนินโรค

การติดต่อหลักเกิดขึ้นผ่านทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-oral route) โดยผ่านมิติปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ดังนี้:

  • การบริโภคอาหาร น้ำดื่ม หรือน้ำนมอุ่นที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ ซึ่งปนเปื้อนเชื้อไวรัส
  • การรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุก โดยเฉพาะอาหารทะเลประเภทหอย
  • การสัมผัสของเล่น สิ่งของ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ แล้วนำมือเข้าปาก
  • การดูแลสุขอนามัยที่ไม่ถูกต้อง เช่น การไม่ล้างมือหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก หรือหลังเข้าห้องน้ำ

เมื่อเชื้อไวรัสตับอักเสบเอเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปาก เชื้อจะผ่านลำไส้และเข้าสู่กระแสเลือด (Viremia) เพื่อเดินทางไปยังตับ เชื้อไวรัสจะเข้าไปแบ่งตัวภายในเซลล์ตับ (Hepatocytes) และถูกขับออกมาพร้อมกับน้ำดีลงสู่ลำไส้และขับออกมาทางอุจจาระ การทำลายเซลล์ตับไม่ได้เกิดจากตัวไวรัสโดยตรง แต่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Cell-mediated immune response) โดยเฉพาะ cytotoxic T-lymphocytes ที่พยายามกำจัดเซลล์ตับที่ติดเชื้อ ส่งผลให้ เกิดภาวะตับอักเสบ (Hepatitis) เซลล์ตับบวมน้ำ และการไหลเวียนของน้ำดีติดขัด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ผู้ป่วยสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ดีที่สุดในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนที่จะเริ่มปรากฏอาการตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งเป็นระยะที่ผู้ดูแลมักไม่ทราบว่าเด็กติดเชื้อ จึงทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อในกลุ่มเด็กอย่างรวดเร็ว

3. อาการสำคัญและระยะของโรคในเด็ก (Symptoms & Progression)

ระยะฟักตัวของโรคไวรัสตับอักเสบเอเฉลี่ยอยู่ที่ 28 วัน (อยู่ในช่วง 15-50 วัน) การแสดงอาการของโรคในเด็กมีความแตกต่างกันตามช่วงอายุ โดยเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี มักไม่มีอาการ (Asymptomatic) ถึงร้อยละ 70 ในขณะที่เด็กที่อายุมากกว่า 6 ปีและผู้ใหญ่ มักแสดงอาการชัดเจนถึงร้อยละ 70-80 โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้:

ระยะที่ 1: ระยะนำหรือระยะก่อนมีไข้เหลือง (Prodromal Phase)

ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายติดเชื้อไวรัสทั่วไป เป็นเวลาประมาณ 3-7 วัน ได้แก่:

  • ไข้ต่ำๆ ถึงไข้ปานกลาง ร่วมกับอาการหนาวสั่น
  • อ่อนเพลีย เบื่ออาหารอย่างรุนแรง (Anorexia)
  • คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวา (Right upper quadrant pain)
  • ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อ

ระยะที่ 2: ระยะตัวเหลืองตาเหลือง (Icteric Phase)

เกิดขึ้นหลังจากระยะนำประมาณ 1 สัปดาห์ โดยมีอาการสำคัญคือ:

  • ภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) สังเกตได้ชัดเจนที่ตาขาวและผิวหนัง
  • ปัสสาวะมีสีชาเข้ม (Dark-colored urine) เกิดจากการขับ Direct bilirubin ออกทางไต
  • อุจจาระมีสีซีดลง (Clay-colored stool) เนื่องจากน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ตามปกติ
  • อาการคันตามผิวหนัง (Pruritus) จากการสะสมของเกลือน้ำดีในกระแสเลือด
  • อาการไข้จะเริ่มลดลงเมื่อเริ่มมีอาการตัวเหลือง

ระยะที่ 3: ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase)

อาการตัวเหลืองจะค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ ใช้เวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ การทำงานของตับจะกลับคืนสู่ภาวะปกติทั้งหมดภายใน 2-6 เดือน โดยโรคไวรัสตับอักเสบเอจะไม่พัฒนาไปเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic hepatitis) และไม่ทำให้เกิดภาวะตับแข็งเรื้อรังเหมือนไวรัสตับอักเสบบีหรือซี

4. สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

แม้ว่าโรคไวรัสตับอักเสบเอส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่มีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 0.1-0.5 ที่อาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต หากพบสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ ต้องนำเด็กส่งโรงพยาบาลทันที:

