ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความเข้าใจภัยเงียบในฤดูฝน: ความสำคัญของโรคไข้เลือดออกในเด็ก

โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางระบบสาธารณสุขที่สำคัญและพบบ่อยที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรเด็กและเยาวชน ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อในเด็ก ความน่ากังวลที่สุดของโรคนี้ไม่ได้อยู่ที่อาการไข้สูงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการดำเนินโรคที่รวดเร็วและรุนแรงจนสามารถนำไปสู่ภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ตามสถิติทางระบาดวิทยา กลุ่มเด็กเล็ก (Toddlers) และทารก (Infants) เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันและระบบไหลเวียนโลหิตของเด็กในวัยนี้ยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งเด็กเล็กยังไม่สามารถสื่อสารถึงอาการผิดปกติภายในร่างกาย เช่น อาการปวดท้อง วิงเวียนศีรษะ หรือภาวะขาดน้ำได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้การตรวจพบสัญญาณเตือนมักล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น การทำความเข้าใจกลไกของโรคและสัญญาณเตือนอันตรายจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการปกป้องชีวิตของลูกรัก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes & Pathophysiology)

โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลฟลาวิไวริดี (Flaviridae) โดยมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 การติดเชื้อสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันถาวรต่อสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต และจะมีภูมิคุ้มกันชั่วคราวต่อสายพันธุ์อื่นอีกประมาณ 3-12 เดือน อย่างไรก็ตาม หากเกิดการติดเชื้อซ้ำครั้งที่สองด้วยสายพันธุ์ที่ต่างออกไป (Secondary Infection) ร่างกายมักจะเกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่รุนแรงขึ้น

กลไกการติดเชื้อที่รุนแรงนี้เรียกว่า Antibody-Dependent Enhancement (ADE) ซึ่งแอนติบอดีที่มีอยู่เดิมจากการติดเชื้อครั้งแรกไม่สามารถทำลายไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้ แต่กลับช่วยนำพาไวรัสเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์ (Monocytes) และแมคโครฟาจ (Macrophages) ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดการแบ่งตัวของไวรัสอย่างมหาศาลและกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารก่อการอักเสบ (Inflammatory Cytokines) ออกมาเป็นจำนวนมาก

ปฏิกิริยาดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความซึมผ่านเพิ่มขึ้นชั่วคราว (Increased Capillary Permeability) ส่งผลให้พลาสมา (Plasma) หรือส่วนที่เป็นน้ำเลือดรั่วไหลออกจากหลอดเลือดเข้าสู่ช่องว่างในร่างกาย เช่น ช่องปอด (Pleural Effusion) และช่องท้อง (Ascites) ภาวะพลาสมาอพยพนี้เองที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณเลือดในระบบไหลเวียนโลหิตลดลงอย่างเฉียบพลัน นำไปสู่ภาวะช็อกจากการติดเชื้อไข้เลือดออก (Dengue Shock Syndrome) และเกิดความผิดปกติในระบบการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดออกง่ายและหยุดยากตามอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) เป็นพาหะหลักของโรคนี้ โดยยุงลายจะออกหากินในเวลากลางวัน มักเพาะพันธุ์ในแหล่งน้ำนิ่งสะอาดภายในและรอบตัวบ้าน การป้องกันไม่ให้ลูกถูกยุงกัดจึงเป็นขั้นตอนสำคัญอันดับแรกในการตัดวงจรการแพร่ระบาด

เจาะลึก 3 ระยะการดำเนินโรคของไข้เลือดออกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้

การดำเนินโรคของไข้เลือดออกสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลักอย่างชัดเจน ซึ่งการดูแลรักษาในแต่ละระยะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

1. ระยะไข้สูง (Febrile Phase)

ระยะนี้มักกินเวลาประมาณ 2 ถึง 7 วัน อาการเด่นชัดที่สุดคือ ไข้สูงเฉียบพลัน (มักสูงกว่า 38.5 ถึง 40 องศาเซลเซียส) ไข้มักจะคงที่ตลอดเวลาและตอบสนองน้อยมากต่อยาลดไข้พาราเซตามอล ร่วมกับอาการอื่นๆ ได้แก่:

