ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำ: ภาวะไข้สูงจนชักในเด็ก เรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

ภาวะชักจากไข้สูง (Febrile Seizure หรือ Febrile Convulsion) เป็นหนึ่งในสถานการณ์ฉุกเฉินทางกุมารเวชศาสตร์ที่สร้างความตกใจและวิตกกังวลให้กับผู้ปกครองมากที่สุด เมื่อลูกน้อยมีไข้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดอาการเกร็ง กระตุก ตาค้าง หรือหมดสติไปต่อหน้าต่อตา แม้ว่าโดยส่วนใหญ่ภาวะชักจากไข้สูงในเด็กมักไม่ก่อให้เกิดความเสียหายถาวรต่อสมอง แต่หากผู้ปกครองขาดความรู้ในการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง หรือไม่สามารถแยกแยะสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่อาจชี้ถึงการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) ก็อาจส่งผลให้อาการบานปลายจนอันตรายถึงชีวิตได้

จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า ภาวะชักจากไข้สูงมักเกิดขึ้นในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี โดยมีช่วงอายุที่พบถี่ที่สุดคือ 12 ถึง 18 เดือน พบในเด็กประมาณ 2% ถึง 5% ทั่วโลก บทความนี้จัดทำขึ้นโดยกุมารแพทย์เพื่อให้อธิบายกลไกการเกิดโรค การจำแนกประเภทอาการชัก สัญญาณวิกฤตที่ต้องส่งโรงพยาบาลทันที ตลอดจนขั้นตอนการปฐมพยาบาลและการดูแลที่ถูกต้องตามมาตรฐานทางการแพทย์สากล

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes & Pathophysiology)

การเข้าใจกลไกการเกิดภาวะชักจากไข้จะช่วยให้ผู้ปกครองลดความตื่นตระหนกและสามารถรับมือได้อย่างถูกวิธี โดยมีปัจจัยหลักดังนี้

1. กลไกทางประสาทวิทยา (Neurophysiological Mechanism)

สมองของเด็กเล็กในวัย 6 เดือน ถึง 5 ปี ยังมีระบบการเจริญเติบโตและการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ โดยเฉพาะศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) เมื่อร่างกายมีการติดเชื้อและเกิดอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Rapidly Rising Temperature) เซลล์ประสาทในสมองจะถูกกระตุ้นให้เกิดการปล่อยกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติและพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดอาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย

2. สาเหตุของการติดเชื้อที่เป็นปัจจัยกระตุ้น

ไข้ที่เป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการชักมักเกิดจากการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจหรือระบบอื่น ๆ ในร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัส ได้แก่:

  • เชื้อไวรัส HHV-6 (Human Herpesvirus 6): ก่อให้เกิดโรคหัดกุหลาบ (Roseola Infantum) ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการชักจากไข้ในเด็กเล็ก
  • เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus): ทั้งสายพันธุ์ A และ B
  • เชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่น ๆ: เช่น Adenovirus, Enterovirus และ RSV (Respiratory Syncytial Virus)
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย: เช่น หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (Acute Otitis Media), ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

3. ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Predisposition)

เด็กที่มีประวัติครอบครัว (พ่อ แม่ หรือพี่น้องสายตรง) เคยมีประวัติชักจากไข้สูง จะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้สูงกว่าเด็กทั่วไปถึง 2-4 เท่า เนื่องจากมียีนที่เกี่ยวข้องกับการนำคลื่นไฟฟ้าในเซลล์ประสาทและการตอบสนองต่อไข้ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ความเข้าใจผิดทางการแพทย์: ระดับความสูงของไข้ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ชัก แต่อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว (Rapid Spike in Temperature) เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เกิดอาการชักได้แม้ไข้จะยังไม่สูงถึง 40 องศาเซลเซียสก็ตาม

อาการสำคัญและประเภทของภาวะชักจากไข้ (Classification of Febrile Seizures)

ทางการแพทย์แบ่งภาวะชักจากไข้สูงออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีพยากรณ์โรคและความรุนแรงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

1. อาการชักจากไข้แบบธรรมดา (Simple Febrile Seizure)

เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด (ประมาณ 80-85% ของเคสทั้งหมด) และมักไม่มีอันตรายร้ายแรงต่อสมอง โดยมีลักษณะดังนี้:

