ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภาพรวมโรคไข้เลือดออกในเด็ก: ภัยเงียบจากยุงลายที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) และโรคไข้เลือดออกเดงกี (Dengue Hemorrhagic Fever: DHF) เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อไวรัสที่พบบ่อยและมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางการแพทย์ระดับกุมารเวชศาสตร์ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนชื้นรวมถึงประเทศไทย โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งมีตัวนำโรคที่สำคัญคือยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) และยุงลายสวน (Aedes albopictus)

ในกลุ่มผู้ป่วยเด็ก โรคไข้เลือดออกมีความท้าทายในการตรวจวินิจฉัยและการดูแลอย่างมาก เนื่องจากอาการในระยะเริ่มต้นอาจมีความคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจหรือไข้หวัดทั่วไป แต่ความอันตรายของโรคไข้เลือดออกอยู่ที่กลไกการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาที่สามารถดำเนินไปสู่ภาวะพลาสมารั่วไหลออกจากเส้นเลือด (Plasma Leakage) ภาวะเกล็ดเลือดต่ำอย่างรวดเร็ว (Thrombocytopenia) และภาวะช็อกที่อันตรายถึงชีวิต (Dengue Shock Syndrome: DSS) หากผู้ดูแลไม่สามารถสังเกตเห็นสัญญาณเตือนอันตรายและนำส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา

กลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน (Obesity) เด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคไต หรือโรคเลือด รวมไปถึงเด็กที่เคยติดเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์อื่นมาแล้วก่อนหน้านี้ การทำความเข้าใจกลไกของโรค การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการปกป้องชีวิตของลูกน้อย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้เลือดออก (Causes & Pathophysiology)

เชื้อสาเหตุของโรคไข้เลือดออกคือ ไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งเป็นไวรัสในตระกูล Flaviviridae มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ (Serotypes) ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 เมื่อยุงลายกัดผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัส เชื้อจะเข้าไปเจริญเติบโตในตัวยุง และเมื่อยุงไปกัดเด็กคนอื่น เชื้อไวรัสจะถูกฉีดเข้าสู่กระแสเลือดของเด็กผ่านทางน้ำลายของยุง

กลไกการเกิดโรคในร่างกายของเด็กมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง การติดเชื้อครั้งแรก (Primary Infection) มักแสดงอาการเป็นไข้เดงกีทั่วไป (Dengue Fever) ซึ่งอาการไม่รุนแรงมากและร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันถาวรต่อสายพันธุ์ที่ติดเชื้อนั้น แต่เมื่อเด็กได้รับเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์ที่แตกต่างออกไปในการติดเชื้อครั้งที่สอง (Secondary Infection) จะเกิดปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า Antibody-Dependent Enhancement (ADE)

ปฏิกิริยา ADE นี้ทำให้แอนติบอดีเดิมที่ไม่สามารถทำลายเชื้อสายพันธุ์ใหม่ได้ กลับไปส่งเสริมให้เชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวและแบ่งตัวได้ทวีคูณ ส่งผลให้มีการหลั่งสารอักเสบ (Cytokines) ออกมาในกระแสเลือดจำนวนมาก ก่อให้เกิดภาวะผิดปกติที่สำคัญ 3 ประการ:

  • การเพิ่มความสามารถในการซึมผ่านของหลอดเลือด (Vascular Permeability): สารอักเสบทำให้ผนังหลอดเลือดแคปิลลารีเปิดกว้างขึ้น ส่งผลให้พลาสมา (น้ำเลือด) รั่วไหลออกจากเส้นเลือดเข้าสู่ช่องว่างในร่างกาย เช่น ช่องปอด (Pleural Effusion) และช่องท้อง (Ascites) ทำให้ปริมาณเลือดในระบบไหลเวียนลดลงอย่างรวดเร็ว
  • ภาวะเกล็ดเลือดต่ำและการทำงานของเกล็ดเลือดผิดปกติ (Thrombocytopenia & Platelet Dysfunction): ไวรัสและปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันจะกดการสร้างเกล็ดเลือดในไขกระดูก และทำลายเกล็ดเลือดในกระแสเลือด ส่งผลให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติและมีเลือดออกง่าย
  • ภาวะช็อกจากการขาดน้ำเลือด (Hypovolemic Shock): เมื่อพลาสมารั่วไหลออกนอกเส้นเลือดในปริมาณมาก เลือดจะมีความเข้มข้นสูงขึ้น (Hemoconcentration) ความดันโลหิตจะตก การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญลดลง นำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ (Multiorgan Failure)