  • หน้าแดง (Flushed face) ตาแดง และผิวหนังแดงทั่วตัว
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณกระบอกตาด้านหลัง
  • ปวดกระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย (Breakbone fever)
  • มีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหารอย่างรุนแรง
  • อาจพบจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง (Petechiae) ซึ่งตรวจพบได้จากการทดสอบทูนิเกต์ (Tourniquet test)

2. ระยะวิกฤตหรือระยะช็อก (Critical Phase / Plasma Leakage Phase)

เป็นระยะที่อันตรายที่สุดและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโรค มักเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 3 ถึง 7 ของโรค โดยเป็นช่วงที่ไข้เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว (Defervescence) พ่อแม่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการที่ลูกไข้ลดลงหมายถึงอาการกำลังดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง ระยะไข้ลดนี้คือช่วงที่พลาสมาเริ่มรั่วไหลออกจากหลอดเลือดมากที่สุด ซึ่งกินเวลาประมาณ 24 ถึง 48 ชั่วโมง หากไม่ได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เด็กอาจเกิดภาวะช็อก (Shock) ได้อย่างรวดเร็ว อาการที่ต้องสังเกตในระยะนี้คือ ซึมลง มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย ปัสสาวะออกน้อยลง และความดันโลหิตต่ำ

3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase)

หากเด็กผ่านพ้นระยะวิกฤตไปได้โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ร่างกายจะเริ่มเข้าสู่ระยะฟื้นตัวภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง น้ำเลือดที่เคยรั่วออกนอกหลอดเลือดจะเริ่มถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต สัญญาณบ่งชี้การฟื้นตัวที่ดีประกอบด้วย:

  • เด็กเริ่มมีความอยากอาหารและอยากดื่มน้ำ
  • กระปรี้กระเปร่า ร่าเริงขึ้น และปัสสาวะออกบ่อยและมีปริมาณมากขึ้น
  • อัตราการเต้นของหัวใจเริ่มช้าลงและสม่ำเสมอขึ้น (Bradycardia) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการฟื้นตัว
  • มีผื่นแดงสลับกับวงผิวหนังปกติสีขาว (Convalescent Rash) ปรากฏขึ้นตามแขนและขา และมักมีอาการคันร่วมด้วย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ด่วนที่สุด (Red Flag Symptoms)

ในระหว่างที่ลูกมีไข้ คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องเฝ้าสังเกตสัญญาณเตือนภัย (Warning Signs) อย่างใกล้ชิด หากพบอาการใดอาการหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องรีบนำลูกส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัดหรือรอให้ไข้ลดลง:

  • ปวดท้องรุนแรง: โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะตับโตและอักเสบ (Hepatomegaly) หรือมีการสะสมของน้ำในช่องท้อง
  • อาเจียนอย่างต่อเนื่อง: อาเจียนมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือไม่สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้เลย
  • มีเลือดออกตามเยื่อบุผิว: เช่น มีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือดหรือมีตะกอนสีดำปน หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำเขม่า
  • ภาวะซีด กระสับกระส่าย หรือซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: เด็กไม่ยอมเล่น อ่อนเพลียมาก นอนซมตลอดเวลา หรือในเด็กเล็กอาจมีอาการร้องกวนโยเยผิดปกติ
  • สัญญาณของภาวะช็อก: มือเท้าเย็น ตัวเขียวช้ำ ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะห่างเกิน 4-6 ชั่วโมง
  • หายใจหอบเหนื่อย: หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือมีอกบุ๋ม ซึ่งเกิดจากการมีน้ำรั่วเข้าไปในช่องปอด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

เมื่อผู้ป่วยเด็กมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อยืนยันการติดเชื้อและประเมินความรุนแรงของโรค ดังนี้:

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด

แพทย์จะประเมินระยะเวลาการมีไข้ ลักษณะไข้ ประวัติการสัมผัสโรคหรือแหล่งระบาด และประเมินสัญญาณชีพ (Vital signs) สภาพความตึงตัวของผิวหนัง (Skin turgor) และตรวจดูจุดเลือดออกตามตัว รวมถึงการทำ Tourniquet Test โดยการรัดแขนด้วยเครื่องวัดความดันโลหิตเพื่อดูการแตกง่ายของหลอดเลือดฝอย

2. การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations)

