ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวมของภาวะชักจากไข้สูงในเด็ก

ภาวะลูกไข้สูงจนชัก หรือ ภาวะชักจากไข้ (Febrile Seizures หรือ Febrile Convulsions) เป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่สร้างความตกใจและกังวลใจให้แก่ผู้ปกครองมากที่สุด เหตุการณ์ที่เด็กซึ่งกำลังตัวร้อนจัดเกิดอาการเกร็ง กระตุก ตาค้าง และไม่รู้สึกตัวอย่างฉับพลัน สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม การเข้าใจกลไกทางการแพทย์ การตั้งสติ และการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เด็กปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน

ในทางกุมารเวชศาสตร์ ภาวะชักจากไข้พบบ่อยที่สุดในเด็กวัยทารกและเด็กเล็ก ช่วงอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี โดยมีจุดพีคสูงสุดอยู่ที่ช่วงอายุ 12 ถึง 18 เดือน สถิติพบว่ามีเด็กในกลุ่มอายุนี้ราวร้อยละ 2 ถึง 5 เคยมีประสบการณ์ชักจากไข้สูงอย่างน้อยหนึ่งครั้ง แม้ว่าการชักจากไข้ชนิดธรรมดาโดยส่วนใหญ่จะไม่ส่งผลเสียต่อการพัฒนาการของสมอง ระดับสติปัญญา (IQ) หรือก่อให้เกิดความพิการถาวร แต่ผู้ปกครองจำเป็นต้องแยกแยะให้ได้ว่า อาการชักนั้นเป็นเพียงภาวะชักจากไข้ทั่วไป หรือเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงทางระบบประสาท เช่น โรคติดเชื้อในกระแสเลือด หรือโรคสมองอักเสบที่อาจอันตรายถึงชีวิต

คำแนะนำจากคุณหมอ: สิ่งแรกที่พ่อแม่ต้องทำเมื่อเห็นลูกชักคือ "ตั้งสติ" ห้ามตื่นตกใจจนทำสิ่งที่เป็นอันตรายต่อเด็ก เช่น การงัดปากหรือยัดสิ่งของเข้าไปในปากเด็ดขาด การปฐมพยาบาลที่ถูกต้องและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดคือสิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องชีวิตของลูกน้อย

สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะชักจากไข้ (Causes & Pathophysiology)

กลไกการเกิดภาวะชักจากไข้สูงในเด็กเกิดจากปัจจัยทางชีววิทยาหลายประการร่วมกัน โดยมีสาเหตุหลักดังต่อไปนี้:

1. ความไม่สมบูรณ์ของระบบประสาทในเด็กเล็ก (Immature Nervous System)

ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างกายในสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) และเซลล์ประสาทสมองของเด็กเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่ออุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสไฟฟ้าในสมองจะเกิดการกระตุ้นที่ผิดปกติและพร้อมกันในหลายจุด (Hypersynchronization of Cerebral Neurons) ทำให้เกิดการส่งสัญญาณไฟฟ้าที่ลัดวงจรชั่วคราว นำไปสู่การเกร็งและกระตุกของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย

2. อัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอุณหภูมิ (Rapid Temperature Elevation)

ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดอาการชักไม่ใช่แค่ระดับอุณหภูมิที่สูงเกิน 38.5 หรือ 39.0 องศาเซลเซียสเท่านั้น แต่คือ "ความเร็ว" ในการเพิ่มขึ้นของไข้ เช่น เด็กที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นจาก 37.5 องศาเซลเซียส ไปเป็น 39.5 องศาเซลเซียสภายในเวลาไม่กี่นาที อัตราการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้จะไปรบกวนการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทสมองทันที

3. สาเหตุการติดเชื้อต้นเหตุ (Underlying Infections)

ภาวะชักจากไข้มักเกิดขึ้นในวันแรกของการเป็นไข้ โดยมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในระบบต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่:

  • การติดเชื้อไวรัส: ไวรัสสิกขาสมองหรือไข้ออกผื่นในเด็ก (Human Herpesvirus 6: HHV-6 หรือ Roseola Infantum), ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza), ไวรัสทางเดินหายใจ RSV, อะดีโนไวรัส (Adenovirus) และเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus)
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย: โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (Acute Otitis Media), ต่อมทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน (Acute Tonsillitis), หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection)

4. ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Predisposition)

เด็กที่มีประวัติครอบครัวสายตรง (พ่อ แม่ หรือพี่น้อง) เคยมีภาวะชักจากไข้ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กทั่วไป 2 ถึง 3 เท่า เนื่องจากมียีนบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับช่องประจุไอออนของเซลล์ประสาท (Ion Channel Mutations) ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

