ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

1. บทนำและภาพรวมของภาวะชักจากไข้สูงในเด็ก

ภาวะชักจากไข้สูง (Febrile Seizure หรือ Febrile Convulsion) เป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินทางกุมารเวชศาสตร์ที่สร้างความตื่นตระหนกและตกใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองมากที่สุด เมื่อลูกน้อยมีไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็วและเกิดอาการเกร็ง กระตุก ตาค้าง หรือหมดสติไปต่อหน้าต่อตา ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวมักทำให้พ่อแม่รู้สึกทำอะไรไม่ถูกและเกรงว่าลูกอาจอันตรายถึงชีวิต

ในทางแพทย์ ภาวะชักจากไข้สูงจัดเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยสถิติพบในเด็กช่วงอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี โดยมีจุดยอดของอุบัติการณ์สูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 12 ถึง 18 เดือน ทั้งนี้ประมาณร้อยละ 2 ถึง 5 ของเด็กทั่วไปเคยมีประสบการณ์ชักจากไข้สูงอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต แม้ว่าอาการชักส่วนใหญ่จะเป็นชนิดไม่รุนแรงและหยุดได้เองโดยไม่ส่งผลต่อพัฒนาการหรือเนื้อสมองในระยะยาว แต่การทำความเข้าใจกลไก การแยกแยะสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) และการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจอันตรายถึงชีวิต

2. สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes & Pathophysiology)

การเกิดอาการชักจากไข้สูงในเด็กมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกันหลายประการ ทั้งระบบประสาท พัฒนาการตามวัย และปัจจัยกระตุ้นจากการติดเชื้อ โดยมีรายละเอียดทางพยาธิวิทยาดังนี้

ความไม่สมบูรณ์ของระบบประสาทในเด็กเล็ก

สมองของเด็กในวัยทารกและเด็กเล็กยังอยู่ในช่วงพัฒนาการ ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) และเซลล์ประสาทสมองยังมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าผู้ใหญ่ เมื่ออุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Rapid Rise of Temperature) จะส่งผลให้เกิดการปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติออกมาจากเซลล์ประสาทสมองพร้อมกัน จนเกิดเป็นอาการชักขึ้น

ปัจจัยกระตุ้นและการติดเชื้อ

ไข้ที่เป็นสาเหตุของการชักมักเกิดจากการติดเชื้อในระบบต่างๆ ของร่างกาย โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 80-90 เกิดจากการติดเชื้อไวรัส และส่วนน้อยเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ตัวอย่างเช่น:

  • การติดเชื้อไวรัส: ไวรัสไข้หัดกุหลาบ (Human Herpesvirus 6 - HHV-6), ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus), ไวรัสสายพันธุ์ทางเดินหายใจ (RSV), อะดิโนไวรัส (Adenovirus), และไวรัสเอนเทอโร (Enterovirus)
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย: โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (Acute Otitis Media), โรคต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis), หรือปอดบวม (Pneumonia)
  • ผลข้างเคียงหลังการรับวัคซีน: ในเด็กบางรายอาจมีไข้สูงหลังได้รับวัคซีนพื้นฐาน เช่น วัคซีนคัดบอร์ด หอบหืด หรือวัคซีนรวม ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้เช่นกัน

ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Predisposition)

พันธุกรรมมีส่วนสำคัญอย่างมาก หากมีประวัติคนในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ หรือพี่น้อง เคยมีประวัติชักจากไข้สูง เด็กจะมีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กทั่วไปถึง 2-4 เท่า

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ระดับความสูงของไข้และการเพิ่มขึ้นของไข้ที่รวดเร็วคือปัจจัยกระตุ้นสำคัญ โดยไข้ที่มักทำให้เกิดอาการชักส่วนใหญ่จะสูงเกิน 38.5 ถึง 39.0 องศาเซลเซียสขึ้นไป

3. อาการสำคัญ ชนิดของการชัก และระยะของโรค

แพทย์แบ่งภาวะชักจากไข้สูงออกเป็น 2 ชนิดหลัก ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของอาการ แนวทางการรักษา และพยากรณ์โรค:

1. ภาวะชักจากไข้ชนิดแบบธรรมดา (Simple Febrile Seizure)

เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 80-85 ของผู้ป่วยชักจากไข้ทั้งหมด) มีลักษณะสำคัญดังนี้:

  • อาการชักเกิดขึ้นทั่วทั้งตัว (Generalized Tonic-Clonic Seizure) เช่น เกร็งกระตุกทั้งแขนและขา ตาเหลือกขึ้นด้านบน หมดสติ
  • ระยะเวลาที่ชักสั้น ส่วนใหญ่น้อยกว่า 5 นาที และไม่เกิน 15 นาที
  • ชักเพียง 1 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง หรือภายในระยะเวลาของการป่วยรอบนั้น
  • หลังหยุดชัก เด็กจะค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเป็นปกติ ไม่มีอาการอ่อนแรงของแขนขา

