ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำ: ทำความเข้าใจภาวะลำไส้อุดตันในเด็กเล็ก ความฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ไม่ควรมองข้าม

อาการปวดท้องในเด็กเล็กเป็นปัญหาทางสุขภาพที่พบได้บ่อยอย่างยิ่งในทางกุมารเวชกรรม โดยส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น ภาวะท้องอืด ท้องผูก หรือลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส อย่างไรก็ตาม มีภาวะวิกฤตทางเดินอาหารประการหนึ่งที่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ (Medical Emergency) นั่นคือ ภาวะลำไส้อุดตันในเด็กเล็ก (Pediatric Bowel Obstruction) ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะเนื้อเยื่อลำไส้ขาดเลือด ลำไส้เน่าตาย ลำไส้ทะลุ การติดเชื้อในกระแสเลือด และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ภาวะลำไส้อุดตันในเด็กมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งในด้านสาเหตุ กลไกการเกิดโรค และการแสดงอาการ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กทารกและเด็กวัยเตาะแตะ (อายุ 3 เดือน ถึง 3 ปี) ซึ่งเป็นวัยที่ยังไม่สามารถสื่อสารหรือบอกเล่าความเจ็บปวดเป็นภาษาพูดได้อย่างชัดเจน อาการปวดท้องอย่างรุนแรงจึงมักแสดงออกผ่านการร้องไห้งอแงผิดปกติ ร้องไห้เป็นพักๆ ร่วมกับการงอขาขึ้นชิดอก การเข้าใจสาเหตุ กลไกของโรค อาการเตือนอันตราย และแนวทางการรักษาทางการแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็ก เพื่อให้สามารถนำส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลาก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

ข้อมูลสถิติทางการแพทย์: ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของลำไส้อุดตันในเด็กเล็ก พบได้บ่อยที่สุดในเด็กอายุช่วง 5 ถึง 10 เดือน โดยพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงในอัตราส่วนประมาณ 3:2 และเป็นภาวะทางเดินอาหารฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทางศัลยกรรมเป็นอันดับต้นๆ ในเด็กวัยต่ำกว่า 2 ปี

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes & Pathophysiology)

ภาวะลำไส้อุดตันในเด็กเล็กสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ โดยแบ่งตามกลไกการเกิดโรคได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ การอุดตันเชิงกล (Mechanical Obstruction) และการอุดตันจากลำไส้ไม่บีบตัว (Functional / Paralytic Ileus) แต่สาเหตุที่พบบ่อยและมีความสำคัญทางคลินิกในเด็กเล็ก ได้แก่:

1. ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception)

ถือเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของภาวะลำไส้อุดตันเชิงกลในเด็กเล็ก เกิดจากการที่ลำไส้ส่วนต้นเคลื่อนตัวหรือกลืนเข้าไปในลำไส้ส่วนปลายที่อยู่ติดกัน (มักเกิดบริเวณลำไส้เล็กส่วนปลายกลืนเข้าไปในลำไส้ใหญ่ส่วนต้น หรือ Ileocolic Intussusception) ทำให้เกิดการขัดขวางการลำเลียงอาหารและอุจจาระ นอกจากนี้ แรงบีบของลำไส้จะรบกวนระบบไหลเวียนเลือด ทำให้หลอดเลือดดำและหลอดเลือดน้ำเหลืองถูกกดทับ เกิดอาการบวมของผนังลำไส้ หากปล่อยไว้ หลอดเลือดแดงจะไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงลำไส้ส่วนนั้นได้ นำไปสู่ภาวะลำไส้ขาดเลือด (Ischemia) และลำไส้เน่าตาย (Gangrene) ในที่สุด

