ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภัยเงียบจากแผลขนาดเล็กที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

ในวัยเด็ก การวิ่งเล่น หกล้ม หรือมีบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ เช่น แผลถลอก แผลจากแมลงสัตว์กัดต่อย หรือแผลถูกของมีคมบาด ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้แทบทุกวัน ทว่าบาดแผลที่ดูเหมือนไม่มีอันตรายเหล่านี้สามารถกลายเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย และหากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องอย่างทันท่วงที อาจลุกลามกลายเป็นภาวะ แผลติดเชื้อรุนแรงจนเสี่ยงนิ้วหรืออวัยวะเสียหาย (Severe Wound Infection with Risk of Digit or Limb Loss) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ผิวหนังของเด็กมีความบอบบางและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่เท่าผู้ใหญ่ ทำให้การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังสามารถแพร่กระจายลึกลงสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (Cellulitis) เส้นเอ็น (Tenosynovitis) หรือแม้กระทั่งกระดูก (Osteomyelitis) ได้อย่างรวดเร็ว หากปล่อยทิ้งไว้จนเชื้อทำลายเนื้อเยื่อและขัดขวางการไหลเวียนของโลหิต อาจนำไปสู่ภาวะเนื้อตาย (Necrosis) จนสูญเสียอวัยวะ หรือเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ ทารก เด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (Atopic Dermatitis) ที่มักมีรอยแกะเกาอยู่เสมอ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคในระดับเซลล์และเนื้อเยื่อ

การติดเชื้อที่ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อนในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากการสูญเสียความบูรณภาพของผิวหนัง (Skin Barrier Disruption) ทำให้เชื้อประจำถิ่น (Normal Flora) หรือเชื้อจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเล็ดลอดเข้าไปแบ่งตัวและปล่อยสารพิษทำลายเซลล์ กลไกหลักๆ และเชื้อก่อโรคที่สำคัญมีดังนี้

เชื้อก่อโรคหลัก (Key Pathogens)

  • Staphylococcus aureus: แบคทีเรียแกรมบวกที่พบได้บ่อยที่สุด มักทำให้เกิดตุ่มหนอง (Abscess) และแผลพุพอง โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ดื้อยาเมทิซิลลิน (Methicillin-Resistant Staphylococcus aureus หรือ MRSA) ซึ่งมีความรุนแรงและรักษาได้ยากขึ้น
  • Streptococcus pyogenes (Group A Streptococcus): แบคทีเรียที่ขึ้นชื่อเรื่องความรุนแรงและรวดเร็วในการทำลายเนื้อเยื่อ สามารถหลั่งสารพิษ (Exotoxins) ที่กระตุ้นปฏิกิริยาการอักเสบอย่างรุนแรง นำไปสู่โรคเนื้อเน่า (Necrotizing Fasciitis) หรือที่รู้จักกันในนามแบคทีเรียกินเนื้อคน
  • Pseudomonas aeruginosa: มักพบในบาดแผลที่สัมผัสน้ำ สกปรก หรือแผลถูกตะปูตำทะลุรองเท้าผ้าใบ

กลไกการดำเนินโรคสู่ภาวะวิกฤต (Pathophysiology)

เมื่อเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่เนื้อเยื่อ จะเริ่มแบ่งตัวและหลั่งเอนไซม์ทำลายคอลลาเจนและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทำให้การอักเสบขยายวงกว้าง ร่างกายจะตอบสนองโดยการส่งเม็ดเลือดขาวมาต่อสู้ เกิดการคั่งของของเหลวและหนอง ทำให้เกิดความดันในช่องเนื้อเยื่อสูงขึ้น หากเกิดบริเวณนิ้วมือหรือนิ้วเท้าซึ่งมีพื้นที่จำกัด ความดันที่สูงขึ้นนี้จะไปกดทับเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงอวัยวะส่วนปลาย ส่งผลให้เกิดภาวะขาดเลือดไปเลี้ยง (Ischemia) และเนื้อตาย (Gangrene) ในที่สุด นอกจากนี้ เชื้อยังสามารถหลุดรอดเข้าสู่กระแสเลือด ก่อให้เกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (Septic Shock) ได้อย่างรวดเร็ว

อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรคที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกต

การเปลี่ยนแปลงของบาดแผลติดเชื้อในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง การเข้าใจระยะของโรคจะช่วยให้ผู้ปกครองตัดสินใจพาลูกไปพบแพทย์ได้อย่างทันท่วงที

1. ระยะเริ่มต้น (Early Stage - Localized Infection)

