ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease หรือ HFMD) เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยมากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วโรคนี้มักจะมีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองตามธรรมชาติภายใน 7 ถึง 10 วัน แต่ในผู้ป่วยเด็กบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ พ่อแม่และผู้ดูแลจึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโรคนี้ โดยเฉพาะการสังเกตว่าโรคมือเท้าปากในเด็กอาการรุนแรงเป็นอย่างไร เพื่อให้สามารถนำส่งโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนรู้วิธีการดูแลรักษาที่บ้านอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์เพื่อช่วยให้ลูกน้อยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped Virus) ทำให้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมและแอลกอฮอล์ทั่วไปได้ดี เชื้อไวรัสกลุ่มนี้ประกอบด้วยสายพันธุ์ย่อยหลายชนิด แต่สายพันธุ์หลักที่ก่อให้เกิดโรคมีดังนี้

  • ค็อกซากีไวรัส เอ 16 (Coxsackievirus A16 - Cox A16): เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุด มักก่อให้เกิดอาการที่ไม่รุนแรง มีไข้ต่ำ มีแผลในปาก และมีตุ่มน้ำใสขึ้นตามมือและเท้า อาการมักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
  • เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 - EV71): เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายที่สุดและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โรคมือเท้าปากในเด็กอาการรุนแรง ไวรัสสายพันธุ์นี้สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ก่อให้เกิดภาวะสมองอักเสบ (Encephalitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) และภาวะปอดบวมน้ำ (Pulmonary Edema) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
ข้อควรระวังทางการแพทย์: เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71) มีความสามารถในการทำลายเนื้อเยื่อสมองส่วนก้านสมอง (Brainstem) ซึ่งควบคุมระบบการหายใจและการไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อกและระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลันได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการทางระบบประสาท

ช่องทางการแพร่กระจายและการติดต่อ

การติดต่อของโรคมือเท้าปากเกิดขึ้นได้ง่ายมากผ่านช่องทางหลักดังต่อไปนี้

  • ระบบทางเดินอาหาร (Fecal-Oral Route): การปนเปื้อนของเชื้อในอุจจาระของผู้ป่วย ซึ่งอาจติดอยู่ตามมือของผู้ดูแล ของเล่น หรือพื้นผิวสัมผัสต่างๆ แล้วเด็กนำมือเข้าปาก
  • ระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Droplets): การสูดดมละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ป่วยในระยะประชิด
  • การสัมผัสโดยตรง (Direct Contact): การสัมผัสกับน้ำใสจากตุ่มพอง แผลในปาก หรือน้ำลายของผู้ป่วยโดยตรง

ระยะดำเนินโรคและอาการที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง

การดำเนินโรคของโรคมือเท้าปากสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งในแต่ละระยะจะมีอาการแสดงและระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. ระยะฟักตัวและเริ่มแรก (Incubation & Prodromal Stage)

หลังจากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายประมาณ 3 ถึง 6 วัน เด็กจะเริ่มแสดงอาการนำ ซึ่งเป็นอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง ได้แก่

  • มีไข้ต่ำไปจนถึงไข้สูง (อุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 37.8 ถึง 39.0 องศาเซลเซียส)
  • มีอาการเจ็บคอ ไม่อยากอาหาร อ่อนเพลีย
  • เด็กทารกอาจมีอาการโยเย ร้องกวนมากกว่าปกติ เนื่องจากเริ่มมีอาการเจ็บเคืองในปาก

2. ระยะแสดงอาการเด่นชัด (Active Stage)

เกิดขึ้นหลังจากมีไข้ประมาณ 1 ถึง 2 วัน เป็นระยะที่ตุ่มและแผลเริ่มปรากฏชัดเจน

  • แผลในปาก (Herpangina / Oral Ulcers): มีลักษณะเป็นจุดแดงเล็กๆ แล้วค่อยๆ พัฒนาเป็นตุ่มน้ำใส ก่อนจะแตกออกเป็นแผลตื้นๆ ที่มีขอบสีแดง มักพบบริเวณเพดานอ่อน ทอนซิล ลิ้น และกระพุ้งแก้ม แผลเหล่านี้จะมีความเจ็บปวดมาก ทำให้เด็กปฏิเสธการกลืนอาหาร น้ำ หรือนม
  • ผื่นและตุ่มน้ำใส (Vesicular Rash): พบตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำใสขนาด 2 ถึง 5 มิลลิเมตร บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า รอบก้น หัวเข่า และข้อศอก ตุ่มน้ำใสเหล่านี้มักไม่ค่อยมีอาการคัน แต่หากสัมผัสอาจรู้สึกเจ็บได้

