ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำ: ทำความเข้าใจภัยเงียบจากโรคไวรัสตับอักเสบ

ตับ (Liver) เป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและทำหน้าที่เปรียบเสมือนโรงงานเคมีประจำร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่กรองสารพิษ สังเคราะห์โปรตีนและปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (Coagulation Factors) สะสมพลังงาน และผลิตน้ำดีเพื่อช่วยในการย่อยไขมัน เมื่อเกิดการอักเสบขึ้นที่ตับ เซลล์ตับจะถูกทำลาย ส่งผลให้การทำงานของตับหยุดชะงักและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบคือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ (Viral Hepatitis) ซึ่งในทางการแพทย์โรคนี้เป็นปัญหาทางสาธารณสุขระดับโลก ในกลุ่มผู้ป่วยเด็ก ทารกแรกเกิด และผู้สูงอายุ การติดเชื้อไวรัสเหล่านี้อาจมีกระบวนการดำเนินโรคและระดับความรุนแรงที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ทั่วไปอย่างมาก การเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ต่างกันอย่างไร จึงเป็นกุญแจสำคัญในการวินิจฉัยโรคได้ทันท่วงที ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะตับแข็ง (Cirrhosis) หรือมะเร็งตับ (Hepatocellular Carcinoma) ในอนาคต

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: เจาะลึกความต่างของเชื้อไวรัสเอ บี และ ซี

ไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิดมีโครงสร้างทางพันธุกรรม ช่องทางการติดต่อ และกลไกการเข้าไปทำลายเซลล์ตับที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. ไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A Virus - HAV)

ไวรัสตับอักเสบเอ เป็นไวรัสชนิด RNA สายเดี่ยวที่ไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped Single-stranded RNA Virus) จัดอยู่ในตระกูล Picornaviridae เชื้อชนิดนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม กรดในกระเพาะอาหาร และความร้อนในระดับหนึ่ง

  • ช่องทางการติดต่อ: ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก (Fecal-Oral Route) โดยการรับประทานอาหาร น้ำดื่ม ผักผลไม้ หรือหอยที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • กลไกการเกิดโรค (Pathophysiology): เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจะผ่านระบบทางเดินอาหารไปยังตับ เข้าสู่เซลล์ตับ (Hepatocytes) และเพิ่มจำนวนขึ้น จากนั้นไวรัสจะถูกขับออกทางน้ำดีและอุจจาระ การทำลายเซลล์ตับไม่ได้เกิดจากตัวไวรัสโดยตรง แต่เกิดจากการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Cell-mediated Immune Response) โดยเฉพาะ T-lymphocytes ที่เข้าไปทำลายเซลล์ตับที่ติดเชื้อ ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน แต่ไวรัสชนิดนี้จะไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง

2. ไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B Virus - HBV)

ไวรัสตับอักเสบบี เป็นไวรัสชนิด DNA สายคู่บางส่วนที่มีเปลือกหุ้ม (Partially Double-stranded DNA Virus) อยู่ในตระกูล Hepadnaviridae เป็นเชื้อที่มีความทนทานสูงและสามารถหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ดี

  • ช่องทางการติดต่อ: ติดต่อทางเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน และที่สำคัญที่สุดคือการติดต่อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์หรือขณะคลอด (Perinatal/Mother-to-Child Transmission) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อเรื้อรังในเด็ก
  • กลไกการเกิดโรค (Pathophysiology): เมื่อเชื้อเข้าสู่เซลล์ตับ DNA ของไวรัสจะถูกเปลี่ยนเป็น covalent closed circular DNA (cccDNA) ภายในนิวเคลียสของเซลล์ตับ ทำให้ยากต่อการกำจัดด้วยยา การทำลายเซลล์ตับเกิดจากการที่ Cytotoxic T cells พยายามกำจัดเซลล์ตับที่ติดเชื้อ หากระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถกำจัดไวรัสได้หมด จะเกิดการอักเสบเรื้อรัง นำไปสู่การสะสมของพังผืด (Fibrosis) ตับแข็ง และกลายสภาพเป็นมะเร็งตับในที่สุด

3. ไวรัสตับอักเสบ ซี (Hepatitis C Virus - HCV)