2. ภาวะชักจากไข้ชนิดซับซ้อน (Complex Febrile Seizure)

เป็นชนิดที่ต้องได้รับความระมัดระวังและการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมอย่างละเอียด มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้:

  • อาการชักเกิดขึ้นเฉพาะที่ (Focal Seizure) เช่น กระตุกเฉพาะแขนขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือหน้าเบี้ยวครึ่งซีก
  • ระยะเวลาการชักยาวนานเกิน 15 นาทีขึ้นไป
  • มีอาการชักซ้ำมากกว่า 1 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง หรือภายในระยะเวลาของการป่วยรอบเดียวกัน
  • หลังหยุดชัก เด็กมีอาการผิดปกติทางระบบประสาทหลงเหลืออยู่ เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก (Todd's Paresis) หรือซึมมากไม่ยอมตื่น

ระยะของอาการชัก (Phases of Seizure)

อาการชักมักแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนชัก (Pre-icteric Phase) ที่เด็กจะมีไข้สูง ตัวร้อนจัด ตัวสั่น, ระยะชัก (Icteric Phase) เกิดการเกร็ง กระตุก ตาเหลือก กรามเกร็ง ปากเขียวช้ำเนื่องจากการหยุดหายใจชั่วขณะ, และระยะหลังชัก (Post-icteric Phase) อาการกระตุกหยุดลง เด็กจะซึม หลับ หรือร้องงอแง และค่อยๆ ฟื้นคืนสติภายใน 10-30 นาที

4. สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

แม้ว่าอาการชักจากไข้ส่วนใหญ่จะไม่ทำอันตรายร้ายแรงต่อสมอง แต่มีอาการบางประการที่เป็นสัญญาณเตือนวิกฤต (Red Flags) ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) หรือสมองอักเสบ (Encephalitis) หรือภาวะชักต่อเนื่องที่อันตรายถึงชีวิต

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด:
  • อาการชักยาวนานต่อเนื่องเกิน 5 นาที (เสี่ยงต่อภาวะชักไม่หยุด หรือ Status Epilepticus)
  • เด็กชักเฉพาะที่ เช่น แขนขาเกร็งกระตุกข้างเดียว ตาเบนไปข้างใดข้างหนึ่ง
  • ชักซ้ำสองครั้งขึ้นไปภายในเวลา 24 ชั่วโมง
  • หลังหยุดชักแล้ว เด็กยังมีอาการซึมมาก ปลุกไม่ตื่น สับสน หรือไม่สบตาพ่อแม่นานเกิน 30 นาที
  • มีอาการคอแข็งเกร็ง (Stiff Neck) ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง หรือพบบวมที่กระหม่อมหน้าในเด็กทารก
  • มีผื่นแดง ผื่นม่วง หรือจุดเลือดออกตามผิวหน้าร่วมกับไข้สูง
  • มีสัญญาณของภาวะหายใจล้มเหลว เช่น หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ปีกนกจมูกบาน หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง ปากแห้งจัด ตาโบ๋ ปัสสาวะไม่ออกเกิน 6 ชั่วโมง

5. แนวทางการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

เมื่อเด็กมาถึงห้องฉุกเฉินหรือโรงพยาบาล แพทย์จะทำการประเมินและตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐาน เพื่อหาสาเหตุของไข้และคัดกรองโรคทางระบบประสาท ดังนี้:

การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด

แพทย์จะสอบถามลักษณะของการชัก ระยะเวลา ประวัติไข้ ประวัติวัคซีน และประวัติการชักในครอบครัว พร้อมทั้งตรวจร่างกายเพื่อหาจุดติดเชื้อ เช่น หู คอ ปอด และระบบประสาท

การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • การตรวจหาสาเหตุของการติดเชื้อ: ตรวจ Rapid Antigen Test หรือ Swab ทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดใหญ่, RSV, COVID-19, หรือตรวจปัสสาวะเพื่อหาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • การตรวจเลือด: ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC), ตรวจเกลือแร่ในเลือด (Electrolytes) เพื่อดูภาวะโซเดียมต่ำหรือน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุกระตุ้นให้ชักได้
  • การตรวจเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): กรณีสงสัยภาวะปอดบวมหรือการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่าง

