ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวมของโรคไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลัน

โรคไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลัน (Acute Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อทางระบบน้ำดีและตับที่มีความสำคัญในเวชปฏิบัติทางกุมารเวชศาสตร์และอายุรศาสตร์ ทั่วโลกมีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้หลายล้านรายต่อปี แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก มักมีอาการไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการเลย (Asymptomatic infection) แต่สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังอยู่เดิม (Chronic liver disease) หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเออาจทวีความรุนแรงจนนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี การติดเชื้อมากกว่าร้อยละ 70 มักไม่แสดงอาการดีซ่าน ทำให้เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สำคัญในครอบครัวและโรงเรียนโดยที่ผู้ปกครองไม่ทราบ ในทางตรงกันข้าม วัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อมากกว่าร้อยละ 70 จะแสดงอาการอย่างชัดเจน และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงมากกว่า ดังนั้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกพยาธิสภาพ การดำเนินโรค และการเฝ้าระวังอาการแสดงที่บ่งชี้ถึงภาวะวิกฤตจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้

สาเหตุและกลไกพยาธิกำเนิดของโรค (Causes and Pathophysiology)

โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus - HAV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped RNA virus) จัดอยู่ในตระกูล Picornaviridae ไวรัสชนิดนี้มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกสูงมาก สามารถทนต่อความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร และมีชีวิตอยู่ภายนอกร่างกายมนุษย์ได้เป็นเวลานานในน้ำและดิน

ช่องทางการติดต่อของโรค

การติดต่อหลักเกิดขึ้นผ่านทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-oral route) โดยมีปัจจัยส่งเสริมดังต่อไปนี้

  • การบริโภคน้ำดื่มหรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส โดยเฉพาะอาหารทะเลที่จับมาจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล และไม่ผ่านการปรุงสุกอย่างทั่วถึง
  • การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ผ่านการดูแลผู้ป่วย การเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก หรือการใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารร่วมกัน
  • การปนเปื้อนจากมือของผู้เตรียมอาหารที่ไม่ได้ล้างมือให้สะอาดหลังจากเข้าห้องสุขา

กลไกการเกิดโรคในระดับเซลล์

หลังจากเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินอาหาร ไวรัสจะถูกดูดซึมผ่านเยื่อบุลำไส้เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตผ่านหลอดเลือดดำพอร์ทัล (Portal vein) เพื่อเดินทางไปยังตับ จากนั้นไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ตับ (Hepatocytes) และเริ่มกระบวนการเพิ่มจำนวนของไวรัส (Viral replication) ภายในไซโทพลาซึม

เป็นที่น่าสนใจว่า ตัวไวรัสตับอักเสบเอเองไม่ได้ทำให้เกิดพยาธิสภาพหรือทำลายเซลล์ตับโดยตรง (Non-cytopathic virus) แต่การบาดเจ็บของเซลล์ตับ (Hepatocellular injury) เกิดจากปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยเอง โดยเฉพาะการทำงานของเซลล์ทีเพชฌฆาต (Cytotoxic T lymphocytes) และเซลล์เพชฌฆาต (Natural Killer cells) ที่พยายามเข้าไปทำลายเซลล์ตับที่ติดเชื้อไวรัส ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อตับและการสลายตัวของเซลล์ตับ (Hepatocyte apoptosis and necrosis) ตามมา

อาการสำคัญและการดำเนินโรค (Symptoms and Disease Progression)

การดำเนินโรคของไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลันสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะอย่างชัดเจน ดังนี้

1. ระยะฟักตัว (Incubation Period)

ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนถึงเริ่มแสดงอาการแรกเริ่ม โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 15 ถึง 50 วัน (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 28 วัน) ในระยะนี้ผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ แต่เริ่มมีการแพร่กระจายของไวรัสออกมาทางอุจจาระแล้ว โดยเฉพาะในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์ก่อนเริ่มมีอาการ ซึ่งเป็นช่วงที่แพร่กระจายเชื้อได้สูงสุด

2. ระยะก่อนมีอาการดีซ่าน (Prodromal or Pre-icteric Phase)