สาเหตุของการเกิดลำไส้กลืนกันในเด็กเล็กส่วนใหญ่ (ประมาณ 90%) ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน (Idiopathic) แต่มักพบตามหลังการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจหรือทางเดินอาหาร เช่น Adenovirus หรือ Rotavirus ซึ่งทำให้ต่อมน้ำเหลืองในผนังลำไส้ (Peyer's patches) โตขึ้นและกลายเป็นจุดนำ (Lead point) ให้ลำไส้กลืนกัน ส่วนในเด็กที่อายุมากกว่า 2 ปี อาจพบจุดนำทางพยาธิวิทยาที่ชัดเจน เช่น ติ่งเนื้อในลำไส้ (Polyps) หรือถุงโป่งพองเมคเคิล (Meckel's Diverticulum)

2. ภาวะลำไส้บิดขั้ว (Volvulus from Malrotation)

เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือการพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์ ทำให้ลำไส้ไม่อยู่ในตำแหน่งหมุนวนที่ถูกต้อง (Midgut Malrotation) ส่งผลให้ขั้วยึดลำไส้แคบลง และลำไส้สามารถบิดตัวรอบขั้วหลอดเลือด (Mesenteric Root) ได้ อาการลำไส้บิดขั้วถือเป็นภาวะฉุกเฉินขั้นสูงสุด (Surgical Emergency) เนื่องจากหลอดเลือดหลัก (Superior Mesenteric Artery) จะถูกอุดทันที ทำให้ลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กส่วนมากขาดเลือดอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

3. ภาวะไส้เลื่อนติดค้าง (Incarcerated / Strangulated Hernia)

พบในเด็กที่มีภาวะไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (Inguinal Hernia) เมื่อลำไส้เคลื่อนตัวลงมาในถุงไส้เลื่อนแล้วไม่สามารถกลับเข้าสู่ช่องท้องได้ตามปกติ ทำให้ผนังช่องท้องกดรัดลำไส้ เกิดการอุดตันของทางเดินอาหารและขาดเลือดไปเลี้ยง

4. พังผืดในช่องท้องและสาเหตุอื่นๆ (Adhesions & Congenital Anomalies)

ในเด็กที่เคยได้รับการผ่าตัดช่องท้องมาก่อน อาจเกิดพังผืด (Adhesions) ดึงรั้งลำไส้จนเกิดการอุดตันได้ นอกจากนี้ยังมีโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิด (Hirschsprung's Disease) ซึ่งเกิดจากการขาดเซลล์ประสาทควบคุมการบีบตัวของลำไส้ส่วนปลาย ทำให้เด็กไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้จนเกิดการอุดตันสะสม

อาการสำคัญและการดำเนินโรค (Symptoms & Progression)

การสังเกตอาการลำไส้อุดตันในเด็กเล็กต้องอาศัยความช่างสังเกตของผู้ดูแล เนื่องจากอาการมีความจำเพาะและดำเนินไปตามระยะของโรค ดังนี้:

ระยะเริ่มแรก (Early Stage)

  • อาการปวดท้องเกร็งเป็นพักๆ (Intermittent Paroxysmal Abdominal Pain): เด็กจะมีอาการร้องไห้งอแงดิ้นอย่างรุนแรง กรีดร้อง ดึงขาหรือเอางอขึ้นชิดอกด้วยความเจ็บปวด อาการร้องไห้จะเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ นานประมาณ 15 ถึง 20 นาที จากนั้นเด็กจะหยุดร้องและดูเหมือนเป็นปกติ คล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น เนื่องจากลำไส้หยุดบีบตัวชั่วคราว ก่อนที่อาการปวดจะกลับมาใหม่เมื่อลำไส้เริ่มบีบตัวรอบถัดไป
  • อาการกระสับกระส่ายและซึมสลับกัน: ในช่วงที่หายปวด เด็กอาจดูเพลีย ซึม หรือหลับไปเนื่องจากใช้พลังงานในการร้องไห้ไปมาก

ระยะดำเนินโรค (Progressive Stage)