  • Dengue NS1 Antigen Test: เป็นการตรวจหาโปรตีนของไวรัสเดงกีในกระแสเลือด ซึ่งมีความไวและความจำเพาะสูงมาก สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่วันแรกที่มีไข้ (ภายใน 1-5 วันแรกของโรค)
  • Complete Blood Count (CBC): การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรค ได้แก่:
    • ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (Leukopenia) มักพบต่ำกว่า 5,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนที่เกล็ดเลือดจะต่ำลง
    • ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) หากต่ำกว่า 100,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร บ่งชี้ถึงการเข้าสู่ระยะวิกฤต
    • ความเข้มข้นของเลือดเพิ่มสูงขึ้น (Hemoconcentration) โดยดูจากค่าฮีมาโทคริต (Hematocrit - Hct) ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% จากค่าปกติเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะพลาสมาอพยพ
  • Dengue Serology (IgM and IgG): ตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเดงกี มักตรวจหลังจากมีไข้ไปแล้ว 5 วันขึ้นไป เพื่อช่วยยืนยันการติดเชื้อครั้งแรกหรือการติดเชื้อซ้ำ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัส (Antiviral drug) ที่จำเพาะเจาะจงในการรักษาโรคไข้เลือดออก การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) และการประคับประคองเพื่อช่วยให้ร่างกายผ่านพ้นระยะวิกฤตไปได้อย่างปลอดภัย

1. การจัดการไข้และการพยาบาลเพื่อป้องกันอาการชัก

การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (Tepid Sponge) เป็นวิธีลดความร้อนในร่างกายที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก ขั้นตอนการเช็ดตัวที่ถูกต้องมีดังนี้:

  • ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่นบิดหมาดๆ เช็ดตามผิวหนังโดยเน้นการเช็ดเข้าหาหัวใจเพื่อเปิดรูขุมขน
  • วางประคบผ้าบริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่อยู่ใกล้ผิวหนัง เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ซอกคอ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อน
  • เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 2-3 นาที และทำการเช็ดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15-20 นาที
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งในการเช็ดตัวเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว ร่างกายจะระบายความร้อนได้ยากขึ้น และอาจกระตุ้นให้เกิดอาการหนาวสั่นและไข้กลับสูงขึ้นได้

2. การชดเชยน้ำและการรับประทานอาหาร

เนื่องจากเด็กมักมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ และเสียเหงื่อจากไข้สูง การดูแลเรื่องสารน้ำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง:

  • ส่งเสริมให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts - ORS) หรือน้ำผลไม้คั้นสดทีละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง แทนการดื่มน้ำเปล่าปริมาณมากในครั้งเดียว เพื่อป้องกันภาวะสมดุลเกลือแร่ในร่างกายเสียไป
  • จัดหาอาหารที่ย่อยง่าย รสอ่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปอุ่นๆ
  • ข้อห้ามเด็ดขาดด้านอาหาร: หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสีดำ สีแดง หรือสีน้ำตาล (เช่น โคล่า ช็อกโกแลต หรือน้ำแตงโม) เนื่องจากหากเด็กเกิดอาการอาเจียน จะทำให้แพทย์และผู้ดูแลแยกแยะได้ยากว่าเป็นสีของอาหารหรือเป็นเลือดที่ออกในกระเพาะอาหาร

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

คำเตือนทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุด: ห้ามใช้ยาลดไข้ในกลุ่มยาแก้ปวดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-inflammatory Drugs - NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), แอสไพริน (Aspirin) หรือเมเฟนามิกแอซิด (Mefenamic Acid) เด็ดขาด ยาเหล่านี้มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือดและกัดกระเพาะอาหาร ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรงและนำไปสู่ภาวะช็อกที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ตารางคำนวณปริมาณยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก

การให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้ ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด ไม่ควรคาดเดาจากอายุเพียงอย่างเดียว ขนาดยาที่ปลอดภัยคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง และสามารถให้ซ้ำได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง โดยห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน (หรือไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน) ดังตารางอ้างอิงต่อไปนี้:

น้ำหนักตัวเด็ก (กิโลกรัม) ขนาดยาพาราเซตามอลที่เหมาะสม (มิลลิกรัมต่อครั้ง) ตัวอย่างปริมาณยาชนิดน้ำ (ความเข้มข้น 120 มก./5 มล.)
5 - 7 60 - 75 มิลลิกรัม ประมาณครึ่งช้อนชา (2.5 มล.)
8 - 11 100 - 120 มิลลิกรัม 1 ช้อนชา (5 มล.)
12 - 15 150 - 180 มิลลิกรัม 1 ช้อนชาครึ่ง (7.5 มล.)
16 - 24 200 - 250 มิลลิกรัม 2 ช้อนชา (10 มล.) หรือสลับใช้ชนิดเม็ดตามแพทย์สั่ง