เป็นระยะที่ผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการทางระบบร่างกายทั่วไป มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและคงอยู่ประมาณ 2 ถึง 7 วัน อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • มีไข้ต่ำถึงไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับอาการหนาวสั่น
  • อ่อนเพลียอย่างรุนแรง เหนื่อยง่าย และปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อ
  • เบื่ออาหารอย่างมาก (Anorexia) ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา (Right upper quadrant pain) ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับที่กำลังขยายขนาดจากการอักเสบ

3. ระยะดีซ่าน (Icteric Phase)

เป็นระยะที่อาการทางร่างกายทั่วไปเริ่มลดลง แต่ผู้ป่วยจะเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติทางกายภาพที่เด่นชัด มักคงอยู่ประมาณ 1 ถึง 4 สัปดาห์

  • ปัสสาวะสีเข้ม (Dark-colored urine): เกิดจากการที่ตับไม่สามารถขับสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ลงสู่ท่อน้ำดีได้ตามปกติ สารบิลิรูบินที่ละลายน้ำได้ (Conjugated bilirubin) จึงล้นเข้าสู่กระแสเลือดและถูกขับออกทางไต ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มคล้ายน้ำชาเข้มข้น
  • ตัวเหลืองตาเหลือง (Jaundice and Scleral icterus): สารบิลิรูบินสะสมในเนื้อเยื่อผิวหนังและตาขาวอย่างเห็นได้ชัด
  • อุจจาระสีซีด (Pale or Clay-colored stools): เกิดจากสารสีในน้ำดีลงสู่ลำไส้ลดลง
  • อาการคันตามผิวหนัง (Pruritus): เกิดจากการสะสมของเกลือน้ำดี (Bile salts) ใต้ผิวหนัง

4. ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase)

อาการตัวเหลืองตาเหลืองจะค่อยๆ จางลง ความอยากอาหารเริ่มกลับคืนสู่ปกติ ความอ่อนเพลียจะค่อยๆ ทุเลาลง โดยทั่วไปการทำงานของตับและค่าเอนไซม์ตับในเลือดจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในเวลา 2 ถึง 6 เดือน โรคไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลันจะไม่กลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic hepatitis) และไม่มีภาวะพาหะ (Carrier state) ต่างจากไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี

ข้อควรระวังทางการแพทย์: แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติ แต่ประมาณร้อยละ 10 ถึง 15 ของผู้ป่วยอาจมีภาวะตับอักเสบกำเริบซ้ำ (Relapsing hepatitis) เกิดขึ้นได้ภายใน 6 เดือนหลังจากการติดเชื้อครั้งแรก ซึ่งมักมีอาการไม่รุนแรงเท่าครั้งแรกและสามารถหายได้เอง

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่เสี่ยงต่อภาวะตับวายและต้องพบแพทย์ทันที

ภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) หรือ Fulminant Hepatic Failure เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุด แม้จะพบได้น้อยกว่าร้อยละ 1 ของผู้ป่วยทั้งหมด แต่มีอันตรายถึงชีวิต ผู้ดูแลและผู้ป่วยต้องเฝ้าระวังอาการแสดงที่เป็นสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเพียงข้อใดข้อหนึ่ง ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

1. อาการทางระบบประสาทจากภาวะตับวาย (Hepatic Encephalopathy)

เกิดจากการที่ตับไม่สามารถกำจัดสารพิษ โดยเฉพาะสารแอมโมเนีย (Ammonia) ออกจากกระแสเลือดได้ สารพิษเหล่านี้จึงผ่านเข้าสู่สมอง ส่งผลให้เกิดการทำงานของสมองผิดปกติ อาการแสดงที่ต้องสังเกต ได้แก่

  • มีอาการซึมลง สับสน พฤติกรรมหรือบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  • นอนไม่หลับในเวลากลางคืน แต่มีอาการง่วงซึมมากในเวลากลางวัน (Sleep reversal)
  • พูดจาไม่รู้เรื่อง สื่อสารติดขัด หรือไม่ตอบสนองต่อคำสั่งง่ายๆ
  • มีอาการสั่นของมือเมื่อเหยียดแขนและกระดกข้อมือขึ้น (Asterixis หรือ Flapping tremor)
  • ในระยะรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการชัก หรือหมดสติ (Coma)

2. ภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ (Coagulopathy)

เนื่องจากตับเป็นแหล่งผลิตโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด (Coagulation factors) เกือบทุกชนิด เมื่อตับเสียหายอย่างรุนแรง ร่างกายจะไม่สามารถสร้างปัจจัยเหล่านี้ได้ ทำให้มีอาการเลือดออกง่ายหยุดยาก เช่น

  • มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง (Petechiae) หรือมีรอยเขียวช้ำจ้ำเลือดเกิดขึ้นเองโดยไม่ได้กระแทก (Ecchymosis)
  • มีเลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหลบ่อย หรือมีเลือดออกในทางเดินอาหาร เช่น อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำเขม่าคล้ายยางมะตอย (Melena)

3. อาการแสดงของการสูญเสียหน้าที่ในการเผาผลาญและการขับถ่าย

  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia): เนื่องจากตับสูญเสียความสามารถในการสะสมและการสลายไกลโคเจนเป็นกลูโคส ผู้ป่วยจะมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น ใจสั่น อ่อนแรงรุนแรง และหมดสติ
  • อาการบวมน้ำและท้องอืดตึง (Ascites): เกิดจากตับสร้างอัลบูมิน (Albumin) หรือโปรตีนไข่ขาวได้ลดลง ร่วมกับมีความดันในระบบหลอดเลือดตับสูงขึ้น ทำให้เกิดน้ำสะสมในช่องท้องและมีอาการขาบวมกดบุ๋ม

4. อาการวิกฤตทั่วไปที่ต้องส่งโรงพยาบาลทันที

  • มีอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรงต่อเนื่อง จนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย เสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งจัด เบ้าตาลึก ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง
  • ไข้สูงลอยไม่ลดลงหลังจากรับประทานยาลดไข้และเช็ดตัวเกิน 3 วัน
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือซี่โครงบานขณะหายใจ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยตับอักเสบ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรคดังนี้

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย (History & Physical Examination)

แพทย์จะซักประวัติความเสี่ยง เช่น ประวัติการเดินทางไปยังแหล่งระบาด ประวัติการรับประทานอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ และประวัติการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายอื่น สำหรับการตรวจร่างกาย แพทย์จะประเมินภาวะดีซ่าน ตรวจคลำขนาดของตับและระดับความเจ็บปวดบริเวณใต้ชายโครงขวา ตรวจหาภาวะท้องมาน และประเมินสัญญาณชีพรวมถึงระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วย

2. การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Testing)

การตรวจเลือดถือเป็นกุญแจสำคัญในการวินิจฉัยโรคนี้อย่างแม่นยำ

  • การตรวจหาแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อ (Serology for HAV):
    • Anti-HAV IgM: จะตรวจพบค่าผลบวกเมื่อมีการติดเชื้อเฉียบพลัน แอนติบอดีชนิดนี้จะเริ่มขึ้นสูงพร้อมๆ กับการเริ่มมีอาการ และจะคงอยู่ประมาณ 3 ถึง 6 เดือน ถือเป็นมาตรฐานทองคำในการวินิจฉัยโรคระยะเฉียบพลัน
    • Anti-HAV IgG: จะตรวจพบในระยะหลังของการติดเชื้อหรือหลังจากได้รับวัคซีน บ่งชี้ถึงการมีภูมิคุ้มกันระยะยาวและไม่สามารถแพร่เชื้อได้อีก
  • การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests - LFTs):
    • AST (SGOT) และ ALT (SGPT): ระดับเอนไซม์เหล่านี้จะสูงขึ้นอย่างมาก มักสูงเกิน 1,000 U/L บ่งชี้ถึงการบาดเจ็บของเซลล์ตับ
    • Total and Direct Bilirubin: มีค่าสูงกว่าปกติ สอดคล้องกับอาการตัวเหลืองตาเหลือง
    • Alkaline Phosphatase (ALP): อาจสูงขึ้นเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • การตรวจประเมินภาวะตับวายเฉียบพลัน (Critical Coagulation Profiles):
    • Prothrombin Time (PT) และ International Normalized Ratio (INR): เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุดในการประเมินหน้าที่ในการสังเคราะห์โปรตีนของตับ หากค่า INR สูงกว่า 1.5 ร่วมกับผู้ป่วยมีอาการสับสนทางสมอง จะเป็นเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะตับวายเฉียบพลันทันที

3. การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging Studies)

แพทย์อาจพิจารณาทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasonography of the upper abdomen) เพื่อแยกโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายกัน เช่น นิ่วในทางเดินน้ำดีอุดตัน หรือภาวะตับอักเสบจากสาเหตุอื่น

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่จำเพาะสำหรับรักษาโรคไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลัน (No specific antiviral therapy) การรักษาหลักคือการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมากำจัดไวรัสได้เอง

การดูแลและการพยาบาลผู้ป่วยที่บ้านอย่างถูกวิธี

  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่ (Bed rest): ในระยะเฉียบพลันที่มีอาการอ่อนเพลียมาก ควรจำกัดการทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงเยอะ เพื่อลดอัตราการเผาผลาญของร่างกายและลดภาระการทำงานของตับ
  • โภชนบำบัดที่เหมาะสม:
    • ควรจัดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่ายเป็นหลัก เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือผลไม้รสหวาน
    • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากตับที่อักเสบจะผลิตน้ำดีสำหรับย่อยไขมันได้น้อยลง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการท้องอืด แน่นท้อง และคลื่นไส้อาเจียนมากขึ้น
    • แบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยขนาดเล็กหลายๆ มื้อต่อวัน (Small, frequent meals) เพื่อลดอาการคลื่นไส้
  • การป้องกันภาวะขาดน้ำ: ให้ดื่มน้ำสะอาด น้ำผลไม้ หรือน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts - ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากการอาเจียนหรือไข้สูง
  • วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge): หากผู้ป่วยมีไข้ ควรใช้วิธีเช็ดตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาพาราเซตามอลโดยไม่จำเป็น
    • ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องปกติ (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวและกักเก็บความร้อนไว้ภายในร่างกาย)
    • ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดผิวหนังโดยออกแรงกดเบาๆ ย้อนทิศทางการไหลของเส้นขนเข้าหาหัวใจ เพื่อช่วยเปิดรูขุมขนและระบายความร้อน
    • วางผ้าพักไว้บริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อนจากกระแสเลือด
    • เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ถึง 20 นาที แล้วซับตัวให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในช่วงที่มีการอักเสบของตับ เซลล์ตับจะมีความเปราะบางและไวต่อสารเคมีทุกชนิด การให้ยาหรือสารสกัดสมุนไพรใดๆ แก่ผู้ป่วยในช่วงนี้โดยไม่ผ่านการพิจารณาจากแพทย์ อาจซ้ำเติมให้เซลล์ตับถูกทำลายรุนแรงขึ้นจนเกิดตับวายได้

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

การดูแลรักษาผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันมีข้อห้ามทางการแพทย์ที่สำคัญยิ่งยวด ซึ่งผู้ดูแลต้องยึดถืออย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรง

1. ข้อจำกัดและอันตรายจากการใช้ยาพาราเซตามอล (Acetaminophen/Paracetamol)

ยาพาราเซตามอลเป็นยาที่ถูกสลายและขับออกทางตับ โดยจะถูกเปลี่ยนเป็นสารพิษที่มีชื่อว่า แนพคี (NAPQI) ซึ่งตับต้องใช้สารกลูตาไธโอน (Glutathione) ในการขับพิษนี้ออก ในภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน การทำงานของตับลดลงอย่างมาก สารกลูตาไธโอนในตับจะพร่องไป ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษดังกล่าวและเข้าไปทำลายเซลล์ตับโดยตรง

  • ข้อกำหนดเรื่องขนาดยา: หากจำเป็นต้องใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล ต้องได้รับคำสั่งจากแพทย์เท่านั้น โดยทั่วไปขนาดที่ปลอดภัยในเด็กคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และต้องมั่นใจว่าไม่มีการทำงานของตับที่บกพร่องรุนแรง
  • ขีดจำกัดสูงสุด: ห้ามให้ยาเกิน 5 ครั้งต่อวัน และในผู้ป่วยตับอักเสบ แพทย์มักจะแนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณลงต่ำสุดเท่าที่จำเป็น หรือใช้การเช็ดตัวทดแทน