3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage)

หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้จะเริ่มลดลงภายใน 3 ถึง 5 วัน แผลในปากจะค่อยๆ สมานตัว และตุ่มน้ำใสที่ผิวหนังจะเริ่มแห้ง ตกสะเก็ด และจางหายไปโดยไม่มีรอยแผลเป็นภายใน 7 ถึง 10 วัน ในช่วงนี้ผิวหนังบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าอาจมีการลอกหลุดเป็นแผ่นบางๆ ซึ่งเป็นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามปกติที่ไม่น่ากังวล

โรคมือเท้าปากในเด็กอาการรุนแรงเป็นอย่างไร สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

ในกรณีที่เด็กติดเชื้อสายพันธุ์รุนแรง เช่น EV71 เชื้ออาจลุกลามเข้าสู่ระบบประสาทและระบบหัวใจและหลอดเลือด พ่อแม่และผู้ดูแลต้องเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วง 3 ถึง 5 วันแรกที่มีไข้ หากพบสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) แม้เพียงข้อเดียว ต้องรีบพาเด็กไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทันที

1. อาการทางระบบประสาท (Neurological Red Flags)

เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสได้ลุกลามเข้าไปทำลายสมองหรือเยื่อหุ้มสมองแล้ว

  • มีอาการสะดุ้งผวาบ่อยผิดปกติ (Myoclonic Jerks): เด็กจะมีอาการสะดุ้งตัวโยนขณะกำลังจะหลับหรือขณะหลับ โดยเกิดขึ้นซ้ำๆ ทุกๆ 5 ถึง 10 นาที หรือสะดุ้งผวาขณะตื่นนอน
  • ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด (Lethargy): เด็กดูอ่อนเพลียมาก ไม่ร่าเริงตามวัย เรียกตื่นยาก หรือนอนหลับเกือบตลอดเวลา
  • มีอาการเดินเซ ทรงตัวไม่ได้ (Ataxia): เด็กที่เดินได้แล้วจะมีอาการเดินเซ ล้มบ่อย หรือหยิบจับสิ่งของไม่ได้ มือสั่น
  • อาการปวดศีรษะรุนแรงหรืออาเจียนพ่น (Severe Headache & Projectile Vomiting): เกิดจากความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มสูงเนื่องจากสมองอักเสบ เด็กจะอาเจียนบ่อยและพุ่งออกมาโดยไม่มีอาการคลื่นไส้นำมาก่อน
  • มีอาการชัก (Seizures) หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Weakness): มีอาการเกร็ง กระตุก หรือแขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง คล้ายอัมพาต

2. อาการทางระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิต (Cardiorespiratory Red Flags)

เป็นสัญญาณเตือนของภาวะปอดบวมน้ำและกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตถึงแก่ชีวิต

  • หายใจหอบเหนื่อย (Tachypnea): อัตราการหายใจเร็วกว่าปกติตามช่วงอายุ มีอาการปีกจมูกบาน หรือทรวงอกบุ๋มขณะหายใจ
  • ผิวหนังมีลักษณะเขียวคล้ำหรือซีด (Cyanosis & Pallor): ตัวซีด ปากเขียว หรือมีลายตาข่ายขึ้นตามผิวหนัง
  • เหงื่อออกท่วมตัวและมือเท้าเย็น (Cold Sweating & Cold Extremities): ตัวเด็กจะมีไข้สูง แต่ปลายมือปลายเท้ากลับเย็นจัดและมีเหงื่อออกมาก ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะช็อก (Circulatory Shock)

3. ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration)

เกิดจากการที่เด็กไม่สามารถกลืนน้ำหรือนมได้เนื่องจากแผลในปากมีความเจ็บปวดมาก

  • ปัสสาวะมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด หรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
  • ปากและคอแห้งผาก ลิ้นแห้ง ไม่มีน้ำตาไหลเมื่อร้องไห้
  • กระหม่อมบุ๋มลึกในเด็กทารก และตาโหลลึก
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในช่วงที่โรคมือเท้าปากระบาด หากลูกมีไข้สูงลอยเกิน 38.5 องศาเซลเซียสต่อเนื่องกันเกิน 3 วัน และไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ ขอแนะนำให้พาไปพบกุมารแพทย์ทันทีเพื่อรับการประเมินอาการอย่างละเอียด ไม่ควรรอให้เกิดอาการสะดุ้งผวาหรือซึมลงก่อน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แพทย์จะมีแนวทางและกระบวนการตรวจวินิจฉัยดังนี้

