ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความรุนแรงของอาการอาเจียนในเด็กและความสำคัญทางการแพทย์

อาการอาเจียนรุนแรงหลังรับประทานอาหารในเด็ก เป็นหนึ่งในอาการที่สร้างความตกใจและกังวลใจให้แก่ผู้ปกครองมากที่สุด ในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ อาการอาเจียนไม่ใช่โรคในตัวเอง แต่เป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายที่พยายามขับสิ่งแปลกปลอม สารพิษ หรือเชื้อโรคออกจากระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม หากอาการอาเจียนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกายของเด็ก ซึ่งมีความเปราะบางมากกว่าผู้ใหญ่

สถิติทางการแพทย์ระบุว่า โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน (Acute Gastroenteritis) เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้ทารกและเด็กเล็กต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล กลุ่มเสี่ยงที่มีอาการรุนแรงได้แก่ ทารกอายุน้อยกว่าหนึ่งปี เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มีพื้นที่ผิวของร่างกายและอัตราการเผาผลาญสูง ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ได้รวดเร็วกว่าวัยอื่นๆ ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) และภาวะเกลือแร่ในเลือดต่ำ (Electrolyte Imbalance) จึงเป็นภาวะแทรกซ้อนอันตรายที่อาจนำไปสู่ช็อกและเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน

โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเฉียบพลันส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจำแนกออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้

  • การติดเชื้อไวรัส (Viral Gastroenteritis): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด มากกว่าร้อยแปดสิบของเคสทั้งหมด ไวรัสที่เป็นตัวการสำคัญ ได้แก่ โนโรไวรัส (Norovirus) และโรตาไวรัส (Rotavirus) เชื้อเหล่านี้ติดต่อได้ง่ายมากผ่านทาง fecal-oral route หรือการรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคแล้วนำมือเข้าปาก
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Gastroenteritis): มักเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุก อาหารค้างคืน หรืออาหารปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella), แคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter), และอีโคไล (Escherichia coli) มักมีอาการรุนแรงร่วมกับไข้สูงและอุจจาระมีมูกเลือด
  • การติดเชื้อปรสิต (Parasitic Infection): พบบน้อยกว่า แต่มักเกิดจากการดื่มน้ำที่ไม่สะอาดหรือรับประทานอาหารดิบ
  • ปัจจัยอื่นๆ: อาหารเป็นพิษจากสารท็อกซินของแบคทีเรียที่สร้างขึ้นในอาหาร การแพ้อาหารเฉียบพลัน หรือการระคายเคืองจากยาบางชนิด

กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นเมื่อเชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะอาหารและลำไส้ จะไปทำลายเซลล์เยื่อบุผิวลำไส้ ส่งผลให้กระบวนการดูดซึมน้ำและเกลือแร่บกพร่อง เกิดการหลั่งสารน้ำและเกลือแร่เข้าสู่โพรงลำไส้มากขึ้น ทำให้เกิดอาการท้องเสีย น้ำ และเกลือแร่ถูกขับออกนอกร่างกายอย่างรวดเร็ว ร่วมกับการหดตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะอาหารที่ถูกกระตุ้นจากระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดการอาเจียนพุ่งออกมาเพื่อขับสารพิษ

