ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกล้มหัวกระแทกพื้น ตกเตียง หรือศีรษะโน เกิดอะไรขึ้นกับลูกน้อย

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอในวัยเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยหัดเดินที่เด็กๆ กำลังซุกซนและสำรวจสิ่งรอบตัว การล้มกระแทกพื้น ชนขอบโต๊ะ หรือตกจากเตียง เป็นเหตุการณ์ที่กุมารแพทย์พบได้บ่อยที่สุด เมื่อเด็กๆ ศีรษะกระแทก สิ่งที่พ่อคอมมอนมักพบเจอคืออาการบวม โน หรือมีรอยช้ำบริเวณที่กระแทก ภาวะศีรษะโนเกิดจากการแตกของเส้นเลือดฝอยใต้หนังศีรษะ ทำให้เลือดและน้ำเหลืองคั่งอยู่บริเวณเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง แม้ว่าหนังศีรษะจะมีเลือดมาเลี้ยงค่อนข้างมากทำให้เกิดอาการบวมได้ง่ายและดูน่ากลัว แต่กําแพงกั้นกะโหลกศีรษะ (Skull) และเยื่อหุ้มสมองมักจะช่วยปกป้องเนื้อสมองภายในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แรงกระแทกที่มีความรุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อเนื้อสมอง เส้นเลือดภายในสมอง หรือกะโหลกศีรษะร้าว ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตที่พ่อแม่ต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

กลไกการบาดเจ็บที่ศีรษะและสาเหตุที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

เมื่อเด็กศีรษะกระแทก แรงกระแทกจะส่งผ่านจากหนังศีรษะไปยังกะโหลกและเนื้อสมอง กลไกการบาดเจ็บแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ การบาดเจ็บที่บริเวณจุดกระแทก (Coup Injury) และการบาดเจ็บที่สมองส่วนตรงกันข้ามจากการสะท้อนกลับ (Contrecoup Injury) สมองของเด็กทารกและเด็กเล็กมีความนิ่มและยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งสัดส่วนของศีรษะเมื่อเทียบกับลำตัวยังมีขนาดใหญ่ ทำให้จุดศูนย์ถ่วงอยู่ด้านบน มีโอกาสที่ศีรษะจะฟาดพื้นได้ง่าย สาเหตุหลักของอุบัติเหตุในเด็กมักเกิดจากการพลัดตกจากที่สูง เช่น ตกเตียง โซฟา เก้าอี้สูง การล้มในขณะวิ่งเล่น หรือการลื่นล้มในห้องน้ำ แรงกระแทกเหล่านี้อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกในกะโหลกศีรษะ (Intracranial Hemorrhage) ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบตามตำแหน่งที่มีเลือดออก เช่น ภาวะเลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมอง (Epidural Hematoma) และภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง (Subdural Hematoma) ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกันไปตามปริมาณเลือดที่คั่งและอัตราการกดทับเนื้อสมอง

อาการและสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หลังเกิดอุบัติเหตุ สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำคือการตั้งสติและประเมินอาการของลูกอย่างเป็นระบบ อาการทางระบบประสาทที่แสดงออกมาคือสิ่งชี้วัดว่าสมองได้รับความกระทบกระเทือนมากน้อยเพียงใด โดยแบ่งกลุ่มอาการที่ต้องระวังดังนี้

  • อาการซึมลงอย่างผิดปกติ: เด็กไม่ยอมตื่น ปลุกตื่นยาก ง่วงนอนตลอดเวลาในช่วงเวลาที่ปกติควรจะตื่นตัว
  • อาเจียนพุ่ง: อาเจียนมากกว่าหนึ่งครั้งหรืออาเจียนพุ่ง (Projectile Vomiting) ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าแรงดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น
  • ความผิดปกติของการมองเห็น: ตาเหล่ ม่านตาขยายไม่เท่ากัน มองเห็นภาพซ้อน หรือเด็กบ่นว่าตาพร่ามัว
  • พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง: ร้องกวน งอแงผิดปกติปลอบไม่ได้ หรือมีอาการสับสน จำเหตุการณ์ไม่ได้
  • ความผิดปกติทางมอเตอร์: แขนขาอ่อนแรง ขยับข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ หรือเดินเซ ทรงตัวไม่ได้
  • อาการชักเกร็ง: มีอาการชักกระตุก เกร็ง หรือหมดสติไปชั่วขณะแม้เพียงไม่กี่วินาที
  • มีของเหลวไหลออกจากร่างกาย: มีเลือดหรือน้ำใสๆ ไหลออกมาจากจมูกหรือรูหู ซึ่งแสดงว่ากะโหลกศีรษะอาจร้าวบริเวณฐานกะโหลก
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี หรือเด็กที่ไม่สามารถสื่อสารบอกอาการได้ ล้มกระแทกศีรษะค่อนข้างแรง มีรอยโนขนาดใหญ่ หรือมีอาการซึมแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบพาไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจประเมินจากแพทย์ฉุกเฉินทันที ไม่ควรปล่อยให้นอนหลับยาวนานเกินไปโดยไม่ปลุกขึ้นมาประเมินอาการในระยะสี่ชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุ

การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และการประเมินอาการ

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินจะทำการประเมินอาการอย่างละเอียด ขั้นตอนแรกคือการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับลักษณะการล้ม ความสูง แรงกระแทก พฤติกรรมทันทีหลังล้ม และอาการที่เกิดขึ้นตามมา จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจร่างกายทางระบบประสาท (Neurological Examination) เช่น การเช็กปฏิกิริยาตอบสนองของม่านตาต่อแสง การทำงานของกล้ามเนื้อ และการทรงตัว หากพบสัญญาณอันตรายหรือแพทย์ประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะมีเลือดออกในสมอง แพทย์จะพิจารณา ส่งตรวจทางรังสีวิทยา เช่น การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (Computed Tomography Scan หรือ CT Scan) เพื่อดูว่ามีเลือดคั่งในกะโหลกศีรษะ กะโหลกศีรษะร้าว หรือเนื้อสมองบวมช้ำหรือไม่ ในกรณีที่เด็กอาการน้อยและไม่มีสัญญาณเตือนอันตราย แพทย์อาจพิจารณาให้สังเกตอาการต่อที่โรงพยาบาลหรือให้กลับบ้านพร้อมคำแนะนำในการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

วิธีรักษาและการดูแลเมื่อลูกล้มหัวกระแทกพื้น

การรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บ หากเป็นการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย มีรอยโนและเด็กยังร่าเริงดี การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่บ้านสามารถทำได้โดยการประคบเย็นบริเวณที่โนด้วยผ้าห่อน้ำแข็งครั้งละสิบถึงสิบห้านาทีในช่วงยี่สิบสี่ชั่วโมงแรก เพื่อลดการบวมและช่วยให้เส้นเลือดหดตัว หลังจากนั้นหากยังมีอาการบวมช้ำ สามารถเปลี่ยนเป็นประคบอุ่นเพื่อช่วยให้เลือดที่คั่งสลายตัวได้เร็วขึ้น ในส่วนของการให้ยาแก้ปวด สามารถให้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของเด็ก เพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะ ห้ามให้เด็กนอนราบสนิททันทีในบางกรณี และต้องสังเกตอาการต่อเนื่องอย่างน้อยสี่สิบแปดชั่วโมง สำหรับกรณีที่มีภาวะเลือดออกในสมองหรือมีความดันในกะโหลกศีรษะสูง เด็กจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โดยแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมระบบประสาท ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อระบายเลือดที่คั่งออกและลดความดันในสมอง

คำแนะนำจากคุณหมอ: ในช่วงยี่สิบสี่ชั่วโมงแรกหลังลูกหัวกระแทก พ่อแม่ควรปลุกเด็กขึ้นมาเช็กอาการทุกสองถึงสามชั่วโมงในคืนแรก เพื่อดูว่าเด็กยังตอบสนองได้ตามปกติหรือไม่ และห้ามให้เด็กกินอาหารหรือดื่มนมปริมาณมากทันทีหลังล้มเพราะอาจกระตุ้นให้อาเจียนได้

สิ่งสำคัญที่ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อลูกหัวกระแทก

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก มีข้อห้ามสำคัญที่พ่อแม่และผู้ดูแลต้องจดจำและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

  • ห้ามเขย่าตัวเด็กแรงๆ: เพื่อปลุกให้ตื่น การเขย่าเด็กอาจทำให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนซ้ำเติมและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
  • ห้ามซื้อยาแอสไพรินหรือยากลุ่มอื่นให้กินเอง: ควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้ยาใดๆ ทั้งสิ้น
  • ห้ามละเลยอาการซึม: หากเด็กดูง่วงเหงาหาวนอนผิดปกติ ห้ามคิดว่าเป็นเพราะเด็กเพลียจากการร้องไห้เด็ดขาด ต้องคิดไว้ก่อนว่าเป็นอาการทางสมองและรีบพาไปพบแพทย์
  • ห้ามเจาะหรือประคบร้อนจัดทันที: ห้ามทำการเจาะรอยโนหรือนวดคลึงบริเวณที่โนอย่างรุนแรง เพราะอาจทำให้เส้นเลือดฝอยฉีกขาดเพิ่มขึ้นและเลือดออกมากขึ้น

การป้องกันอุบัติเหตุและการพลัดตกหกล้มในเด็ก

การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา เนื่องจากอุบัติเหตุจากการพลัดตกหกล้มสามารถลดเลือนลงได้ด้วยการปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้มีความปลอดภัย พ่อแม่ควรติดตระแกรงกั้นเตียง ติดตั้งประตูกั้นบันไดเพื่อป้องกันเด็กเดินพลัดตกลงมา ใช้แผ่นกันกระแทกติดบริเวณมุมโต๊ะและขอบเฟอร์นิเจอร์ที่มีความคม พื้นห้องควรเป็นวัสดุที่ไม่ลื่น หลีกเลี่ยงการปล่อยเด็กไว้บนที่สูงหรือโซฟาตามลำพังแม้เพียงเสี้ยววินาที และควรดูแลอย่างใกล้ชิดในขณะที่เด็กกำลังหัดเดินหรือวิ่งเล่น

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่

อุบัติเหตุศีรษะกระแทกในเด็กเป็นเรื่องที่สร้างความตกใจให้พ่อแม่เป็นอย่างมาก สิ่งสำคัญคือการตั้งสติ ประเมินอาการอย่างเป็นระบบ และเฝ้าระวังสัญญาณอันตรายอย่างใกล้ชิด หากพบอาการผิดปกติ เช่น ซึมลง อาเจียนพุ่ง ชัก หรือแขนขาอ่อนแรง ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อให้เด็กได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down