นอกจากนี้ ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) หรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง เนื่องจากโรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะนอกจากจะไม่ได้ผลในการรักษาแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงและทำให้ตับต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่มีความจำเป็น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention & Immunization)

การป้องกันโรคไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันระหว่างการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์พาหะนำโรคและการสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะที่:

1. การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย (Vector Control)

  • ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด และเปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้ จานรองกระถางต้นไม้ทุกๆ 7 วัน
  • ใส่ทรายอะเบท (Abate sand) หรือสารเคมีกำจัดลูกน้ำลงในแหล่งน้ำนิ่งที่ไม่สามารถปิดฝาได้
  • ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมรอบตัวบ้านให้โล่งโปร่ง แสงแดดส่องถึง ไม่มีมุมอับชื้นที่เป็นที่เกาะพักของยุง

2. การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก (Dengue Vaccine)

ในปัจจุบัน นวัตกรรมทางการแพทย์ได้พัฒนาวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความปลอดภัยในการป้องกันโรค โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้:

  • วัคซีนชนิด CYD-TDV: เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 9 ปีถึง 45 ปี และจำเป็นต้องมีประวัติเคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อนเท่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยารุนแรงหากได้รับวัคซีนในขณะที่ยังไม่เคยติดเชื้อ
  • วัคซีนชนิด TAK-003: เป็นวัคซีนรุ่นใหม่ที่สามารถฉีดได้ทั้งในผู้ที่เคยและไม่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน โดยได้รับการอนุมัติให้ใช้ในเด็กอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป จนถึงผู้ใหญ่อายุ 60 ปี มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการนอนโรงพยาบาลและลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก
คำแนะนำจากคุณหมอ: คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกรักเข้ารับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์ เพื่อประเมินความเหมาะสม ประวัติการติดเชื้อ และวางแผนการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกตามเกณฑ์อายุที่เหมาะสม เพื่อเป็นการสร้างปราการป้องกันที่มั่นคงให้แก่ร่างกายของเด็กในระยะยาว

ตารางตรวจสอบอาการสำหรับผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)

เพื่อความสะดวกในการเฝ้าระวังอาการของลูกรักที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้รายการตรวจสอบ (Checklist) ด้านล่างนี้เพื่อประเมินสถานการณ์รายวันร่วมกับการปรึกษาแพทย์:

ประเด็นที่ต้องตรวจสอบ สถานะปกติ (ดูแลต่อที่บ้านได้) สถานะเฝ้าระวัง / ผิดปกติ (ต้องพบแพทย์ทันที)
ระดับความรู้สึกตัวและการทำกิจกรรม ร่าเริงดี เล่นได้ตามปกติเมื่อไข้ลดลง ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือร้องโยเยกระสับกระส่ายตลอดเวลา
ระบบทางเดินอาหารและการกิน ยอมกินข้าวต้ม ดื่มน้ำเกลือแร่ได้ ไม่มีอาการคลื่นไส้รุนแรง อาเจียนบ่อยครั้ง ปวดท้องรุนแรงบริเวณชายโครงขวา ปฏิเสธการดื่มน้ำสิ้นเชิง
ระบบขับถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยทุก 3-4 ชั่วโมง ปัสสาวะมีสีเหลืองอ่อนใส ปัสสาวะห่างเกิน 6 ชั่วโมง หรือปัสสาวะมีปริมาณน้อยมากและมีสีเข้มจัด
สภาพผิวหนังและการไหลเวียนเลือด ผิวหนังอุ่น ตัวแดงจากไข้ ปลายมือปลายเท้าอุ่นดี ปลายมือปลายเท้าเย็นเฉียบ ตัวซีด มีเหงื่อออกท่วมตัวแม้จะไม่มีไข้

การสังเกตและใส่ใจในทุกรายละเอียดของการดำเนินโรคไข้เลือดออกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกรักก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤต การตระหนักรู้ถึงสัญญาณเตือนอันตรายและการเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างทันท่วงที จะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down