ไวรัสตับอักเสบซี เป็นไวรัสชนิด RNA สายเดี่ยวที่มีเปลือกหุ้ม (Enveloped Single-stranded RNA Virus) จัดอยู่ในตระกูล Flaviviridae ไวรัสชนิดนี้มีอัตราการกลายพันธุ์สูงมาก (High Mutation Rate) ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตรวจจับและกำจัดได้ยาก

  • ช่องทางการติดต่อ: ติดต่อทางเลือดเป็นหลัก เช่น การรับเลือดที่ไม่ได้ผ่านการตรวจคัดกรอง (โดยเฉพาะผู้ที่เคยรับเลือดก่อนปี พ.ศ. 2535) การใช้เข็มฉีดยาหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ปนเปื้อนร่วมกัน การสัก หรือเจาะร่างกายด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สะอาด และอาจพบการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้แต่น้อยกว่าไวรัสบี
  • กลไกการเกิดโรค (Pathophysiology): ไวรัสซีจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลล์ตับและหลีกเลี่ยงการถูกทำลายจากระบบภูมิคุ้มกันโดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโปรตีนที่ผิวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อมากกว่าร้อยละ 75-85 กลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic Infection) การอักเสบอย่างต่อเนื่องทีละน้อยจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างพังผืดในตับจนตับสูญเสียหน้าที่การทำงาน
ข้อแตกต่างที่สำคัญทางการแพทย์: ไวรัสตับอักเสบเอ ก่อให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลันเท่านั้นและไม่กลายเป็นโรคเรื้อรัง ในขณะที่ไวรัสตับอักเสบบีและซี สามารถพัฒนาไปเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ ซึ่งในกลุ่มเด็กเล็กที่ติดเชื้อไวรัสบีจากครรภ์มารดา มีโอกาสสูงถึงร้อยละ 90 ที่จะกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรังตลอดชีวิตหากไม่ได้รับวัคซีนและสารภูมิคุ้มกันทันทีหลังคลอด

อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรค (Symptoms & Progression)

อาการของตับอักเสบสามารถแบ่งออกเป็นระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรัง ซึ่งในแต่ละชนิดของไวรัสจะมีอาการเด่นที่แตกต่างกันดังนี้

ระยะตับอักเสบเฉียบพลัน (Acute Phase)

พบได้ในไวรัสทุกชนิด (เอ บี และ ซี) โดยอาการมักเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ถึง 6 เดือนหลังได้รับเชื้อ แบ่งย่อยออกเป็น 3 ระยะหลัก:

  • ระยะอาการนำ (Prodromal Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียอย่างมาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
  • ระยะเหลือง (Icteric Phase): อาการไข้จะเริ่มลดลง แต่ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) ปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้ายสีน้ำชาหรือน้ำปลา และอุจจาระอาจมีสีซีดลงเนื่องจากการอุดตันของทางเดินน้ำดีในตับ มีอาการคันตามผิวหนัง
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): อาการตัวเหลืองตาเหลืองจะค่อยๆ จางหายไป ร่างกายเริ่มกลับมามีเรี่ยวแรงและความอยากอาหารตามปกติ ใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์สำหรับไวรัสเอ ส่วนไวรัสบีและซีอาจใช้เวลานานกว่านั้น

ระยะตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Phase)

พบได้เฉพาะใน ไวรัสตับอักเสบบี และ ซี เท่านั้น โดยนิยามทางการแพทย์คือ มีการอักเสบของตับหรือตรวจพบเชื้อในร่างกายติดต่อกันนานเกิน 6 เดือน

  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงใดๆ (Asymptomatic) หรือมีเพียงอาการอ่อนเพลียเล็กน้อยที่หาสาเหตุไม่ได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ และแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ
  • เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี ตับจะเริ่มทำงานแย่ลงจากการเกิดพังผืดและตับแข็ง ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการท้องอืด ท้องโตจากมีน้ำขังในช่องท้อง (Ascites) ขาบวม อ่อนเพลียเรื้อรัง ตัวเหลืองตาเหลืองถาวร มีจุดแดงคล้ายใยแมงมุมตามหน้าอก (Spider Nevi) และมีภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก

สัญญาณเตือนภัยอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

ในกรณีที่ตับอักเสบมีความรุนแรงสูง อาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก หากพบอาการดังต่อไปนี้ ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่มีข้อละเว้น:

  • มีอาการซึม สับสน พฤติกรรมหรือบุคลิกภาพเปลี่ยนไป พูดไม่รู้เรื่อง หรือนอนหลับปลุกตื่นยาก (เป็นสัญญาณแสดงภาวะสมองทำงานผิดปกติจากโรคตับ หรือ Hepatic Encephalopathy)
  • มีอาการชัก หรือหมดสติ
  • มีภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำสนิท มีจ้ำเลือดขึ้นตามตัวโดยไม่ได้กระแทก หรือเลือดกำเดาไหลไม่หยุด
  • คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรงจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ มีสัญญาณภาวะขาดน้ำรุนแรง (ปัสสาวะไม่ออกเกิน 6-8 ชั่วโมง ปากแห้ง ผิวแห้ง เบ้าตาบุ๋มลึก)
  • ปวดท้องอย่างรุนแรงบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือปวดทั่วทั้งท้อง
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง เข้มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

การวินิจฉัยเพื่อแยกแยะว่าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสชนิดใด ไม่สามารถระบุได้จากอาการทางคลินิกเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเจาะจง:

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

แพทย์จะซักประวัติความเสี่ยง เช่น ประวัติการรับประทานอาหารดิบ พฤติกรรมการใช้สารเสพติดชนิดฉีด ประวัติการรับเลือด การสักผิวหนัง พฤติกรรมทางเพศสัมพันธ์ และการตรวจร่างกายเพื่อหาภาวะตัวเหลืองตาเหลือง อาการกดเจ็บบริเวณชายโครงขวา และคลำขนาดของตับและม้าม

2. การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test - LFT)

  • AST (SGOT) และ ALT (SGPT): เป็นเอนไซม์ที่อยู่ในเซลล์ตับ หากตับอักเสบเอนไซม์เหล่านี้จะรั่วไหลเข้าสู่กระแสเลือด ในระยะเฉียบพลันค่าเหล่านี้อาจสูงขึ้นมากกว่า 10-100 เท่าของค่าปกติ (อาจสูงเกิน 1,000 U/L)
  • Total and Direct Bilirubin: ตรวจเพื่อประเมินระดับความรุนแรงของภาวะดีซ่าน (ตัวเหลืองตาเหลือง)
  • Alkaline Phosphatase (ALP): ตรวจประเมินภาวะอุดตันของท่อน้ำดี
  • Albumin และ Prothrombin Time (PT/INR): เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการสังเคราะห์โปรตีนของตับ หากค่า PT ยืดออกไปอย่างมาก แสดงถึงภาวะตับเริ่มทำงานล้มเหลว

3. การตรวจหาแอนติเจนและแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อไวรัส (Serological Markers)

ชนิดของไวรัส การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ
ไวรัสตับอักเสบ เอ (HAV) - Anti-HAV IgM: ตรวจพบเมื่อมีการติดเชื้อเฉียบพลันในปัจจุบัน
- Anti-HAV IgG: ตรวจพบเมื่อเคยติดเชื้อในอดีตหรือมีภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนแล้ว
ไวรัสตับอักเสบ บี (HBV) - HBsAg (Surface Antigen): หากผลเป็นบวก แสดงว่าร่างกายมีเชื้อและสามารถแพร่เชื้อได้
- Anti-HBs (Surface Antibody): หากผลเป็นบวก แสดงว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกัน (จากการหายของโรคหรือการฉีดวัคซีน)
- Anti-HBc IgM: บ่งบอกถึงการติดเชื้อเฉียบพลัน
- Anti-HBc IgG: บ่งบอกถึงการเคยติดเชื้อในอดีตหรือติดเชื้อเรื้อรัง
- HBV DNA Quantitative: ตรวจวัดจำนวนปริมาณไวรัสในกระแสเลือดเพื่อประเมินการรักษา
ไวรัสตับอักเสบ ซี (HCV) - Anti-HCV: ใช้คัดกรองเบื้องต้น หากผลเป็นบวกหมายถึงเคยได้รับเชื้อหรือกำลังมีเชื้อในปัจจุบัน
- HCV RNA Quantitative: ตรวจเพื่อยืนยันการติดเชื้อในปัจจุบันและใช้วัดปริมาณไวรัสก่อนและระหว่างรักษา

4. การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

ในรายที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง แพทย์อาจส่งตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen) หรือตรวจความยืดหยุ่นของตับและประเมินพังผืด (Fibroscan) เพื่อประเมินระดับความเสียหายของตับ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)

ปัจจุบันแนวทางการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบมีความก้าวหน้าไปมาก โดยแบ่งออกตามประเภทการติดเชื้อและระยะของโรค:

การดูแลรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน (โดยเฉพาะไวรัสเอ และ บี ระยะแรก)

เนื่องจากยังไม่มีการรักษาเฉพาะเจาะจงสำหรับตับอักเสบเฉียบพลันส่วนใหญ่ เป้าหมายหลักคือการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานมากำจัดเชื้อเอง:

  • การพักผ่อนทางร่างกาย (Physical Rest): แนะนำให้ผู้ป่วยนอนพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือการทำงานหนัก เพื่อลดอัตราการเผาผลาญและการทำงานของตับ
  • การประคับประคองภาวะโภชนาการ: เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนในตอนบ่ายหรือเย็น แนะนำให้รับประทานอาหารมื้อใหญ่ในตอนเช้า อาหารควรเป็นอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงเพราะจะกระตุ้นให้คลื่นไส้มากขึ้น
  • การชดเชยน้ำและเกลือแร่: หากมีอาการอาเจียน ควรให้จิบสารละลายเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts - ORS) บ่อยๆ ครั้งละน้อย เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

การรักษาด้วยยาเฉพาะเจาะจงสำหรับตับอักเสบเรื้อรัง

  • ไวรัสตับอักเสบบี เรื้อรัง: รักษาด้วยยาต้านไวรัสกลุ่ม Nucleos(t)ide Analogs เช่น Tenofovir Disoproxil Fumarate (TDF), Tenofovir Alafenamide (TAF) หรือ Entecavir ซึ่งต้องรับประทานยาทุกวันอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมการแบ่งตัวของไวรัสและลดการอักเสบของตับ ยานี้ไม่ได้ทำให้โรคหายขาดแต่ช่วยป้องกันภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ไวรัสตับอักเสบซี: ปัจจุบันสามารถรักษาให้หายขาดได้เกือบร้อยละ 100 ด้วยยาต้านไวรัสชนิดออกฤทธิ์โดยตรง (Direct-acting Antiviral - DAA) เช่น สูตรยาผสม Sofosbuvir/Velpatasvir รับประทานวันละ 1 เม็ดเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ยาจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ที่ไวรัสใช้ในการแบ่งตัวโดยมีผลข้างเคียงต่ำมาก

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

การปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้องในระหว่างที่ตับกำลังเกิดการอักเสบ อาจส่งผลให้เซลล์ตับถูกทำลายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิดอันตรายถึงชีวิตได้:

ข้อควรระวังทางการแพทย์และข้อห้ามเด็ดขาด:
  • ห้ามซื้อยารับประทานเองโดยเด็ดขาด: ยาเกือบทุกชนิดต้องผ่านกระบวนการทำลายและขับออกที่ตับ ในช่วงตับอักเสบประสิทธิภาพตับจะลดลง การใช้ยาจึงอาจเกิดการสะสมและเป็นพิษต่อตับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยากลุ่มพาราเซตามอล (Paracetamol) ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาปฏิชีวนะ และยาชุดทุกชนิด
  • ข้อจำกัดในการใช้ยาพาราเซตามอล: หากจำเป็นต้องใช้เพื่อลดไข้ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ โดยทั่วไปขนาดยาที่ปลอดภัยในผู้ป่วยที่ตับปกติคือ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4-6 ชั่วโมง และห้ามรับประทานเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ในผู้ป่วยตับอักเสบ แพทย์อาจสั่งลดขนาดยาลงครึ่งหนึ่งหรือหลีกเลี่ยงไปใช้การเช็ดตัวลดไข้แทน
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ยาเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร และในเด็กที่มีการติดเชื้อไวรัส การได้รับยาแอสไพรินอาจเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดตับวายและสมองบวมเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้
  • ห้ามใช้ยาสมุนไพร ยาต้ม ยาหม้อ หรืออาหารเสริมทุกชนิด: สมุนไพรจำนวนมากมีพิษต่อตับโดยตรง (Drug-induced Liver Injury - DILI) และอาจยิ่งทำให้ตับอักเสบรุนแรงขึ้น
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดโดยเด็ดขาด: แอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำลายเซลล์ตับโดยตรงและทำให้ตับอักเสบรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว (Prevention & Vaccines)