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินของโรค

อาการของโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเฉียบพลันมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยสามารถแบ่งระยะการดำเนินโรคได้ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (Onset Phase): เด็กจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรงทันทีหลังรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ บางรายอาจมีอาการปวดท้องเกร็งร่วมด้วย มีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูงขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรค
  • ระยะดำเนินโรค (Acute Phase): อาการอาเจียนอาจลดลงหลังผ่านไปยี่สิบสี่ชั่วโมงแรก แต่จะเริ่มมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำบ่อยครั้ง ร่างกายเริ่มสูญเสียน้ำและเกลือแร่ เด็กจะเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย ปากแห้ง และงอแงมากกว่าปกติ
  • ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase): หากได้รับการดูแลที่ถูกต้อง อาการอาเจียนจะหยุดลง การขับถ่ายจะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติภายในสามถึงเจ็ดวัน เด็กจะเริ่มมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้นและมีเรี่ยวแรงดีขึ้น
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการอาเจียนพุ่งในเด็กทารกอายุต่ำกว่าสองเดือน ที่เกิดขึ้นทุกครั้งหลังดื่มนม อาจไม่ใช่โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ แต่อาจเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหูรูดส่วนปลายกระเพาะอาหารตีบตัน (Pyloric Stenosis) ซึ่งต้องได้รับการวินิจฉัยและผ่าตัดรักษาโดยกุมารศัลยแพทย์ทันที

สัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที

ผู้ปกครองควรสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องพาเด็กไปโรงพยาบาลโดยด่วน

  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือไม่มีปัสสาวะเลยติดต่อกันมากกว่าหกถึงแปดชั่วโมง ในทารกให้สังเกตกระหม่อมหน้ายุ๋มลงไปอย่างเห็นได้ชัด
  • อาการทางระบบประสาท: เด็กซึมมาก ปลุกตื่นยาก สับสน หรือมีอาการชักจากไข้สูงหรือจากภาวะเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ
  • ลักษณะของอาเจียนหรืออุจจาระที่ผิดปกติ: อาเจียนเป็นสีเขียวเข้มหรือมีเลือดปน (Bilioustaint หรือ Hematemesis) หรืออุจจาระมีเลือดสดหรือมูกเลือดปนจำนวนมาก
  • ไข้สูงและอาการทางระบบทางเดินหายใจ: ไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียสที่ไม่ลดลงหลังให้ยาลดไข้ร่วมกับการเช็ดตัว หรือเด็กมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋ม
  • อาเจียนต่อเนื่อง: ไม่สามารถรับประทานน้ำหรือเกลือแร่ทางปากได้เลย อาเจียนทุกครั้งที่กลืนน้ำนานเกินสี่ถึงหชม

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเด็กมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยเพื่อประเมินความรุนแรงและหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักประวัติลักษณะของอาหารที่รับประทาน ระยะเวลาของอาการอาเจียนและถ่ายอุจจาระ จำนวนครั้ง และประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโรคเดียวกัน ตรวจร่างกายเพื่อประเมินระดับความขาดน้ำ การกดเจ็บในช่องท้อง และสัญญาณชีพ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): ในกรณีที่เด็กมีอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาเจาะเลือดเพื่อตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count) และตรวจระดับเกลือแร่ในเลือด (Electrolytes) เช่น โซเดียม โพแทสเซียม และค่าการทำงานของไต เพื่อประเมินภาวะเกลือแร่ต่ำและความรุนแรงของโรค
  • การตรวจอุจจาระ (Stool Examination): เพื่อหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง หรือตรวจหาเชื้อไวรัสจำเพาะ เช่น โรตาไวรัส ด้วยชุดตรวจเร็ว (Rapid Antigen Test)
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: เช่น การเอกซเรย์ช่องท้อง ในกรณีที่สงสัยภาวะลำไส้อุดตันหรือโรคแทรกซ้อนทางศัลยกรรมอื่นๆ

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาหลักสำหรับโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน คือการรักษาตามอาการและการป้องกันหรือแก้ไขภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย

  • การชดเชยน้ำและเกลือแร่ (Oral Rehydration Therapy): เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการรักษา ให้เด็กจิบนํ้าเกลือแร่ทางการแพทย์ (Oral Rehydration Salts - ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เช่น จิบครั้งละหนึ่งถึงสองช้อนชาทุกๆ ห้าถึงสิบนาที ห้ามให้ดื่มน้ำเปล่าบริสุทธิ์ปริมาณมากรวดเดียว เพราะจะยิ่งทำให้อาเจียนและเสี่ยงต่อภาวะโซเดียมในเลือดต่ำเฉียบพลัน (Water Intoxication)
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluid): หากเด็กมีอาการอาเจียนรุนแรงมากจนไม่สามารถรับประทาน ORS ทางปากได้ หรือมีภาวะขาดน้ำระดับปานกลางถึงรุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำเพื่อปรับสมดุลเกลือแร่และน้ำอย่างเร่งด่วน
  • การใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์:
    • ยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน อาจพิจารณาใช้ในเด็กโตภายใต้การดูแลของแพทย์
    • ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง)
    • โพรไบโอติกส์ (Probiotics) บางสายพันธุ์อาจช่วยลดระยะเวลาของอาการท้องเสียได้
  • โภชนาการที่เหมาะสม: เมื่ออาการอาเจียนทุเลาลงแล้ว ควรเริ่มให้เด็กรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ กล้วยหอม แอปเปิ้ลบด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด และนมวัวชั่วคราว (ในเด็กทารกที่ดื่มนมผสม แพทย์อาจแนะนำให้เปลี่ยนเป็นนมสูตรปราศจากน้ำตาลแลคโตสชั่วคราว)
คำแนะนำจากคุณหมอ: วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องคือใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาด เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ความร้อนระบายออกไม่ได้ และอาจทำให้เด็กหนาวสั่นหรือชักได้ง่ายขึ้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลเด็กป่วยโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบมีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่เคร่งครัดเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) พร่ำเพรื่อ: โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส การซื้อยาฆ่าเชื้อรับประทานเองนอกจากจะไม่ได้ผลในการรักษาแล้ว ยังอาจทำลายแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ ทำให้เชื้อดื้อยา และทำให้อาการแย่ลง
  • ห้ามซื้อยาหยุดถ่าย (Anti-motility drugs) ให้เด็กรับประทานเอง: ยาหยุดการบีบตัวของลำไส้จะทำให้เชื้อโรคและสารพิษค้างอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในเด็กเล็กและอาจทำให้เกิดภาวะลำไส้เน่าอักเสบอย่างรุนแรง
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่ยังมีไข้: การใช้ยาไอบูโพรเฟนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารและเพิ่มภาระให้ไตในยามที่ร่างกายขาดน้ำ ส่วนแอสไพรินห้ามใช้เด็ดขาดในเด็กเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ยส์ซินโดรม (Rye syndrome) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารสามารถทำได้ด้วยสุขอนามัยที่ดีและการสร้างภูมิคุ้มกันโรค

  • การล้างมือที่ถูกต้อง: สอนและฝึกฝนให้เด็กและผู้ดูแลล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างน้อยยี่สิควินาที ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
  • ความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำ: รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด ดื่มน้ำที่ผ่านการต้มสุกหรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน หลีกเลี่ยงอาหารดิบ อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ และอาหารทิ้งค้างคืนโดยไม่มีการอุ่นร้อน
  • การรับวัคซีนป้องกันโรค: พาบุตรหลานมารับวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงจากเชื้อโรตาไวรัส (Rotavirus Vaccine) ตามกำหนดเวลาของกุมารแพทย์ ซึ่งสามารถลดความรุนแรงของการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม: ทำความสะอาดของเล่น พื้นผิวสัมผัส และห้องน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อมีคนในบ้านป่วยเป็นโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist):
  • ตั้งสติและประเมินอาการอาเจียนและระดับความขาดน้ำของเด็ก
  • หยุดอาหารและนมชั่วคราวเมื่อมีอาการอาเจียนรุนแรง ให้จิบน้ำเกลือแร่ ORS ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
  • วัดอุณหภูมิร่างกายและให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวเมื่อมีไข้
  • ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาปฏิชีวนะให้เด็กทานเองเด็ดขาด
  • สังเกตสัญญาณอันตราย เช่น ซึมมาก ปัสสาวะไม่ออก อาเจียนไม่หยุด และรีบพาไปพบแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down