  • การอาเจียน (Vomiting): ในช่วงแรกอาจเป็นเพียงการอาเจียนนมหรือเศษอาหารที่กินเข้าไป แต่เมื่อการอุดตันสมบูรณ์ การอาเจียนจะเปลี่ยนเป็น อาเจียนมีน้ำดีปน (Bilious Vomiting) ซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำสีเขียวหรือสีเหลืองเขียว ถือเป็นสัญญาณสำคัญของภาวะทางเดินอาหารอุดตันส่วนล่าง
  • ท้องอืดตึง (Abdominal Distension): ลำไส้ส่วนต้นเหนือจุดอุดตันจะสะสมแก๊สและของเหลว ทำให้ท้องเด็กเริ่มอืด โตขึ้น และตึงตึง
  • คลำได้ก้อนในท้อง (Sausage-shaped Mass): ในภาวะลำไส้กลืนกัน กุมารแพทย์หรือผู้ดูแลอาจคลำพบก้อนลักษณะคล้ายไส้กรอก บริเวณท้องด้านขวาบนหรือส่วนกลางท้อง

ระยะรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อน (Late / Severe Stage)

  • ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด (Red Currant Jelly Stool): เป็นอาการเด่นของลำไส้กลืนกันระยะท้าย เกิดจากผนังลำไส้ที่ขาดเลือดเริ่มหลุดลอกและมีเลือดออก ปนกับมูกปักออกมาทางรูตูด ลักษณะคล้ายแยมสตอเบอร์รี่หรือมูกเลือดสด
  • ไข้สูง ซึมจัด และภาวะช็อก (Fever, Lethargy, and Shock): เมื่อลำไส้เริ่มเน่าและทะลุ สารพิษและเชื้อแบคทีเรียจะรั่วไหลเข้าสู่ช่องท้อง ทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) เด็กจะมีไข้สูง ชีพจรเต้นเร็ว มือเท้าเย็น ผิวลาย และซึมลงอย่างมาก
ข้อสังเกตจากกุมารแพทย์: เด็กเล็กที่มีอาการปวดท้อง ร้องไห้เกร็งเป็นพักๆ สลับหยุดร้อง และมีอาการอาเจียนปนน้ำดี ให้สงสัยภาวะลำไส้อุดตันไว้ก่อนเสมอ จนกว่าจะได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

หากพบอาการ Red Flags ต่อไปนี้ ผู้ปกครองควรรีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลที่มีแผนกฉุกเฉินและกุมารแพทย์ประจําการโดยทันที มิควรรอสังเกตอาการที่บ้าน:

  • อาเจียนพุ่งหรืออาเจียนเป็นสีเขียว/น้ำดี (Bilious Vomiting): การอาเจียนเป็นน้ำสีเขียวปนเหลืองแสดงว่ามีสิ่งอุดตันอยู่ใต้ตำแหน่งของท่อน้ำดี
  • ถ่ายอุจจาระปนเลือดสดหรือมูกเลือดสีแดงเข้ม (Red Currant Jelly Stool): แสดงถึงภาวะลำไส้ขาดเลือดอย่างรุนแรง
  • เด็กมีอาการซึมมาก เรียกไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือดูลอยๆ: เกิดจากภาวะช็อก การขาดน้ำรุนแรง หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด
  • ท้องอืดตึงมาก กดแล้วเด็กกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด: แสดงถึงภาวะระคายเคืองของเยื่อบุช่องท้อง หรือลำไส้อาจเกิดการทะลุแล้ว
  • คลำเจอก้อนผิดปกติในช่องท้อง หรือคลำเจอก้อนแข็งย้อยบริเวณขาหนีบ/ถุงไข่: สงสัยภาวะลำไส้กลืนกันหรือไส้เลื่อนติดค้าง
  • มีไข้สูงร่วมกับสัญญาณภาวะช็อก: ตัวเย็น ตัวซีด ตัวลาย หายใจหอบเร็ว ปัสสาวะไม่ออกเกิน 6 ชั่วโมง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