บาดแผลจะเริ่มมีอาการบวม แดง และร้อนรอบๆ ขอบแผล เด็กจะเริ่มบ่นเจ็บแผลมากขึ้นเมื่อสัมผัส อาจมีน้ำเหลืองหรือหนองซึมออกมาเล็กน้อย ในระยะนี้การติดเชื้อยังจำกัดอยู่เฉพาะที่รอบๆ แผล

2. ระยะแพร่กระจาย (Spreading Stage - Cellulitis)

รอยแดงรอบแผลจะขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว (มักมากกว่า 5 เซนติเมตรจากขอบแผลเดิม) ขอบของรอยแดงไม่ชัดเจนและมีอาการบวมตึงชัดเจน อาจเห็นเส้นสีแดงลากจากแผลขึ้นไปตามท่อน้ำเหลืองไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง (Lymphangitis) เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบหรือรักแร้โตและเจ็บ เด็กอาจเริ่มมีไข้ต่ำๆ และงอแงมากขึ้น

3. ระยะอันตรายเนื้อเยื่อเสียหาย (Severe Stage - Tissue Compromise)

สีของผิวหนังบริเวณแผลจะเปลี่ยนจากสีแดงเข้มเป็นสีม่วงคล้ำหรือสีดำ ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะเนื้อตาย เริ่มมีตุ่มน้ำพองใสหรือตุ่มน้ำเลือด (Bullae) ปรากฏขึ้นบนผิวหนัง เด็กจะมีอาการปวดอย่างรุนแรงจนทนไม่ได้ หรือในทางกลับกันอาจมีอาการชาที่ปลายประสาทจนไม่รู้สึกเจ็บเนื่องจากเส้นประสาทส่วนปลายถูกทำลาย หากใช้นิ้วกดเบาๆ บริเวณรอบแผลแล้วรู้สึกเหมือนมีฟองอากาศอยู่ใต้ผิวหนัง (Crepitus) แสดงว่ามีแบคทีเรียชนิดสร้างแก๊สฝังตัวอยู่ ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินขั้นสูงสุด

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ:
  • มีไข้สูงเฉียบพลัน (มากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส) และหนาวสั่น
  • รอยบวมแดงขยายขนาดอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
  • สีผิวรอบแผลเปลี่ยนเป็นสีม่วง สีเขียวคล้ำ หรือสีดำ
  • เด็กมีอาการซึมลง อ่อนเพลียผิดปกติ ไม่ยอมกินนมหรือน้ำ
  • บ่นปวดแผลอย่างรุนแรงมากผิดปกติ (Pain out of proportion) หรือบริเวณแผลเริ่มชาและไม่มีความรู้สึก
  • มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อหรือศัลยแพทย์จะทำการประเมินอาการอย่างละเอียดเพื่อวางแผนการรักษาโดยมีขั้นตอนดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักถามถึงสาเหตุของแผล ระยะเวลา และการดูแลเบื้องต้น พร้อมทั้งใช้ปากกาวาดเส้นขอบของรอยแดง (Demarcation Line) เพื่อติดตามความเร็วในการแพร่กระจายของเชื้อ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests):
    • Complete Blood Count (CBC): ตรวจดูปริมาณเม็ดเลือดขาว ซึ่งมักสูงขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรีย
    • Inflammatory Markers: ตรวจค่าการอักเสบในเลือด เช่น C-Reactive Protein (CRP) หรือ Erythrocyte Sedimentation Rate (ESR) เพื่อประเมินความรุนแรง
    • Wound Culture: การเก็บตัวอย่างหนองหรือเนื้อเยื่อไปเพาะเชื้อเพื่อหาชนิดของแบคทีเรียและทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ (Sensitivity Test)
    • Blood Culture: ในรายที่มีไข้สูงหรือสงสัยว่ามีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด แพทย์จะทำการเจาะเลือดไปเพาะเชื้อ
  • การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging Studies):
    • Plain Radiography (X-ray): เพื่อดูว่ามีลมใต้ชั้นผิวหนัง (Gas in tissue) หรือเชื้อลุกลามเข้าสู่กระดูก (Osteomyelitis) หรือไม่
    • Ultrasonography / MRI: ใช้ในกรณีที่ต้องการประเมินขอบเขตของหนองที่สะสมอยู่ในชั้นลึก หรือประเมินว่ามีภาวะเนื้อเน่าอักเสบในชั้นพังผืด (Necrotizing Fasciitis) หรือไม่