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย (Clinical Diagnosis): เป็นวิธีหลักในการวินิจฉัย โดยแพทย์จะตรวจดูลักษณะของแผลในปาก ตุ่มน้ำตามมือ เท้า ก้น และหัวเข่า ร่วมกับประวัติการสัมผัสโรคใกล้ชิด
  • การตรวจหาเชื้อไวรัส (Virology Testing): ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือจำเป็นต้องยืนยันสายพันธุ์ แพทย์จะทำการเก็บสิ่งส่งตรวจโดยใช้วิธีการป้ายคอ (Throat Swab) หรือการเก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อตรวจหาเชื้อด้วยวิธี Real-time PCR ซึ่งสามารถระบุได้ว่าเป็นเชื้อ EV71 หรือไม่
  • การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมในรายที่มีอาการรุนแรง: หากสงสัยว่ามีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทหรือหัวใจ แพทย์อาจทำการตรวจเลือดเพื่อดูค่าการอักเสบ ตรวจวิเคราะห์น้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) ทำการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) หรือตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - ECG)

วิธีดูแลรักษาที่บ้านอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์เพื่อให้ลูกฟื้นตัวไว

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพเฉพาะเจาะจงในการรักษาโรคมือเท้าปาก การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Care) และการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายของเด็กสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อสู้กับเชื้อไวรัสและฟื้นตัวได้เร็วที่สุด ดังนี้

1. การจัดการความเจ็บปวดและลดไข้อย่างปลอดภัย

  • การเลือกใช้ยาลดไข้และแก้ปวด: ยาที่ปลอดภัยที่สุดคือ ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) สามารถให้เพื่อลดไข้และบรรเทาอาการเจ็บแผลในปากได้
  • วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge): หากเด็กมีไข้สูง ควรเช็ดตัวร่วมกับการทานยา โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง บิดหมาด เช็ดผิวกายย้อนทิศทางการไหลของเส้นขนเข้าหาหัวใจ และควรวางผ้าพักไว้บริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ขาหนีบ และซอกคอ เพื่อช่วยระบายความร้อน

2. การโภชนาการและการป้องกันภาวะขาดน้ำ

ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือเด็กไม่ยอมทานอาหารเนื่องจากเจ็บแผลในปาก การดูแลเรื่องอาหารจึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบดังนี้

  • เน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย และเย็น: ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ร้อน รสจัด มีความเป็นกรด (เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว) และอาหารแข็ง ให้เปลี่ยนมาเป็นอาหารเย็นๆ เช่น ไอศกรีมรสวานิลลาหรือนม, นมแช่เย็น, โยเกิร์ต, พุดดิ้ง, เต้าฮวยนมสด, หรือโจ๊กเย็น เพื่อช่วยบรรเทาอาการชาและลดความเจ็บปวดของแผลในปาก ทำให้เด็กได้รับพลังงานเพียงพอ
  • การชดเชยน้ำและเกลือแร่: ให้เด็กจิบน้ำเย็นหรือน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts - ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

3. การดูแลสุขอนามัยและการแยกผู้ป่วย

  • การแยกของใช้ส่วนตัว: แยกช้อน ส้อม แก้วน้ำ จาน ชาม และของเล่นของเด็กป่วยไม่ให้ใช้ร่วมกับผู้อื่น
  • การทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม: เนื่องจากแอลกอฮอล์ไม่สามารถฆ่าเชื้อเอนเทอโรไวรัสได้ดีพอ จึงควรใช้น้ำยาฟอกขาวที่มีส่วนผสมของโซเดียมไฮโปคลอไรท์ (เช่น ไฮเตอร์) ผสมน้ำในอัตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อเช็ดทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสต่างๆ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปาก มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่ผู้ดูแลต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของเด็ก

คำเตือนทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุด:
  1. ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด: การใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่ติดเชื้อไวรัสอาจก่อให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดภาวะตับล้มเหลวเฉียบพลันและสมองบวมอย่างรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต
  2. หลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในรายที่มีภาวะขาดน้ำ: หากเด็กทานน้ำได้น้อยและมีสัญญาณขาดน้ำ การให้ยาไอบูโพรเฟนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) ได้
  3. ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ทานเอง: ยาปฏิชีวนะใช้สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคมือเท้าปากได้ การใช้โดยไม่จำเป็นจะทำให้เด็กเสี่ยงต่ออาการแพ้ยา ท้องเสีย และภาวะดื้อยาในอนาคต

ตารางการคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก

การให้ยาพาราเซตามอลแก่เด็กต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวจริง ไม่ใช่ตามอายุ เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบจากการได้รับยาเกินขนาด ขนาดยาที่เหมาะสมคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง โดยแบ่งให้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน ตัวอย่างการคำนวณมีดังนี้

  • เด็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัม: ขนาดยาที่ต้องการคือ 100 ถึง 150 มิลลิกรัมต่อครั้ง (หากใช้ยาน้ำเชื่อมสูตรความเข้มข้น 120 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร ให้ป้อนยาประมาณ 4 ถึง 5 มิลลิลิตรต่อครั้ง)
  • เด็กน้ำหนัก 15 กิโลกรัม: ขนาดยาที่ต้องการคือ 150 ถึง 225 มิลลิกรัมต่อครั้ง (หากใช้ยาน้ำเชื่อมสูตรความเข้มข้น 250 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร ให้ป้อนยาประมาณ 3 ถึง 4 มิลลิลิตรต่อครั้ง)

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ระบาดเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องลูกรักและเด็กคนอื่นๆ ในสังคม โดยสามารถปฏิบัติได้ดังนี้

1. การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71 Vaccine)

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำหน้า สามารถผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส EV71 ได้สำเร็จ ซึ่งได้รับการรับรองประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง

  • กลุ่มเป้าหมาย: แนะนำให้ฉีดในเด็กเล็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี
  • ตารางการฉีด: ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกัน 1 เดือน
  • ประสิทธิภาพ: สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ EV71 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมือเท้าปากชนิดรุนแรงและลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่อันตรายถึงชีวิตได้สูงถึงกว่าร้อยละ 90

2. การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด

  • ล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที: เนื่องจากเชื้อกลุ่มเอนเทอโรไวรัสทนทานต่อแอลกอฮอล์ การล้างมือด้วยสบู่และน้ำไหลผ่านจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกำจัดเชื้อออกจากมือ ควรทำทุกครั้งก่อนเตรียมอาหาร ก่อนป้อนอาหารเด็ก หลังการขับถ่าย และหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม
  • หลักการแยกผู้ป่วย (Quarantine): หากเด็กป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ต้องให้หยุดเรียนอย่างน้อย 7 ถึง 10 วัน หรือจนกว่าแผลในปากจะหายสนิทและตุ่มน้ำแห้งดี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก

กล่องสรุปคำแนะนำด่วนสำหรับพ่อแม่เมื่อลูกเป็นโรคมือเท้าปาก

เช็คลิสต์การดูแลและสังเกตอาการของลูกรัก

  • เฝ้าระวัง 3 วันอันตราย: จดบันทึกอุณหภูมิร่างกายและพฤติกรรมของลูกทุกๆ 4 ชั่วโมง โดยเฉพาะอาการสะดุ้งผวาและอาการซึม
  • ลดความเจ็บแผลในปาก: ให้ทานไอศกรีม นมเย็น โยเกิร์ต หรือน้ำเย็นบ่อยๆ หลีกเลี่ยงอาหารร้อนและรสจัด
  • สังเกตสัญญาณขาดน้ำ: ตรวจดูปริมาณปัสสาวะ หากลูกไม่ปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง หรือปากแห้งมาก ให้รีบพาไปพบแพทย์
  • รักษาความสะอาดอย่างถูกวิธี: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ และใช้น้ำยาฟอกขาวเช็ดทำความสะอาดของเล่น (ห้ามใช้เจลแอลกอฮอล์ทั่วไปเพียงอย่างเดียว)
  • ไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อพบสัญญาณอันตราย: หากลูกมีอาการสะดุ้งผวา เดินเซ ซึมลง อาเจียนพุ่ง หายใจเหนื่อยหอบ หรือปลายมือปลายเท้าเย็นเฉียบ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down