  • อาการชักเกิดขึ้นทั่วตัว (Generalized Seizure) เช่น เกร็งกระตุกทั้งแขนและขา ตาค้าง หรือเกร็งทั้งตัว
  • ระยะเวลาในการชักสั้นกว่า 15 นาที (ส่วนใหญ่ชักไม่เกิน 2-3 นาที)
  • เกิดอาการชักเพียง 1 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง หรือภายในระยะเวลาที่มีไข้ในรอบนั้น
  • หลังหยุดชัก เด็กจะค่อย ๆ รู้สึกตัวและฟื้นคืนสติได้ตามปกติภายในเวลาไม่นาน

2. อาการชักจากไข้แบบซับซ้อน (Complex Febrile Seizure)

เป็นประเภทที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจากกุมารแพทย์ทันที เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะสัมพันธ์กับโรคทางสมอง โดยมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้:

  • อาการชักแบบเฉพาะที่ (Focal Seizure) เช่น กระตุกเพียงแขนข้างเดียว ขาข้างเดียว หรือหน้าเบี้ยวครึ่งซีก
  • ระยะเวลาในการชักนานเกิน 15 นาทีขึ้นไป
  • มีอาการชักซ้ำมากกว่า 1 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง หรือในระหว่างการป่วยครั้งเดียวกัน
  • หลังหยุดชัก เด็กยังมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก (Todd's Paresis) หรือซึมมากไม่ตื่น

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags: อาการแบบไหนอันตรายถึงชีวิต

หากเด็กมีอาการชักร่วมกับสัญญาณเตือนอันตรายดังต่อไปนี้ ผู้ปกครองต้องนำส่งโรงพยาบาลหรือเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน (โทร 1669) ทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) หรือสมองอักเสบ (Encephalitis) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต:

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องพบแพทย์ทันที:
  • ชักนานเกิน 5 นาที: ถือเป็นภาวะชักต่อเนื่อง (Status Epilepticus) ซึ่งส่งผลให้สมองขาดออกซิเจนและเสียหายถาวรได้
  • คอแข็งเกร็ง (Stiff Neck) หรือกระหม่อมโป้งตึง: ในทารกที่กระหม่อมยังไม่ปิด หากพบกระหม่อมโป้งตึงร่วมกับซึม แสดงถึงแรงดันในสมองสูง
  • ซึมมาก ไม่รู้สึกตัว หรือเรียกไม่ตื่น: หลังหยุดชักแล้วเกิน 30 นาทียังไม่คืนสติ
  • อาเจียนพุ่งหลายครั้ง: ร่วมกับอาการปวดศีรษะรุนแรง
  • มีผื่นจุดเลือดออกตามตัว (Petechiae or Purpura): ชี้ถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง (Sepsis)
  • หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ (Cyanosis): ภาวะพร่องออกซิเจน
  • เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน หรือมากกว่า 5 ปี: ที่มีอาการชักครั้งแรก ต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดทุกราย

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกไข้สูงจนชัก: ขั้นตอนที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องในนาทีแรกที่เด็กเกิดอาการชัก มีความสำคัญสูงสุดในการป้องกันทางเดินหายใจอุดกั้นและการบาดเจ็บแทรกซ้อน:

ขั้นตอนการปฐมพยาบาล (Step-by-Step Emergency First Aid)

  1. ตั้งสติและจับเวลา: ผู้ปกครองต้องตั้งสติ ดูนาฬิกาเพื่อจับเวลาว่าเด็กเริ่มชักตั้งแต่กี่โมง และชักนานกี่นาที (ข้อมูลนี้สำคัญมากสำหรับแพทย์)
  2. จัดท่าทางให้ปลอดภัย (Recovery Position): วางเด็กนอนตะแคงข้างบนพื้นเรียบ นุ่ม และปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เสมหะ น้ำมูก หรือเศษอาหารอุดกั้นทางเดินหายใจ หรือสำลักเข้าปอด
  3. คลายเสื้อผ้าให้หลวม: ปลดกระดุมเสื้อผ้า คลายแพมเพิส เพื่อให้เด็กหายใจได้สะดวกขึ้น
  4. ดูแลสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย: ย้ายข้าวของเครื่องใช้ที่มีความคม หรือของแข็งออกจากบริเวณรอบตัวเด็ก ป้องกันการกระแทก
  5. เช็ดตัวลดไข้ขณะชัก (ทำอย่างเบามือ): หากทำได้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาเช็ดตัวบริเวณซอกคอ รักแร้ และหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อน แต่ต้องไม่ขัดขวางการหายใจ
  6. สังเกตลักษณะอาการชัก: ดูว่าชักเกร็งทั้งตัว หรือชักกระตุกเฉพาะที่ ตาเหลือกไปทางไหน เพื่อแจ้งแพทย์