อาการสำคัญและการแบ่งประเภทของภาวะชักจากไข้ (Classification & Symptoms)

ทางกุมารเวชศาสตร์ได้แบ่งภาวะชักจากไข้ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีระดับความรุนแรงและแนวทางการดูแลรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้:

1. ภาวะชักจากไข้แบบธรรมดา (Simple Febrile Seizure)

เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 80-85 ของผู้ป่วยชักจากไข้ทั้งหมด) มีลักษณะสำคัญดังนี้:

  • อาการชักจะเป็นแบบเกร็ง กระตุก ทั้งตัว (Generalized Tonic-Clonic Seizure) เช่น ตาค้าง เกร็ง แขนขากระตุกพร้อมกันทั้งสองข้าง ปากเขียวชั่วคราว
  • ระยะเวลาในการชักสั้น โดยส่วนใหญ่น้อยกว่า 5 นาที และไม่เกิน 15 นาที
  • เกิดอาการชักเพียง 1 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง หรือภายในระยะเวลาของการเป็นไข้รอบนั้น
  • หลังหยุดชัก เด็กจะค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นตามปกติ ไม่มีอาการอ่อนแรงของแขนขาเฉพาะที่

2. ภาวะชักจากไข้แบบซับซ้อน (Complex Febrile Seizure)

เป็นภาวะที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติทางสมอง หรืออาจเป็นสัญญาณของโรคทางระบบประสาทอื่นๆ มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้:

  • อาการชักเกิดขึ้นเฉพาะที่ (Focal Seizure) เช่น กระตุกเฉพาะแขนข้างใดข้างหนึ่ง หรือซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย
  • ระยะเวลาในการชักนานเกิน 15 นาที
  • เกิดอาการชักซ้ำมากกว่า 1 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง หรือในรอบการเจ็บป่วยเดียวกัน
  • หลังหยุดชัก เด็กมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก (Todd's Paresis) หรือซึมลงยาวนานไม่ยอมตื่น
ข้อสังเกตทางการแพทย์: ภาวะชักจากไข้แบบซับซ้อน (Complex Febrile Seizure) จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจากกุมารแพทย์ เพื่อแยกโรคติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลางหรือภาวะลมชักออกไป

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

เมื่อลูกมีอาการชักจากไข้ ผู้ปกครองต้องสังเกตสัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤต (Red Flags) ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องรีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดหรือโทรแจ้งบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (สายด่วน 1669) ทันที:

  • อาการชักต่อเนื่องยาวนานเกิน 5 นาที: อาการชักที่ยาวนานเกิน 5 นาที ถือเป็นภาวะฉุกเฉินวิกฤตเนื่องจากเสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะชักต่อเนื่องไม่หยุด (Status Epilepticus) ซึ่งส่งผลให้สมองขาดออกซิเจน
  • เด็กไม่รู้สึกตัวหรือซึมลงมากหลังหยุดชัก: โดยปกติเด็กจะซึมเล็กน้อยหลังชัก แต่หากผ่านไป 30 ถึง 60 นาทีแล้วเด็กยังไม่ตื่น เรียกไม่รู้สึกตัว หรือสับสนอย่างรุนแรง
  • มีสัญญาณเตือนของการติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมอง (Meningitis): เด็กมีอาการคอแข็งเกร็ง (Stiff Neck), สู้แสงไม่ได้ (Photophobia), อาเจียนพุ่ง, ทารกกระหม่อมหน้าโป่งตึง (Bulging Fontanelle) หรือมีผื่นจุดเลือดออกสีม่วงตามตัว (Petechiae / Purpura)
  • มีปัญหาในการหายใจ: หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ปากเขียวคล้ำ (Cyanosis) หรือหยุดหายใจ
  • ชักซ้ำหลายครั้งในวันเดียวกัน: เกิดอาการเกร็งกระตุกซ้ำสองหรือสามครั้งในระยะเวลา 24 ชั่วโมง
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้ง ผิวแห้ง ตาลึกโหล ไม่ปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง ไม่ยอมดื่มน้ำหรือร้องไห้ไม่มีน้ำตา

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis & Tests)

เมื่อเดินทางถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินขั้นตอนการประเมินและตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของการชัก และแยกโรคที่เป็นอันตรายออก ดังนี้:

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด

แพทย์จะสอบถามระยะเวลาที่ชัก ลักษณะการชัก (กระตุกทั้งตัวหรือเฉพาะที่) ประวัติไข้ ประวัติวัคซีน และประวัติโรคทางระบบประสาทในครอบครัว พร้อมตรวจวัดสัญญาณชีพ ตรวจหาจุดติดเชื้อ (หู คอ ปอด ระบบทางเดินปัสสาวะ) และตรวจประเมินทางระบบประสาท