3 ระยะสำคัญของโรคไข้เลือดออกในเด็ก (Progression & Phases of Disease)

การดำเนินโรคของไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะที่ชัดเจน ซึ่งแต่ละระยะต้องการการเฝ้าระวังและการดูแลทางการแพทย์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

1. ระยะไข้สูง (Febrile Phase)

ระยะนี้มักมีระยะเวลาประมาณ 2 ถึง 7 วัน เด็กจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน มักสูงเกิน 38.5 ถึง 40 องศาเซลเซียส ไข้มักเป็นตลอดเวลาและลดลงยากแม้จะรับประทานยาเช็ดตัว ร่วมกับมีอาการหน้าแดง ตาแดง ปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก ปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวา อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ในระยะนี้ การตรวจเลือดยังอาจไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจน แต่มักเริ่มพบภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (Leukopenia)

2. ระยะวิกฤต หรือระยะการรั่วของพลาสมา (Critical Phase / Plasma Leakage Phase)

ระยะนี้ถือเป็นระยะที่อันตรายที่สุด มักเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 3 ถึงวันที่ 7 ของโรค และมักตรงกับช่วงที่ "ไข้เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว" ซึ่งพ่อแม่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าลูกกำลังจะหาย แต่ในความเป็นจริง การที่ไข้ลดลงในระยะนี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะพลาสมารั่วไหล ระยะวิกฤตมักใช้เวลาประมาณ 24 ถึง 48 ชั่วโมง

หากพลาสมารั่วไหลในปริมาณมาก เด็กจะมีอาการกระสับกระส่าย ซึมลง มือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อยลง ปวดท้องรุนแรง อาเจียนมาก และอาจเกิดภาวะช็อก (Dengue Shock Syndrome) ความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเบาเร็ว หากไม่ได้รับการชดเชยสารน้ำทางหลอดเลือดดำอย่างถูกต้องและทันท่วงที อาจทำให้เสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase)

หากผู้ป่วยผ่านพ้นระยะวิกฤตไปได้โดยได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง ร่างกายจะเริ่มดูดซึมพลาสมาที่รั่วไหลกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือด ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 5 วัน เด็กจะเริ่มมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไข้ลดลง ความอยากอาหารกลับคืนมา ปัสสาวะออกมากและมีสีใส ชีพจรและความดันโลหิตกลับคืนสู่ภาวะปกติ และมักพบผื่นแดงที่มีวงขาวเว้นว่างตรงกลาง เรียกว่า ผื่นฟื้นตัวของไข้เลือดออก (Convalescent Rash) ร่วมกับมีอาการคันตามปลายมือปลายเท้า

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำลูกส่งโรงพยาบาลด่วน

สัญญาณเตือนอันตรายวิกฤต (Warning Signs for Severe Dengue): หากเด็กมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ผู้ดูแลต้องพาเด็กมาพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด
  • ปวดท้องรุนแรงหรือกดเจ็บกดแน่นบริเวณท้อง: โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา ซึ่งเกิดจากตับโตและมีน้ำรั่วซึมในช่องท้อง
  • อาเจียนอย่างต่อเนื่อง: มากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปในเวลา 1 ชั่วโมง หรืออาเจียนตลอดเวลาจนไม่สามารถดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่ได้
  • มีภาวะเลือดออกตามร่างกาย: เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือดหรือเป็นสีเอาสีย้อมกาแฟ ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำสนิท (Melena) หรือมีจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆ ตามผิวหนังจำนวนมาก
  • ภาวะซึมลง หรือกระสับกระส่ายผิดปกติ: เด็กไม่ร่าเริง ร้องไห้โยกเยก งอแงตลอดเวลา ตอบสนองช้าลง หรือซึมสับสน
  • สัญญาณภาวะช็อกและการไหลเวียนเลือดล้มเหลว: มือเท้าเย็นชืด ปลายมือปลายเท้าเขียว ตัวลาย ผิวหนังซีด เหงื่อออกตัวเย็น ชีพจรเต้นเร็วและเบา
  • ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด: ทารกไม่ถ่ายปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง หรือเด็กโตไม่ปัสสาวะนานเกิน 8 ชั่วโมง ปัสสาวะมีสีเข้มจัด
  • หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม: เกิดจากภาวะมีน้ำรั่วซึมเข้าสู่ช่องพลูราในปอด (Pleural Effusion) หรือภาวะเลือดเป็นกรด
  • ไข้ลดลงอย่างรวดเร็วแต่เด็กยังมีอาการซึมและแย่ลง: เป็นสัญญาณเข้าสู่ระยะวิกฤตอย่างชัดเจน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis & Tests)

การวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกอาศัยการประเมินทางคลินิกร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันเชื้อและความรุนแรงของโรค โดยแพทย์จะดำเนินการดังนี้:

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย (Clinical History & Physical Examination)

แพทย์จะสอบถามระยะเวลาของการมีไข้ ประวัติยุงกัด ประวัติคนในบ้านหรือโรงเรียนที่เป็นไข้เลือดออก และทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจหาจุดเลือดออกตามผิวหนัง ตรวจการโตของตับ และประเมินสัญญาณชีพ (Vitals Signs) เพื่อดูภาวะช็อก

2. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)

เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญที่สุดและต้องทำเป็นระยะเพื่อติดตามการดำเนินโรค สิ่งที่แพทย์จะติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่:

  • ความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง (Hematocrit: Hct): หากระดับ Hct สูงขึ้นมากกว่า 10-20% จากค่าพื้นฐาน แสดงว่าเริ่มมีภาวะพลาสมารั่วไหลออกจากหลอดเลือด
  • จำนวนเกล็ดเลือด (Platelet Count): ในโรคไข้เลือดออก เกล็ดเลือดจะลดลงอย่างต่อเนื่อง และมักต่ำกว่า 100,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ในช่วงเข้าสู่ระยะวิกฤต
  • จำนวนเม็ดเลือดขาว (White Blood Cell Count: WBC): มักพบว่าเม็ดเลือดขาวลดต่ำลง (Leukopenia) ในช่วงแรกของโรค

3. การตรวจหาเชื้อไวรัสและภูมิคุ้มกัน (Dengue Specific Diagnostic Tests)

  • Dengue NS1 Antigen Test: ตรวจหาโปรตีนของเชื้อไวรัสเดงกี ให้ผลบวกได้ดีที่สุดในช่วง 1 ถึง 3 วันแรกของการมีไข้
  • Dengue Serology (IgM และ IgG): ตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัส มักให้ผลบวกหลังจากมีไข้ไปแล้ว 4 ถึง 5 วัน โดย IgM แสดงถึงการติดเชื้อเฉียบพลัน และ IgG แสดงถึงการเคยติดเชื้อในอดีตหรือการติดเชื้อซ้ำ

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี (Medical Treatment & Home Care)

ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไข้เลือดออกโดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการดูแลประคับประคอง (Supportive Treatment) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะช็อกและภาวะแทรกซ้อน

1. การให้น้ำชดเชยและการควบคุมภาวะขาดน้ำ

การให้สารน้ำชดเชยอย่างเหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออก:

  • ให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts: ORS) สำหรับเด็กทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปจากไข้และอาการอาเจียน
  • หลีกเลี่ยงการให้ดื่มน้ำเปล่าในปริมาณมากเพียงอย่างเดียว เพราะอาจทำให้ระดับโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia)
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีสีแดง สีส้ม หรือสีน้ำตาล เช่น น้ำเฮลบลูบอยสีแดง น้ำอัดลม หรือนมเย็นสีชมพู เพราะจะทำให้สับสนกับภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารเมื่อเด็กอาเจียน

2. วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponging Technique)

เนื่องจากเด็กที่เป็นไข้เลือดออกมักมีไข้สูงตลอดเวลา การเช็ดตัวอย่างถูกวิธีจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายและป้องกันอาการชักจากไข้สูงได้:

  • ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมแอลกอฮอล์เด็ดขาด)
  • ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดตามย้อนรูขุมขน โดยเช็ดจากปลายมือปลายเท้าเข้าหาหัวใจ
  • วางผ้าประคบบริเวณที่มีหลอดเลือดใหญ่ผ่าน ได้แก่ ข้อพับแขน ข้อพับขา ซอกคอ และรักแร้ เปลี่ยนผ้าทุก 2-3 นาที
  • เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15-20 นาที แล้วเช็ดตัวให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

ข้อควรระวังสำคัญทางการแพทย์ ยาที่ต้องใช้ และสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

คำแนะนำจากคุณหมอ: ยาลดไข้ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กที่เป็นไข้เลือดออกคือ ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เท่านั้น และต้องใช้ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก

1. การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้อง

การปฏิบัติตามขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องมีความสำคัญมาก เพื่อป้องกันพิษต่อตับ (Hepatotoxicity):