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

การปฐมพยาบาลที่ผิดวิธีอาจทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บรุนแรง หรือเสียชีวิตจากภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นได้

สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อลูกชัก (Medical Contraindications):
  • ห้ามใช้นิ้ว ช้อน ไม้กดลิ้น หรือสิ่งของใด ๆ ยัดเข้าปากเด็กเด็ดขาด: เป็นความเข้าใจผิดที่อันตรายมาก การใส่อุปกรณ์เข้าปากจะทำให้ฟันหัก ฟันหลุดลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจ หรือทำให้เนื้อเยื่อในช่องปากบาดเจ็บรุนแรง และเด็กไม่ได้มีภาวะลิ้นจุกคอจนขาดอากาศหายใจอย่างที่เคยเชื่อกัน
  • ห้ามกด เกร็ง หรือดึงรั้งแขนขาเด็กขณะชัก: การกดบังคับตัวเด็กอาจทำให้กระดูกหัก หรือกล้ามเนื้ออักเสบฉีกขาดได้
  • ห้ามป้อนยา หรือให้น้ำทางปากขณะเด็กกำลังชักหรือยังไม่ฟื้นสติเต็มที่: เพราะจะทำให้เกิดการสำลักเข้าสู่ปอด (Aspiration) ก่อให้เกิดปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรงหรือขาดอากาศหายใจ
  • ห้ามใช้น้ำเย็นจัด หรือน้ำใส่น้ำแข็งเช็ดตัว: เพราะจะทำให้หลอดเลือดฝอยหดตัว ร่างกายระบายความร้อนไม่ได้ และกระตุ้นให้เด็กหนาวสั่นจนไข้ดีดสูงขึ้น

ขนาดยาและการใช้ยาลดไข้ที่ปลอดภัยในเด็ก

การใช้ยาลดไข้เป็นเพียงการบรรเทาอาการและช่วยให้เด็กสบายตัวขึ้น แต่ไม่ได้ป้องกันการชักได้ 100% อย่างไรก็ตาม การคำนวณยาลดไข้ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับ

1. ยาพาราเซตามอล (Paracetamol)

เป็นยาลดไข้มาตรฐานที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก เมื่อใช้อย่างถูกวิธี

  • ขนาดยาที่ถูกต้อง: 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง
  • ความถี่: ทานห่างกันทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้ (ห้ามทานเกิน 5 ครั้งต่อวัน)
  • ตัวอย่างการคำนวณ: เด็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ควรกินยาพาราเซตามอลขนาด 100 ถึง 150 มิลลิกรัม ต่อครั้ง (หากใช้ยาสิโรปความเข้มข้น 120 mg/5 mL จะเท่ากับประมาณ 4 ถึง 6 มิลลิลิตร)

2. ยายกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen)

  • ข้อระวังสำคัญ: ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือยาในกลุ่ม NSAIDs ในเด็กที่สงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) หรือยังไม่ได้ตัดสาเหตุของไข้เลือดออกออกไป เพราะยาจะส่งผลให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติและเพิ่มความเสี่ยงภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารและลำไส้รุนแรง
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด: เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Reye's Syndrome ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงทำให้ตับวายและสมองบวมถึงชีวิต

3. ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)

ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ หรือ ยาฆ่าเชื้อ ให้เด็กทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากภาวะไข้สูงส่วนใหญ่ในเด็กเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยา และเสี่ยงต่อผลข้างเคียงจากยา

วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge Technique)

การเช็ดตัวลดไข้เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในการนำความร้อนออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว โดยมีหลักปฏิบัติสากลดังนี้:

  1. ใช้น้ำธรรมดา (น้ำอุณหภูมิห้อง) หรือน้ำอุ่นปานกลาง ห้ามใช้น้ำเย็นจัด
  2. ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็ก 2-4 ผืน ชุบน้ำบิดหมาด ๆ
  3. เช็ดถูย้อนรูขุมขน โดยเช็ดจากปลายมือปลายเท้าเข้าหาหัวใจ
  4. นำผ้ามาพักไว้ตามบริเวณที่มีหลอดเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ซอกคอ รักแร้ทั้งสองข้าง ขาหนีบทั้งสองข้าง และข้อพับ เปลี่ยนผ้าทุก 2-3 นาที
  5. เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ถึง 20 นาที แล้วเช็ดตัวให้แห้งก่อนใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
  6. วัดอุณหภูมิซ้ำหลังเช็ดตัวเสร็จ 30 นาที

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis & Evaluation)

เมื่อผู้ปกครองนำเด็กส่งโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินกระบวนการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนดังนี้:

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด

แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับลักษณะการชัก ระยะเวลา ความถี่ ประวัติวัคซีน และประวัติโรคทางระบบประสาทในครอบครัว พร้อมทั้งตรวจร่างกายหาสาเหตุของไข้ และตรวจสัญญาณการระคายเคืองของเยื่อหุ้มสมอง (Meningeal Signs)

2. การเจาะหลังตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture: LP)

พิจารณาทำในกรณีที่แพทย์สงสัยการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง (เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ) ข้อบ่งชี้ได้แก่:

  • เด็กมีอาการแสดงของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เช่น คอแข็ง ซึม ร้องกระจองอแงผิดปกติ กระหม่อมโป้งตึง
  • เด็กอายุต่ำกว่า 12 เดือนที่ได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อ Haemophilus influenzae type b (Hib) หรือ Streptococcus pneumoniae (PCV) ไม่ครบถ้วน
  • เด็กที่มีอาการชักแบบซับซ้อน (Complex Febrile Seizure)
  • เด็กที่ได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อนหน้า ซึ่งอาจบดบังอาการของการติดเชื้อเยื่อหุ้มสมอง

3. การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) และการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT/MRI)

ไม่จำเป็นต้องทำในผู้ป่วยชักจากไข้แบบธรรมดา (Simple Febrile Seizure) ทุกราย แต่จะพิจารณาทำเฉพาะในรายที่เป็นอาการชักแบบซับซ้อน (Complex Febrile Seizure) มีความผิดปกติของระบบประสาทเฉพาะที่ หรือมีพัฒนาการช้าผิดปกติ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

  1. การฉีดวัคซีนป้องกันโรค: ควรให้เด็กได้รับวัคซีนตามตารางวัคซีนมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขและวัคซีนเสริม เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) ตามฤดูกาลทุกปี และวัคซีนป้องกันนิวโมคอกคัส (PCV) เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อรุนแรงที่เป็นสาเหตุของไข้สูง
  2. การสุขอนามัยและการดูแลสิ่งแวดล้อม: ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการนำเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  3. การเตรียมยาลดไข้และปรอทวัดไข้ไว้ประจำบ้าน: เมื่อลูกเริ่มมีอาการตัวร้อน ผู้ปกครองควรรีบวัดไข้ทางรักแร้หรือหู หากอุณหภูมิสูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียส ให้เริ่มเช็ดตัวและทานยาลดไข้ตามขนาดยาที่ถูกต้องทันที

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ (Parent Actionable Checklist)

รายการเช็กลิสต์ปฏิบัติทันทีเมื่อลูกไข้สูงและชัก:
  • ตั้งสติ และ จับเวลา การชักทันที
  • จัดท่านอนตะแคง บนพื้นราบ ป้องกันการสำลัก
  • ห้ามยัดสิ่งของใด ๆ เข้าปากเด็กเด็ดขาด
  • ห้ามกดหรือยึดจับแขนขา ให้ปล่อยชักในท่าที่ปลอดภัย
  • ถอดเสื้อผ้า เพื่อระบายความร้อน
  • หากชักเกิน 5 นาที หรือมีสัญญาณ Red Flags ให้โทร 1669 หรือนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินทันที
  • หลังหยุดชัก เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น/น้ำธรรมดา (Tepid Sponge) นาน 15-20 นาที
  • คำนวณยาลดไข้พาราเซตามอล ตามน้ำหนักตัว (10-15 mg/kg) ให้ถูกต้อง
  • พาลูกไปพบกุมารแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุของไข้ทุกครั้งหลังเกิดอาการชัก
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down