2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)

  • การตรวจเลือด (Blood Tests): ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC), ตรวจระดับเกลือแร่ในเลือด (Electrolytes), ระดับน้ำตาลในเลือด (Blood Glucose) เพื่อหาสาเหตุเกลือแร่ต่ำหรือน้ำตาลในเลือดต่ำที่อาจส่งผลให้ชัก
  • การตรวจสิ่งคัดหลั่ง (Rapid Antigen Tests / Swab): เช่น ตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza), RSV, หรือเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆ

3. การเจาะไขสันหลังตรวจน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (Lumbar Puncture: LP)

การเจาะหลังเพื่อนำน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลังไปตรวจ จะทำในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ได้แก่:

  • เด็กมีอาการแสดงของการติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมองหรือสมองอักเสบ (เช่น คอแข็ง ซึมมาก)
  • ทารกอายุต่ำกว่า 12 เดือนที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน (เช่น วัคซีนป้องกันเชื้อ Hib หรือ Pneumococcus)
  • เด็กที่เคยได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อน ซึ่งอาจบดบังอาการแสดงของการติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมอง

4. การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองและการเอกซเรย์สมอง (EEG & Neuroimaging)

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG), การเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) หรือการสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ไม่จำเป็นต้องทำในเด็กที่ชักจากไข้แบบธรรมดา แต่จะทำเฉพาะในกรณีชักจากไข้แบบซับซ้อน (Complex Febrile Seizure) ชักเฉพาะที่ หรือเด็กที่มีพัฒนาการช้าผิดปกติ

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกชักจากไข้ที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Emergency First Aid)

เมื่อลูกเกิดอาการชักจากไข้ การปฏิบัติที่ถูกต้องและทันท่วงทีในนาทีแรกจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น การสำลักอาหารหรือขาดออกซิเจนได้ ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐานดังนี้:

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลฉุกเฉิน (Step-by-Step Guidelines)

  1. ตั้งสติและจับเวลา: ควบคุมสติ สังเกตเวลาที่เริ่มชักและมองนาฬิกาเพื่อจับเวลาการชักอย่างแม่นยำ (ข้อมูลเวลาสำคัญมากสำหรับแพทย์)
  2. จัดท่าให้นอนตะแคง (Recovery Position): จับลูกนอนตะแคงข้างใดข้างหนึ่งทันที เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้น้ำลาย เสมหะ หรือเศษอาหารไหลออกจากปาก ไม่ให้สำลักลงสู่ปอดและหลอดลม
  3. วางลูกบนพื้นที่ราบและปลอดภัย: ย้ายลูกให้นอนบนพื้นราบที่ไม่แข็งเกินไป ปราศจากสิ่งของคมหรือวัตถุที่อาจกระแทกจนเกิดอันตราย
  4. คลายเสื้อผ้าให้หลวม: ปลดกระดุมเสื้อผ้าบริเวณคอและหน้าอก เพื่อให้ลูกหายใจได้สะดวก
  5. เช็ดตัวลดไข้หลังหยุดชัก: เมื่ออาการชักหยุดลง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนทันที

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions & Contraindications)

สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดขณะเด็กกำลังชัก (Absolute Contraindications):
  • ห้ามงัดปาก หรือใช้นิ้ว ช้อน ผ้า ยัดเข้าไปในปากเด็กเด็ดขาด: นี่คือข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุด การใส่วัตถุเข้าไปในปากอาจทำให้ฟันเด็กหักหลุดลงไปอุดทางเดินหายใจ ลิ้นบาดเจ็บ หรือนิ้วมือผู้ปกครองถูกงับขาด ที่สำคัญคือ ลิ้นคนเราตามธรรมชาติจะไม่จุกคอจนขาดอากาศหายใจ
  • ห้ามกอดรัดหรือตรึงแขนขาเด็กอย่างรุนแรง: การพยายามจับยึดหรือกดตัวเด็กขณะชัก อาจทำให้เกิดภาวะกระดูกหัก ข้อต่อหลุด หรือกล้ามเนื้ออักเสบฉีกขาดได้
  • ห้ามป้อนยา น้ำ หรืออาหารขณะชักหรือยังไม่รู้สึกตัว: จะทำให้เกิดการสำลักเข้าสู่ปอดอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดภาวะปอดอักเสบติดเชื้อ (Aspiration Pneumonia) หรือขาดอากาศหายใจเสียชีวิตได้
  • ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเช็ดตัว: น้ำเย็นจัดจะทำให้หลอดเลือดชั้นใต้ผิวหนังหดตัว ร่างกายกักเก็บความร้อน และอาจกระตุ้นให้เด็กเกิดอาการหนาวสั่นและไข้สูงขึ้น

