ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

อาการแพ้อาหารเฉียบพลันในเด็กภัยเงียบที่พ่อแม่ต้องระวัง

อาการแพ้อาหารเฉียบพลันในเด็ก (Acute Food Allergy) ถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ที่พบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน และสร้างความวิตกกังวลให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเด็กมีความไวผิดปกติต่อโปรตีนในอาหารบางชนิด ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นอาหารที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับเด็กส่วนใหญ่ แต่ภูมิคุ้มกันของเด็กที่แพ้กลับมองว่าโปรตีนเหล่านั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมและเป็นอันตราย จึงกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเคมีต่างๆ เช่น ฮีสตามีน (Histamine) ออกมาในปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบและแสดงอาการแสดงออกทางผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร หรือแม้กระทั่งระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งในรายที่มีอาการรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะช็อกและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการแพ้อาหารเฉียบพลัน

กลไกการเกิดอาการแพ้อกอาหารเฉียบพลันเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยตรง โดยแบ่งออกเป็นชนิดที่อาศัยแอนติบอดี้ชนิดอิมมูโนโกลบูลินอี (IgE-mediated food allergy) ซึ่งเป็นชนิดที่พบบ่อยและมักแสดงอาการอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาทีจนถึงสองชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารเข้าไป และชนิดที่ไม่ใช่อิมมูโนโกลบูลินอี (Non-IgE-mediated food allergy) ซึ่งมักแสดงอาการช้ากว่า อาหารที่เป็นสาเหตุหลักของการแพ้ในเด็ก ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง อาหารทะเล ปลา แป้งสาลี และถั่วเหลือง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เด็กมีโอกาสเกิดอาการแพ้อาหารได้มากกว่าปกติ ได้แก่ พันธุกรรม หากพ่อแม่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืด หรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เด็กจะมีโอกาสสูงขึ้น นอกจากนี้ความพร้อมของระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกันในวัยทารกก็มีส่วนสำคัญ การสัมผัสอาหารบางชนิดเร็วเกินไปในขณะที่ลำไส้อยยังพัฒนาไม่เต็มที่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน

อาการสำคัญและลักษณะของปฏิกิริยาการแพ้

อาการแพ้อาหารเฉียบพลันสามารถแสดงออกได้หลายระบบในร่างกายพร้อมๆ กัน โดยความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน อาการที่สังเกตได้บ่อยมีดังนี้

  • ระบบผิวหนัง: เกิดผื่นลมพิษ (Urticaria) มีอาการคัน มีรอยแดง หรือมีอาการบวมบริเวณใบหน้า ริมฝีปาก เปลือกตา หรือลิ้น
  • ระบบทางเดินอาหาร: มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง หรือมีอาการท้องเสียหลังรับประทานอาหารไม่นาน
  • ระบบทางเดินหายใจ: มีอาการคัดจมูก น้ำูกไหล จาม มีเสียงหายใจหวีด (Wheezing) หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือไอเรื้อรัง
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด: หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ชีพจรเต้นเร็ว หรือมีความดันโลหิตต่ำลงอย่างรวดเร็ว
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการแพ้อาหารสามารถลุกลามอย่างรวดเร็ว หากเด็กเริ่มมีอาการแสดงออกมากกว่าหนึ่งระบบ เช่น มีผื่นขึ้นร่วมกับอาเจียน หรือหายใจมีเสียงดัง ควรเตรียมตัวรับมือกับภาวะรุนแรงทันที

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที

ภาวะแพ้อย่างรุนแรงเฉียบพลันหรือที่เรียกว่า อะนาฟิแล็กซิส (Anaphylaxis) เป็นภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด สัญญาณเตือนอันตรายที่พ่อแม่ต้องสังเกตให้ดี ได้แก่

  • หายใจลำบาก หายใจหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด หรือมีอาการไออย่างรุนแรง
  • ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอมีอาการบวมมากจนขัดขวางการหายใจหรือการกลืน
  • เสียงแหบ เสียงเปลี่ยน หรือพูดไม่เป็นประโยคเนื่องจากหายใจไม่ทัน
  • มีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด สับสน หรือหมดสติ
  • ผิวหนังซีดเซียว เย็น ชื้น หรือมีริมฝีปากและปลายนิ้วเขียวคล้ำจากภาวะขาดออกซิเจน
  • ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจนอาจช็อก
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากเด็กมีอาการเข้าข่ายภาวะอะนาฟิแล็กซิส ห้ามรอสังเกตอาการอยู่ที่บ้านเด็ดขาด ต้องโทรศัพท์แจ้งสายด่วนทางการแพทย์หรือรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที และหากเด็กได้รับการวินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงสูง แพทย์มักจะจ่ายยาฉีดอะดรีนาลีนชนิดพกพา (Epinephrine Auto-injector) ให้ผู้ปกครองเก็บไว้เสมอ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ด้วยอาการแพ้อหาร แพทย์จะดำเนินการซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงชนิดของอาหารที่รับประทาน ปริมาณ เวลาที่เริ่มแสดงอาการ และลักษณะของอาการที่เกิดขึ้น จากนั้นจะทำการตรวจร่างกาย และอาจพิจารณาใช้วิธีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่

  • การทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Test): เป็นวิธีที่นิยมทำและให้ผลค่อนข้างเร็ว โดยการหยดสารสกัดจากอาหารลงบนผิวหนังแขนแล้วสะกิดเบาๆ เพื่อดูปฏิกิริยาตุ่มนูน
  • การตรวจเลือดหาแอนติบอดี้ (Specific IgE Blood Test): เพื่อวัดระดับภูมิคุ้มกันจำเพาะต่ออาหารแต่ละชนิดในกระแสเลือด
  • การทดสอบการรับประทานอาหารภายใต้การดูแลของแพทย์ (Oral Food Challenge): เป็นมาตรฐานทองคำในการวินิจฉัย แต่ต้องทำในสถานพยาบาลที่มีเครื่องมือแพทย์พร้อมช่วยเหลือฉุกเฉินเท่านั้น เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้กำเริบระหว่างทดสอบ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

การรักษาอาการแพ้อาหารเฉียบพลันขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ในกรณีที่แพ้ไม่รุนแรง แพทย์อาจให้รับประทานยาแก้แพ้กลุ่ม antihistamines เพื่อบรรเทาอาการคันและผื่นลมพิษ ร่วมกับการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานในระยะสั้นเพื่อลดการอักเสบ แต่หากมีอาการรุนแรงหรือมีภาวะอะนาฟิแล็กซิส การรักษาหลักคือการฉีดยาอะดรีนาลีน (Epinephrine) เข้าที่กล้ามเนื้อต้นขาโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยขยายหลอดลม เพิ่มความดันโลหิต และหยุดปฏิกิริยาการแพ้

การดูแลเบื้องต้นที่บ้านเมื่อเด็กมีอาการแพ้ไม่รุนแรง ได้แก่ หยุดให้รับประทานอาหารต้องสงสัยทันที ล้างปากหรือล้างผิวหนังบริเวณที่สัมผัสอาหารด้วยน้ำสะอาด เฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดไม่ให้คลาดสายตา และเตรียมพร้อมนำส่งโรงพยาบาลหากอาการแย่ลง ห้ามให้เด็กรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำใดๆ หากมีอาการบวมในลำคอหรือหายใจลำบาก

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลเด็กที่มีอาการแพ้อาหาร มีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามที่เคร่งครัดดังนี้

  • ห้ามชะล่าใจหรือคิดว่าอาการแพ้เล็กน้อยจะหายไปเอง อาการแพ้อาหารสามารถทวีความรุนแรงขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที
  • ห้ามทดลองให้เด็กกินอาหารที่เคยแพ้ซ้ำเพื่อดูว่าหายแพ้หรือยังด้วยตนเองที่บ้าน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านฮีสมานีนชนิดง่วงนอนเป็นหลักในการรักษาอาการแพ้รุนแรง เพราะอาจทำให้เด็กซึมจนแยกไม่ออกกับอาการช็อก
  • อ่านฉลากโภชนาการและส่วนผสมของอาหารทุกครั้งก่อนซื้อหรือให้เด็กรับประทาน เพื่อป้องกันการได้รับอาหารที่แพ้โดยไม่รู้ตัว
  • ระวังเรื่องการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) ในกระบวนการเตรียมอาหาร เช่น การใช้ภาชนะร่วมกัน

วิธีป้องกันและการบริหารจัดการในระยะยาว

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นสาเหตุอย่างเคร่งครัด พ่อแม่และผู้ดูแลต้องทำความเข้าใจและสื่อสารกับบุคคลรอบข้าง เช่น ครูที่โรงเรียน หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก ให้ตระหนักถึงความรุนแรงของอาการแพ้ของเด็ก

สำหรับทารก การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรกสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ระดับหนึ่ง การเริ่มอาหารตามวัยควรเริ่มทีละชนิดและเว้นระยะเวลาเพื่อสังเกตอาการผิดปกติ หากเด็กมีประวัติแพ้อาหารชนิดใด ควรปรึกษากุมารแพทย์ด้านภูมิแพ้เพื่อรับคำแนะนำในการหลีกเลี่ยงอาหารและการทดแทนสารอาหารที่จำเป็นอย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วนสำหรับการเจริญเติบโต

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down