2. ห้ามใช้กลุ่มยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และแอสไพริน

ห้ามใช้ยาลดไข้สูงชนิดอื่นๆ เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เมเฟนามิกแอซิด (Mefenamic acid) หรือแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาดเนื่องจากเหตุผลสองประการ

  • ในระยะแรกที่ยังมีไข้สูงและยังแยกโรคได้ไม่ชัดเจน หากผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก การได้รับยากลุ่มนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรง
  • ยาแอสไพรินในเด็กที่ติดเชื้อไวรัส มีความเชื่อมโยงกับการเกิดกลุ่มอาการไรย์ (Reye's syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองและตับถูกทำลายอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก

3. ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะและยาสมุนไพรมารับประทานเอง

  • โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ไม่มีผลในการรักษา และอาจเพิ่มภาระในการทำงานของตับในการขับยาออกจากร่างกาย
  • ยาสมุนไพร ยาชุด และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิด มีความเสี่ยงที่จะเกิดปฏิกิริยาเป็นพิษต่อตับโดยตรง (Drug-induced liver injury) ซึ่งจะซ้ำเติมภาวะตับอักเสบให้รุนแรงยิ่งขึ้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention and Immunization)

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอทำได้โดยการยกระดับสุขอนามัยส่วนบุคคลและการใช้วัคซีนป้องกันโรค

1. วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine)

เป็นวิธีการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด

  • ตารางการฉีดวัคซีน: แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอจำนวน 2 เข็ม โดยห่างกันอย่างน้อย 6 ถึง 12 เดือน
  • ช่วงอายุที่แนะนำ: สามารถเริ่มฉีดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
  • กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน: ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ผู้ประกอบอาหาร บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคสูง

2. หลักสุขอนามัยในการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหาร

  • ปฏิบัติตามหลักการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และใช้ช้อนกลางของตนเอง
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ในทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก และก่อนเตรียมหรือรับประทานอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำแข็งที่ไม่ได้มาตรฐาน และเลือกดื่มน้ำสะอาดที่ผ่านการต้มสุกหรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ปิดสนิท

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ปกครองและผู้ดูแลผู้ป่วย (Actionable Checklist)

หากคนในครอบครัวหรือเด็กในความดูแลได้รับการวินิจฉัยหรือสงสัยว่าเป็นโรคไวรัสตับอักเสบเอเฉียบพลัน ให้ปฏิบัติตามแผนการดูแลดังต่อไปนี้

สิ่งที่ต้องปฏิบัติทันทีเมื่อพบผู้ป่วย

  • แยกของใช้ส่วนตัว: แยกภาชนะใส่อาหาร แก้วน้ำ ช้อนส้อม และอุปกรณ์ส่วนตัวของผู้ป่วยออกจากสมาชิกคนอื่นในบ้านอย่างเด็ดขาด
  • ทำความสะอาดห้องน้ำ: หลังจากผู้ป่วยใช้ห้องน้ำ ให้ล้างทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของคลอรีนเพื่อทำลายเชื้อไวรัส
  • บันทึกอาการแสดงอย่างละเอียด: จดบันทึกปริมาณปัสสาวะ สีของปัสสาวะและอุจจาระ ตารางเวลาการมีไข้ และระดับความรู้สึกตัวทุกวัน
  • จำกัดและควบคุมการใช้ยา: ไม่อนุญาตให้ผู้ป่วยรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลเกินขนาดที่แพทย์แนะนำ และงดการใช้ยาสมุนไพรหรือยาซื้อเองทุกชนิด
  • ประเมินสัญญาณตับวายทุก 6 ชั่วโมง: สังเกตพฤติกรรมว่ามีอาการซึม สับสน พูดไม่ชัด หรือเริ่มมีรอยช้ำตามตัวหรือไม่ หากพบอาการเหล่านี้ให้เรียกรถพยาบาลหรือนำส่งห้องฉุกเฉินทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down