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด โดยมีหลักปฏิบัติดังนี้:

1. การฉีดวัคซีนป้องกัน (Active Immunization)

  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ: แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน และแนะนำในผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ปรุงอาหาร ผู้ที่จะเดินทางไปในแหล่งระบาด หรือผู้ป่วยโรคตับเรื้อรังอื่นๆ
  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี: เป็นวัคซีนมาตรฐานที่เด็กทารกแรกเกิดทุกคนในประเทศไทยจะได้รับทันทีหลังคลอดภายใน 24 ชั่วโมงแรก และจะได้รับเข็มกระตุ้นเมื่ออายุ 1-2 เดือน และ 6 เดือน สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกัน ควรตรวจเลือดหา HBsAg และ Anti-HBs ก่อน หากผลเป็นลบทั้งคู่ ควรฉีดวัคซีนให้ครบ 3 เข็ม (ที่เดือนที่ 0, 1 และ 6)
  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ ซี: ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซี เนื่องจากตัวไวรัสมีการกลายพันธุ์ที่ผิวเร็วมาก การป้องกันจึงต้องอาศัยการเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงเป็นหลัก

2. การปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี (Hygiene & Sanitation)

  • ป้องกันไวรัสเอ: ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ถ่ายอุจจาระลงในสุขาที่ถูกสุขลักษณะเสมอ ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุก หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
  • ป้องกันไวรัสบีและซี: ไม่ใช้เข็มฉีดยา ของมีคม หรืออุปกรณ์ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น (เช่น มีดโกนหนวด แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ) หลีกเลี่ยงการสักหรือเจาะร่างกายจากร้านที่ไม่ได้มาตรฐาน สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่มีผลตรวจเลือด
คำแนะนำจากคุณหมอเด็ก: สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน จำเป็นต้องได้รับการตรวจคัดกรองหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) ในช่วงฝากครรภ์ หากพบว่าคุณแม่มีเชื้อ ทารกที่คลอดออกมาจะต้องได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีร่วมกับการฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (Hepatitis B Immune Globulin - HBIG) บริเวณต้นขาคนละข้างกับวัคซีน ทันทีภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อจากมารดาสู่ลูกให้เหลือน้อยที่สุด

กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ดูแลและผู้ป่วย (Patient & Parent Actionable Checklist)

เพื่อความสะดวกในการนำไปใช้จริง นี่คือสิ่งที่ผู้ดูแลและผู้ป่วยต้องตรวจสอบและปฏิบัติเมื่อสงสัยหรือเป็นโรคตับอักเสบ:

สิ่งที่ต้องทำเมื่อพบอาการตับอักเสบ

  • เข้าพบแพทย์โดยเร็ว: เพื่อตรวจเลือดดูค่าการทำงานของตับ (LFT) และตรวจหาชนิดของไวรัสเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
  • แยกของใช้ส่วนตัว: แยกช้อนส้อม แก้วน้ำ จานชาม เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสเอ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งเพื่อป้องกันไวรัสบีและซี
  • เน้นโภชนาการที่เหมาะสม: รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัด หลีกเลี่ยงอาหารมัน ของทอด จิบน้ำเกลือแร่บ่อยๆ เพื่อป้องกันอาการหมดแรง
  • คอยสังเกตสัญญาณ Red Flags: ประเมินระดับความรู้สึกตัว อาการสับสน ปริมาณปัสสาวะ และการมีเลือดออกผิดปกติทุกวัน
  • พกรายชื่อยาทั้งหมดไปพบแพทย์: นำยาทุกชนิดที่ผู้ป่วยรับประทานอยู่เป็นประจำไปให้แพทย์หรือเภสัชกรตรวจสอบ เพื่อประเมินความปลอดภัยต่อตับ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down