  • ขนาดยาที่ถูกต้องคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อ การกิน 1 ครั้ง
  • รับประทานเว้นระยะห่างทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้
  • ห้ามกินเกิน 4 ครั้งต่อวัน (หรือห้ามเกิน 60 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน)
  • หากให้ยาแล้วไข้ยังไม่ลด ภายในช่วงเวลา 4 ชั่วโมง ห้ามซ้ำยาพาราเซตามอล แต่ให้ใช้วิธีเช็ดตัวลดไข้แทน

2. ข้อห้ามเด็ดขาดในการใช้ยา (Crucial Contraindications)

  • ห้ามใช้ยาลดไข้กลุ่ม NSAIDs และ แอสไพริน เด็ดขาด: เช่น ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), ยามีเฟนามิก แอซิด (Mefenamic Acid), หรือยาแอสไพริน (Aspirin) ยาในกลุ่มนี้จะไปยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือดและกัดกระเพาะอาหาร ซึ่งจะเร่งให้เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรงจนอันตรายถึงชีวิต
  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัส การรับประทานยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) นอกจากจะไม่ช่วยรักษาโรคแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง แพ้ยา หรือเชื้อดื้อยาได้
  • ห้ามฉีดยาลดไข้เข้ากล้ามเนื้อ: การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อในขณะที่เกล็ดเลือดต่ำ จะทำให้เกิดก้อนเลือดขัง (Hematoma) ในกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention & Vaccine)

การป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือการยับยั้งการแพร่กระจายของยุงลายและการฉีดวัคซีนป้องกันโรค:

1. การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันยุงกัดและกำจัดลูกน้ำยุงลายอย่างสม่ำเสมอ:

  • ปิดฝาภาชนะกักเก็บน้ำให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกันและถาดรองกระถางต้นไม้ทุก 7 วัน
  • ใส่ทรายอะเบท (Abate Sand) หรือปลากินลูกน้ำในภาชนะกักเก็บน้ำที่ไม่สามารถปิดฝาได้
  • ปรับปรุงสภาพแวดล้อมรอบบ้านให้โปร่ง โล่ง แสงแดดส่องถึง ไม่มีขยะหรือเศษภาชนะที่ขังน้ำฝน
  • ติดมุ้งลวดตามประตูหน้าต่าง และให้เด็กนอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด
  • ทายากันยุงสำหรับเด็กที่มีส่วนผสมปลอดภัย เช่น Icaridin หรือ Oil of Lemon Eucalyptus (ตามคำแนะนำอายุเด็ก) เมื่อต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง

2. วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก (Dengue Vaccines)

ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์มีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพสูง และได้รับการยอมรับจากองค์กรทางการแพทย์:

  • วัคซีนไข้เลือดออกชนิดใหม่ (Qdenga): เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถฉีดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 4 ถึง 60 ปี โดยสามารถฉีดได้ทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน ไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันก่อนฉีด ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน มีประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกทุกสายพันธุ์ได้ประมาณ 80.2% และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้สูงถึง 90.4%
  • วัคซีนไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม (Dengvaxia): เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 6 ถึง 45 ปี และต้องมีประวัติเคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อนเท่านั้น (ต้องตรวจเลือดยืนยันก่อนฉีด) ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ที่ 0, 6 และ 12 เดือน

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่/ผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)

รายการเช็กความปลอดภัยและการรับมือเมื่อลูกเป็นไข้:
  • วัดไข้และบันทึกอุณหภูมิร่างกายของลูกทุก 4 ชั่วโมง
  • คำนวณขนาดยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวเด็กอย่างแม่นยำ (10-15 mg/kg/dose)
  • หลีกเลี่ยงยาลดไข้ไอบูโพรเฟน แอสไพริน และยาซองแก้ปวดทุกชนิด
  • ให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่ ORS จิบทีละน้อยตลอดทั้งวัน สังเกตสีและปริมาณปัสสาวะ
  • เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องนาน 15-20 นาทีเมื่อไข้สูง
  • สังเกตสัญญาณเตือนอันตราย: ปวดท้อง ร้องกวน ซึม อาเจียน เลือดออก ปลายมือปลายเท้าเย็น
  • หากไข้ลดลงอย่างรวดเร็วแต่ลูกมีอาการซึมลง ไม่ร่าเริง ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที
  • พาลูกไปตรวจความสมบูรณ์ของเลือด (CBC) ตามที่แพทย์นัดหมายอย่างเคร่งครัด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down