  • อาการทางสมองจากภาวะตับวาย (Hepatic Encephalopathy): เด็กมีอาการซึมลง สับสน ร้องไห้โยเซผิดปกติ ไม่สบตา หรือนอนหลับมากผิดปกติ
  • อาเจียนรุนแรงรักษาสภาพน้ำไม่ได้: เด็กอาเจียนทุกครั้งที่ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร จนเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง (Dehydration) ปากแห้ง ตาลึก ปัสสาวะไม่ออกเกิน 6 ชั่วโมง
  • ภาวะเลือดออกผิดปกติ (Coagulopathy): มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง มีรอยเขียวช้ำง่าย เลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือด/สีดำสนิท
  • ตัวเหลืองตาเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว: ร่วมกับอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือมีน้ำในช่องท้อง (Ascites)
  • ไข้สูงกลับมาใหม่: ร่วมกับอาการหนาวสั่นและปวดท้องรุนแรงบริเวณชายโครงขวา

5. แนวทางการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

กุมารแพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบเอโดยอาศัยการประเมินอย่างเป็นระบบ ดังนี้:

การซักประวัติและการตรวจร่างกาย (History & Physical Examination)

ซักประวัติการได้รับวัคซีน ประวัติการรับประทานอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยตัวเหลือง หรือการระบาดในโรงเรียน ตรวจร่างกายพบตาเหลือง Skin turgor ลดลง กดเจ็บบริเวณชายโครงขวา และอาจตรวจพบตับโต (Hepatomegaly)

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)

  • การตรวจภูมิคุ้มกันจำเพาะ (Serology):
    • Anti-HAV IgM: ให้ผลบวกในระยะติดเชื้อเฉียบพลัน สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เริ่มมีอาการ และจะคงอยู่ประมาณ 3-6 เดือน เป็นการตรวจมาตรฐานในการยืนยันการวินิจฉัย (Gold Standard)
    • Anti-HAV IgG: ให้ผลบวกหลังจากการติดเชื้อในอดีต หรือหลังได้รับการฉีดวัคซีน แสดงถึงการมีภูมิคุ้มกันระยะยาว
  • การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test: LFT):
    • ระดับเอนไซม์ตับ (ALT และ AST) สูงขึ้นอย่างมาก โดยอาจสูงมากกว่า 1,000 U/L ในระยะเฉียบพลัน
    • ระดับบิลิรูบินในเลือด (Total and Direct Bilirubin) สูงขึ้น
    • ระดับ Alkaline Phosphatase (ALP) สูงขึ้นเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • การตรวจความสมบูรณ์ของเลือดและการแข็งตัวของเลือด (CBC & Coagulation Profile): ตรวจค่า Prothrombin Time (PT) และ INR เพื่อประเมินสังเคราะห์โปรตีนการแข็งตัวของเลือดจากตับ หากค่า PT ยาวนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงภาวะตับวายเฉียบพลัน

6. ตารางการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอที่ถูกต้องสำหรับเด็ก

คำแนะนำจากคุณหมอ: ตอบคำถามสำคัญ "ลูกน้อยฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเข็มแรกตอนไหน?" คำตอบมาตรฐานทางการแพทย์คือ สามารถเริ่มฉีดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 12 เดือน (1 ปี) เป็นต้นไป โดยฉีดทั้งหมด 2 เข็มเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์

คำแนะนำตารางการฉีดวัคซีน (Vaccination Schedule)

สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยและราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำตารางการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine) สำหรับเด็กดังนี้:

  • เข็มที่ 1 (First Dose): ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12 เดือนขึ้นไป (ช่วงอายุที่แนะนำคือ 12-24 เดือน)
  • เข็มที่ 2 (Second Dose/Booster): ฉีดห่างจากเข็มแรกเป็นเวลา 6 ถึง 12 เดือน (หรือกระตุ้นตามชนิดของวัคซีนที่ใช้)

ประเภทของวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ

  1. วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated Hepatitis A Vaccine): เป็นชนิดที่นิยมใช้แพร่หลายที่สุด ให้โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular) บริเวณต้นขาด้านหน้า (Infanterolateral thigh) ในเด็กเล็ก หรือกล้ามเนื้อต้นแขน (Deltoid) ในเด็กโต ฉีดจำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน ให้ระดับภูมิคุ้มกันสูงและคงอยู่ได้นานมากกว่า 20-30 ปี
  2. วัคซีนชนิดเชื้ออ่อนฤทธิ์ (Live Attenuated Hepatitis A Vaccine): เป็นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) ในบางแผนการฉีดอาจใช้เพียง 1 เข็ม หรือฉีดกระตุ้นเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 12 เดือน ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติในแต่ละประเทศ

7. อาการข้างเคียงหลังรับวัคซีนและการดูแลพยาบาลที่บ้าน

วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอจัดเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยสูงมาก อาการข้างเคียงรุนแรงพบได้น้อยมาก อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้แบ่งออกเป็น:

อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย (Common Side Effects)

  • บริเวณที่ฉีด: มีอาการปวด บวม แดง หรือเป็นก้อนแข็งเล็กน้อยบริเวณตำแหน่งที่ฉีด
  • ระบบร่างกาย: มีไข้ต่ำๆ (น้อยกว่า 38.5 องศาเซลเซียส) ร้องงอแง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือปวดศีรษะเล็กน้อยในเด็กโต
  • อาการเหล่านี้มักปรากฏภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังการฉีด และจะหายไปเองภายใน 1-3 วัน

วิธีดูแลและพยาบาลหลังรับวัคซีน

  • การประคบเย็นและประคบอุ่น: หากมีอาการปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด ให้ใช้ผ้าเย็นประคบใน 24 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นหากยังมีก้อนแข็งหรือรอยช้ำ ให้ใช้ผ้าอุ่นประคบ
  • การดูแลเมื่อมีไข้และการเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge): หากเด็กมีไข้ ให้ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องเช็ดตัว โดยถูย้อนรูขุมขนจากปลายมือปลายเท้าเข้าหาหัวใจ เน้นบริเวณข้อพับ ซอกคอ และขาหนีบ ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมแอลกอฮอล์เช็ดตัวโดยเด็ดขาด
  • การให้ยาลดไข้: สามารถให้ ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวของเด็ก
  • โภชนาการและการดื่มน้ำ: กระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำสะอาด น้ำผลไม้ หรือนมตามปกติ จิบน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts: ORS) หากเด็กมีอาการเบื่ออาหาร ให้แบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยเล็กๆ ที่ย่อยง่าย

8. ข้อควรระวังทางการแพทย์และข้อห้ามเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

ข้อควรระวังสำคัญที่สุดเรื่องการใช้ยา: การคำนวณ ขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10-15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อ ครั้ง ให้ยาทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน (หรือเกิน 60-75 mg/kg/day) เนื่องจากยาลดไข้พาราเซตามอลถูกถูกทำลายที่ตับ การได้รับยาเกินขนาดอาจก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบจากยาซ้ำเติม (Drug-induced liver injury)

ข้อห้ามเด็ดขาดและข้อควรระวังเพิ่มเติม

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin): ห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือยาลดไข้กลุ่มแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเรย์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดตับวายและสมองบวมอย่างรุนแรง
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ในกรณีที่เด็กมีอาการตับอักเสบหรือยังไม่ทราบสาเหตุของไข้ที่แน่ชัด การใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหารและเพิ่มภาระการทำงานของตับ
  • งดการซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) รับประทานเอง: โรคไวรัสตับอักเสบเอเกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะซึ่งใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่สามารถรักษาโรคนี้ได้ และอาจตกค้างทำให้เกิดพิษต่อตับ
  • ข้อห้ามในการรับวัคซีน: ผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรงชนิด Anaphylaxis ต่อวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเข็มก่อนหน้า หรือแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน เช่น Aluminum hydroxide หรือ 2-phenoxyethanol ต้องงดการรับวัคซีน หากเด็กมีไข้สูงหรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปจนกว่าจะหายเป็นปกติ

9. สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)

เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถนำไปปฏิบัติตามได้ง่ายและถูกต้องทางการแพทย์ สามารถดำเนินการตามรายการตรวจสอบดังต่อไปนี้:

  • ตรวจสอบอายุเด็ก: เมื่อลูกน้อยมีอายุครบ 12 เดือน (1 ปี) ให้วางแผนนัดหมายกุมารแพทย์เพื่อรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเข็มแรก
  • บันทึกสมุดวัคซีน: ตรวจสอบว่าได้รับการนัดหมายเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 6-12 เดือน และพาลูกไปรับวัคซีนตรงตามนัดเพื่อการสร้างภูมิคุ้มกันสูงสุด
  • สังเกตอาการหลังฉีดวัคซีน 30 นาที: เฝ้าระวังอาการแพ้รุนแรง เช่น ผื่นคันขึ้นเต็มตัว หายใจติดขัด เสียงหวีด หน้าบวม ที่โรงพยาบาลก่อนเดินทางกลับบ้าน
  • เตรียมยาลดไข้พาราเซตามอล: คำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวล่าสุดของลูกน้อยให้ (10-15 mg/kg/dose)
  • ฝึกสุขอนามัยยึดหลัก "กินร้อน ช้อนส่วนตัว ล้างมือ": ล้างมือให้ลูกด้วยน้ำและสบู่เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม
  • เฝ้าระวัง Red Flags: หากลูกมีอาการซึม อาเจียนมาก ปัสสาวะสีเข้ม ตาเหลือง หรือมีจุดเลือดออก ให้พบกุมารแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down