ขนาดยาพาราเซตามอลและการใช้อย่างปลอดภัย

การให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้ ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กเป็นหลัก ไม่ใช่คำนวณตามอายุ:

  • ขนาดยาที่ถูกต้อง: 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อการกิน 1 ครั้ง
  • ความถี่ในการให้ยา: ป้อนได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้ (ห้ามป้อนถี่กว่าทุก 4 ชั่วโมง) และไม่ควรเกิน 5 ครั้งต่อวัน (ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 60 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน)
  • ข้อควรระวัง: การได้รับยาเกินขนาดอาจก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันและเซลล์ตับถูกทำลาย

ข้อควรระวังเรื่องยาแก้ปวดลดไข้กลุ่มอื่นๆ (NSAIDs & Aspirin)

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด: ยาแอสไพรินเมื่อใช้ในเด็กที่เป็นโรคติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรืออีสุกอีใส จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด "กลุ่มอาการไรย์" (Reye's Syndrome) ซึ่งก่อให้เกิดภาวะตับล้มเหลวเฉียบพลันและสมองบวมอันตรายถึงชีวิต
  • ข้อควรระวังยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน ห้ามใช้ในเด็กที่มีไข้สูงโดยที่ยังไม่สามารถตัดภาวะ "โรคไข้เลือดออก" (Dengue Hemorrhagic Fever) ออกไปได้ เนื่องจากยาสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารและเกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: ภาวะไข้สูงส่วนใหญ่ในเด็กเกิดจากการติดเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ช่วยลดไข้ และอาจก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาและผลข้างเคียงต่อร่างกาย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention & Immunization)

แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันภาวะชักจากไข้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในเด็กที่มีความไวต่อกระแสไฟฟ้าในสมอง แต่ผู้ปกครองสามารถลดความเสี่ยงและความถี่ของการเกิดไข้สูงได้ด้วยแนวทางดังนี้:

1. การจัดการไข้อย่างทันท่วงทีเมื่อลูกเริ่มตัวร้อน

  • วัดไข้ลูกเป็นระยะเมื่อรู้สึกว่าตัวอุ่น หากอุณหภูมิทางรักแร้สูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียส ให้เริ่มป้อนยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวทันที
  • การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง (Tepid Sponge) เป็นวิธีที่สำคัญที่สุด โดยเช็ดวนเข้าหาหัวใจ ย้อนรูขุมขน และพักผ้าไว้บริเวณข้อพับ ซอกคอ ขาหนีบ เป็นเวลา 15-20 นาที
  • เปิดประตูหน้าต่างให้ระบายอากาศ หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าหนา หรือห่มผ้าหนาเกินไป

2. การรับวัคซีนป้องกันโรคตามเกณฑ์และวัคซีนเสริม

การได้รับวัคซีนช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงและการติดเชื้อที่มีไข้สูง ได้แก่:

  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
  • วัคซีนนิวโมคอกคัส (Pneumococcal Vaccine / IPD): ป้องกันภาวะติดเชื้อนิวโมคอกคัส รุนแรง ปอดบวม และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี (JE Vaccine) และวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก: ช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสร้ายแรง

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ (Parent Actionable Checklist)

Checklists สรุปขั้นตอนการรับมือเมื่อลูกไข้สูงจนชัก:
  1. ขณะชัก: จับลูกนอนตะแคง + จับเวลา + คลายเสื้อผ้า + ปล่อยให้ชักในพื้นที่ปลอดภัย (ห้ามงัดปาก ห้ามกอดรัด ห้ามป้อนยาเด็ดขาด)
  2. หลังหยุดชัก: ดูแลให้ทางเดินหายใจโล่ง เช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้องอย่างเบามือ
  3. ประเมินสัญญาณ Red Flags: หากชักเกิน 5 นาที, ชักซ้ำ, คอแข็ง, ซึมมากไม่ตื่น ให้รีบโทร 1669 หรือนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินทันที
  4. เมื่อไปพบแพทย์: แจ้งระยะเวลาการชัก ลักษณะการชัก และขนาดยาลดไข้ที่ป้อนไปอย่าง
  5. การป้อนยาที่บ้าน: ป้อนพาราเซตามอล 10-15 mg/kg ทุก 4-6 ชั่วโมงตามน้ำหนักตัว ห้ามใช้แอสไพรินเด็ดขาด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down