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาล

การรักษาแผลติดเชื้อรุนแรงจำเป็นต้องอาศัยการประสานงานระหว่างการรักษาทางยาและการทำหัตถการทางการแพทย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดเชื้อโรคและรักษาอวัยวะส่วนนั้นไว้ให้ได้มากที่สุด

การรักษาทางการแพทย์ (Medical Treatment)

ในกรณีที่ติดเชื้อรุนแรง แพทย์จะรับตัวเด็กไว้รักษาในโรงพยาบาล (Admission) และให้การรักษาดังนี้:

  • การให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Antibiotics): แพทย์จะเริ่มให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มที่ครอบคลุมเชื้อกว้าง (Broad-spectrum Antibiotics) ทันที และจะปรับเปลี่ยนชนิดของยาตามผลเพาะเชื้อเมื่อทราบผล
  • การผ่าตัดตกแต่งและระบายหนอง (Surgical Debridement & Drainage): หากมีหนองคั่งหรือเนื้อตาย ศัลยแพทย์จำเป็นต้องทำการผ่าตัดกรีดระบายหนองและตัดเนื้อตายออกให้หมด เพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อและลดความดันในเนื้อเยื่อ (Compartment Release) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษานิ้วหรืออวัยวะไม่ให้ถูกตัด

การพยาบาลและการดูแลที่บ้านหลังจากออกจากโรงพยาบาล

เมื่ออาการติดเชื้อทุเลาลงและแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ ผู้ปกครองต้องดูแลแผลอย่างเคร่งครัด:

  • การล้างแผลแบบปลอดเชื้อ (Sterile Wound Dressing): ล้างแผลตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยใช้ น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution 0.9%) ในการเช็ดทำความสะอาด หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ราดลงบนแผลโดยตรง เพราะจะทำลายเนื้อเยื่อใหม่ที่กำลังสร้างตัว
  • การรักษาความสะอาดของร่างกาย: ดูแลให้เด็กอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายตามปกติ แต่ต้องระวังไม่ให้แผลเปียกน้ำจนกว่าแผลจะแห้งสนิท
  • การดูแลเรื่องโภชนาการที่เหมาะสม: ให้เด็กได้รับอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ ปลา เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ และอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินเอ และซิงค์ (Zinc) สูง เพื่อช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและเร่งกระบวนการสมานแผล
ขั้นตอนการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องเมื่อเด็กมีไข้ร่วมด้วย (Tepid Sponge):

หากเด็กมีไข้จากการติดเชื้อ ควรเช็ดตัวเพื่อป้องกันอาการชักจากไข้สูง โดยปฏิบัติตามนี้:

  1. ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดเด็ดขาดเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและระบายความร้อนได้ยากขึ้น)
  2. ชุบผ้าบิดหมาดๆ เช็ดถูย้อนทิศทางการไหลของเส้นขนเพื่อเปิดรูขุมขน
  3. เน้นประคบและเช็ดบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ขาหนีบ ซอกคอ และหน้าผาก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดใหญ่ผ่าน
  4. เช็ดตัวนานประมาณ 15-20 นาที แล้วซับตัวเด็กให้แห้งสนิท ก่อนสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

ข้อควรระวังสำคัญทางการแพทย์และสิ่งที่ไม่ควรทำโดยเด็ดขาด

ความเข้าใจผิดในการดูแลบาดแผลอาจทำให้การติดเชื้อรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อควรระวังทางการแพทย์มีดังนี้:

  • ห้ามบีบ เค้น เจาะ หรือกรีดแผลหนองเองที่บ้าน: การบีบหรือเจาะแผลเองจะทำให้เนื้อเยื่อรอบๆ ช้ำ และเป็นการดันให้เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายลึกลงสู่กระแสเลือดและเนื้อเยื่อชั้นลึกได้ง่ายขึ้น
  • ห้ามพอกแผลด้วยสมุนไพร ยาสีฟัน หรือผงยาปฏิชีวนะ: การพอกสิ่งเหล่านี้ลงบนแผลเปิดเป็นการเพิ่มสิ่งแปลกปลอมและความสกปรกเข้าสู่บาดแผลโดยตรง ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยฆ่าเชื้อแล้ว ยังขัดขวางการระบายของเหลวและหนอง ทำให้เชื้อเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น
  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) โดยไม่มีการสั่งจากแพทย์: การซื้อยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทานมาให้เด็กกินเองนอกจากจะไม่ตรงกับชนิดของเชื้อแล้ว ยังอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยา และบดบังอาการแสดงของการติดเชื้อรุนแรง ทำให้แพทย์วินิจฉัยล่าช้า
  • ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่ม NSAIDs: ในกรณีที่เด็กมีแผลติดเชื้อและมีไข้หรือปวดแผล หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดลดไข้กลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในช่วงแรกที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ชัดเจน เนื่องจากยาในกลุ่มนี้อาจบดบังอาการเจ็บปวดซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะเนื้อเน่าอักเสบ (Necrotizing Fasciitis) และอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียกลุ่มสเตรปโตค็อกคัส

ตารางคำนวณขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก

หากจำเป็นต้องใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้หรือบรรเทาอาการปวด ควรคำนวณขนาดตามน้ำหนักตัวของเด็กเป็นหลักเพื่อความปลอดภัยและป้องกันภาวะพิษต่อตับ:

น้ำหนักตัวเด็ก (กิโลกรัม) ปริมาณยาพาราเซตามอลต่อครั้ง (10-15 มก./กก.) ความถี่ที่แนะนำ
5 - 7 กิโลกรัม 60 - 90 มิลลิกรัม (ประมาณครึ่งช้อนชา หรือหยดตามแพทย์สั่ง) ทุก 4-6 ชั่วโมง (ห้ามเกิน 5 ครั้งใน 24 ชั่วโมง)
8 - 11 กิโลกรัม 100 - 150 มิลลิกรัม (ประมาณ 3/4 ถึง 1 ช้อนชา) ทุก 4-6 ชั่วโมง (ห้ามเกิน 5 ครั้งใน 24 ชั่วโมง)
12 - 15 กิโลกรัม 150 - 200 มิลลิกรัม (ประมาณ 1 ช้อนชา ถึง 1 ช้อนชาครึ่ง) ทุก 4-6 ชั่วโมง (ห้ามเกิน 5 ครั้งใน 24 ชั่วโมง)
16 - 20 กิโลกรัม 200 - 250 มิลลิกรัม (ประมาณ 1 ช้อนชาครึ่ง ถึง 2 ช้อนชา) ทุก 4-6 ชั่วโมง (ห้ามเกิน 5 ครั้งใน 24 ชั่วโมง)

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกวิธีคือแนวทางที่ดีที่สุดในการปกป้องลูกรักจากแผลติดเชื้อรุนแรง

  • การปฐมพยาบาลแผลทันทีที่เกิดเหตุ (First Aid): เมื่อเด็กมีบาดแผล ให้ล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีเพื่อชะล้างสิ่งสกปรกและเชื้อโรคออกให้หมด ซับแผลให้แห้งด้วยผ้าสะอาด ทายาฆ่าเชื้อแบบทาภายนอก (เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน) และปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ปิดแผลที่สะอาดเพื่อป้องกันเชื้อโรคจากภายนอก
  • ฝึกสุขอนามัยที่ดี (Personal Hygiene): สอนให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังการเล่น ตัดเล็บมือเล็บเท้าของลูกให้สั้นอยู่เสมอเพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียใต้เล็บ และป้องกันไม่ให้เกิดแผลจากการแกะเกาผิวหนัง
  • การรับวัคซีนป้องกันโรค (Immunization): ตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีนของลูกให้ครบถ้วนตามเกณฑ์ โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus-containing vaccines เช่น DTaP, Tdap) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงจากแผลที่สัมผัสสิ่งสกปรกหรือดิน
แนวทางปฏิบัติทันทีเมื่อลูกเกิดบาดแผล (Parent Actionable Checklist)

เมื่อลูกรักเกิดบาดแผลขึ้น ให้ผู้ปกครองปฏิบัติตามแนวทางขั้นตอนนี้อย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการลุกลาม:

  • ขั้นตอนที่ 1: ล้างมือผู้ปกครองให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ก่อนสัมผัสบาดแผลของลูกทุกครั้ง
  • ขั้นตอนที่ 2: ล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาดไหลผ่าน (Running Tap Water) และสบู่อ่อนๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 นาที เพื่อกำจัดสิ่งสกปรก ดิน หรือทราย
  • ขั้นตอนที่ 3: ซับแผลให้แห้งสนิทด้วยผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาด ทายาโพวิโดน-ไอโอดีนบางๆ บริเวณแผล
  • ขั้นตอนที่ 4: ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซปราศจากเชื้อหรือพลาสเตอร์ปิดแผลเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก
  • ขั้นตอนที่ 5: สังเกตอาการรอบๆ แผลวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) หากพบว่ามีอาการบวมแดงขยายวงกว้าง มีไข้ เจ็บแผลมากขึ้น หรือมีหนองไหล ให้พาลูกไปพบกุมารแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down