การตรวจพิเศษในกรณีเฉพาะ

  • การเจาะหลังตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture - LP): แพทย์จะพิจารณาทำในเด็กที่มีอาการสงสัยภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เช่น ซึม คอแข็ง กระหม่อมตึง หรือในเด็กอายุต่ำกว่า 12 เดือนที่ได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน หรือมีอาการชักร่วมกับไข้ที่ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram - EEG) และการสแกนสมอง (CT/MRI): ไม่จำเป็นต้องทำในผู้ป่วยชักจากไข้ชนิดธรรมดา แต่จะพิจารณาทำในกรณีที่เป็นภาวะชักชนิดซับซ้อน (Complex Febrile Seizure) มีอาการตรวจพบความผิดปกติของระบบประสาท หรือสงสัยโรคพวงมาลัยสมองและโรคลมชัก (Epilepsy)

6. วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ และขั้นตอนปฐมพยาบาล

สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ลูกชัก คือ "ตั้งสติ" และปฏิบัติตามขั้นตอนปฐมพยาบาลฉุกเฉินที่ถูกต้อง ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลขณะเด็กกำลังชัก (First Aid Steps)

  1. จัดท่าทางให้ปลอดภัย: จับเด็กนอนตะแคงข้างใดข้างหนึ่งทันที เพื่อป้องกันน้ำลาย เศษอาหาร หรืออาเจียนอุดกั้นทางเดินหายใจ หรือสำลักลงปอด
  2. ดูแลพื้นที่รอบข้าง: วางเด็กบนพื้นราบที่นุ่มและปลอดภัย เคลื่อนย้ายของแข็ง ของมีคม หรือสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายออกห่างจากตัวเด็ก
  3. คลายเสื้อผ้า: ปลดกระดุมเสื้อ คลายผ้าพันคอ หรือถอดเสื้อผ้าที่คับแน่นออก เพื่อให้เด็กหายใจได้สะดวกขึ้น
  4. จับเวลาการชัก: สังเกตและบันทึกเวลาที่เริ่มชักจนกระทั่งหยุดชัก รวมถึงสังเกตลักษณะอาการชัก (เช่น กระตุกทั้งตัว หรือกระตุกเฉพาะข้าง ตาเหลือกไปทางไหน) เพื่อแจ้งแพทย์
  5. ห้ามงัด ห้ามยัด ห้ามจับเกร็ง: ปล่อยให้เด็กชักบนพื้นที่ปลอดภัย ห้ามกดหรือยึดจับแขนขาไว้แน่น และห้ามนำสิ่งของใดๆ ใส่เข้าปากเด็กเด็ดขาด
  6. สังเกตการหายใจ: หากหยุดชักแล้ว ให้ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง และเช็ดทำความสะอาดน้ำลายหรือสิ่งค้างในปากอย่างเบามือ

วิธีการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge Technique)

การเช็ดตัวลดไข้เป็นวิธีทางกายภาพที่สำคัญที่สุดในการลดอุณหภูมิร่างกายเมื่อลูกมีไข้สูง เพื่อป้องกันการชักซ้ำ:

  • ใช้น้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมแอลกอฮอล์เด็ดขาด)
  • ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดเรื่อยๆ โดยเช็ดย้อนรูขุมขน (เช็ดจากปลายมือปลายเท้าเข้าหาหัวใจ)
  • วางผ้าประคบไว้บริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 2-3 นาที
  • ระยะเวลาในการเช็ดตัวควรรอบละประมาณ 15-20 นาที จากนั้นเช็ดตัวให้แห้ง ใส่เสื้อผ้าเนื้อบางเบา และวัดไข้ซ้ำหลังจากเช็ดตัวเสร็จ 30 นาที
คำแนะนำจากคุณหมอ: การให้เด็กดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ ORS ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง จะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายทางปัสสาวะและป้องกันภาวะขาดน้ำได้เป็นอย่างดี

7. ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions & Contraindications)

มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเด็กชักที่สืบทอดกันมา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงหรืออันตรายถึงชีวิตได้ พ่อแม่ต้องระมัดระวังและเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้โดยเด็ดขาด:

ข้อห้ามเด็ดขาดขณะเด็กชัก

  • ห้ามใช้นิ้ว ช้อน ผ้า หรือสิ่งของใดๆ งัดหรือยัดเข้าไปในปากเด็กเด็ดขาด: ความเชื่อที่ว่าต้องเอานิ้วหรือช้อนงัดปากเพื่อป้องกันเด็กกัดลิ้นเป็นสิ่งที่ผิดและอันตรายมาก การใส่วัตถุเข้าไปในปากอาจทำให้ฟันหัก หลุดลงไปอุดทางเดินหายใจ หรือทำให้นิ้วมือผู้ช่วยเหลือถูกกัดบาดเจ็บ และเด็กมีโอกาสกัดลิ้นตนเองจนขาดน้อยมาก การจับนอนตะแคงข้างเพียงพอในการป้องกันอันตรายแล้ว
  • ห้ามเขย่า ตัว อุ้มวิ่ง หรือจับเด็กยึดแน่น: การออกแรงฝืนอาการกระตุกอาจทำให้กระดูกหัก หรือข้อต่อหลุดได้
  • ห้ามป้อนยา น้ำ หรืออาหาร ขณะเด็กกำลังชักหรือยังไม่ตื่นดี: เพราะจะทำให้เกิดการสำลักเข้าสู่ปอด เกิดภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia) หรืออุดกั้นทางเดินหายใจเฉียบพลัน

ข้อควรระวังเรื่องการใช้ยาลดไข้

  • ขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้อง: คำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวเด็กเป็นหลัก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อการกิน 1 ครั้ง ทานห่างกันทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และไม่ควรกินเกิน 5 ครั้งต่อวัน การได้รับยาเกินขนาดอาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน (Aspirin): ห้ามใช้ในเด็กโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการไรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้ตับล้มเหลวและสมองบวมอันตรายถึงชีวิต
  • ข้อควรระวังเกี่ยวกับยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ไม่ควรใช้ในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำ หรือในกรณีที่ยังไม่ได้ตัดข้อสงสัยโรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) เนื่องจากยาอาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารและเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำรุนแรง
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: ไข้ส่วนใหญ่ในเด็กเกิดจากไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ และการใช้ยาไม่ถูกโรคอาจนำไปสู่ปัญหาเชื้อดื้อยา

8. วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันภาวะชักจากไข้สูงเน้นที่การดูแลเมื่อเด็กเริ่มมีไข้และการป้องกันโรคติดเชื้อที่เป็นสาเหตุหลัก:

การรับมือเมื่อเด็กเริ่มมีไข้

  • วัดอุณหภูมิร่างกายเด็กเป็นระยะเมื่อรู้สึกว่าตัวร้อน
  • เมื่อไข้เริ่มสูงเกิน 37.5 - 38.0 องศาเซลเซียส ให้เริ่มเช็ดตัวลดไข้ทันทีร่วมกับการทานยาลดไข้พาราเซตามอล ไม่ควรรอให้ไข้สูงถึง 39 องศาเซลเซียส
  • สำหรับเด็กที่มีประวัติเคยชักจากไข้มาก่อน แพทย์อาจพิจารณาให้ยากันชักชนิดรับประทาน (เช่น Diazepam) ไว้ประจำเป็นกรณีเฉพาะ เพื่อทานช่วง 1-2 วันแรกที่มีไข้สูง ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งและการดูแลของกุมารแพทย์เท่านั้น

การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและการฉีดวัคซีน

การได้รับวัคซีนป้องกันโรคตามวัยและวัคซีนเสริมช่วยลดโอกาสการติดเชื้อโรครุนแรงที่เป็นสาเหตุของไข้สูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ:

  • วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) แนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปีในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
  • วัคซีนป้องกันโรคไอพีดี (Pneumococcal Conjugated Vaccine - PCV) ช่วยป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสที่เป็นสาเหตุของปอดบวมและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • วัคซีนป้องกันโรคฮิบ (Hib Vaccine) ป้องกันเชื้อ Haemophilus influenzae type b
  • การส่งเสริมโภชนาการที่ครบ 5 หมู่ การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ และการล้างมืออย่างถูกต้องเพื่อลดการติดเชื้อทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร

9. กล่องสรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับพ่อแม่เมื่อลูกไข้สูงและเกิดอาการชัก (Parent Actionable Checklist)

Checklist การรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อลูกชักจากไข้

  • ตั้งสติ: อย่าตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่ร้องโวยวายจนทำให้เด็กตระหนก
  • จับนอนตะแคง: นอนบนพื้นราบ ปล่อยทางเดินหายใจให้โล่ง ป้องกันการสำลัก
  • ห้ามงัดปาก: ห้ามใส่นิ้ว ช้อน หรือผ้า เข้าปากเด็ดขาด
  • จับเวลา: บันทึกเวลาที่เริ่มชัก และสังเกตลักษณะอาการกระตุก
  • เช็ดตัวเมื่อหยุดชัก: ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาเช็ดย้อนรูขุมขน ห้ามใช้น้ำเย็นจัด
  • โทรแจ้งฉุกเฉินหรือพาไปโรงพยาบาล: หากชักนานเกิน 5 นาที ชักซ้ำ ซึมมาก หรือมีสัญญาณ Red Flags ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down