การวินิจฉัยภาวะลำไส้อุดตันในเด็กเล็กลำดับแรกต้องอาศัยความรวดเร็วและแม่นยำ โดยแพทย์จะดำเนินการตรวจตามขั้นตอนดังนี้:

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด

แพทย์จะสอบถามลักษณะการร้องไห้ ระยะเวลา ประวัติการอาเจียน และลักษณะอุจจาระ จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายระบบทางเดินอาหาร คลำท้องเพื่อหาก้อนผิดปกติ (Sausage-shaped mass) ตรวจดูจุดไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ ตรวจสัญญาณชีพ และประเมินภาวะขาดน้ำ

2. การตรวจอัลตราซาวด์หน้าท้อง (Abdominal Ultrasound)

การตรวจอัลตราซาวด์ถือเป็น วิธีมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในการวินิจฉัยภาวะลำไส้กลืนกัน มีความไวและความแม่นยำสูงกว่า 98-100% โดยจะพบภาพตัดขวางของลำไส้ที่มีลักษณะเฉพาะ คือ "Target Sign" หรือ "Doughnut Sign" (ลักษณะคล้ายเป้ายิงปืนหรือโดนัท) และภาพตัดตามยาวลักษณะคล้ายไต (Pseudokidney Sign) นอกจากนี้ยังสามารถประเมินการไหลเวียนของเลือดในลำไส้ได้ด้วย Doppler Ultrasound

3. การถ่ายภาพรังสีวินิจฉัย (Plain Abdominal Radiography / X-ray)

เอกซเรย์ช่องท้องในท่าตั้งและท่านอน เพื่อดูรูปแบบของแก๊สในลำไส้ หากมีการอุดตันจะพบว่าลำไส้ส่วนต้นขยายโตขึ้น (Dilated bowel loops) และมีระดับน้ำและแก๊ส (Air-fluid levels) ส่วนลำไส้ส่วนปลายจะไม่มีแก๊ส นอกจากนี้ยังใช้ตรวจหาลมในช่องท้อง (Pneumoperitoneum) หากเกิดภาวะลำไส้ทะลุ

4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาว ซึ่งจะสูงขึ้นเมื่อมีการอักเสบ หรือการติดเชื้อในช่องท้อง
  • การตรวจระดับเกลือแร่และฟังก์ชั่นไต (Electrolytes, BUN, Creatinine): เพื่อประเมินภาวะขาดน้ำและการสูญเสียเกลือแร่จากการอาเจียน
  • การตรวจกรด-ด่างในเลือด (Blood Gas Analysis): ประเมินภาวะเลือดเป็นกรดจากลำไส้ขาดเลือด (Metabolic Acidosis)

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Management)

เป้าหมายหลักของการรักษาคือการแก้ไขการอุดตัน ป้องกันลำไส้เน่า และคืนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้:

1. การเบื้องต้นและการเตรียมผู้ป่วย (Initial Resuscitation)

  • งดน้ำและอาหารทุกชนิดทันที (Strict NPO): เพื่อลดการบีบตัวของลำไส้และลดความเสี่ยงการสำลัก
  • การใส่สายยางทางจมูกถึงกระเพาะอาหาร (Nasogastric Tube - NG Tube): เพื่อดูดแก๊สและของเหลวออกจากกระเพาะอาหาร ช่วยลดอาการท้องอืดและป้องกันการอาเจียนสำลัก
  • การให้สารน้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluid Resuscitation): เพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำและภาวะช็อก
  • การให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ (Broad-Spectrum Intravenous Antibiotics): เพื่อป้องกันและรักษาการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด

2. การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด (Non-Surgical Reduction)

สำหรับภาวะลำไส้กลืนกันที่ได้รับการวินิจฉัยเร็ว และยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน (เช่น ลำไส้ทะลุ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ หรือภาวะช็อก) แพทย์จะเลือกใช้การดันลำไส้กลับด้วยแรงดันลมหรือสารน้ำผ่านทางรูตูด:

  • การดันลำไส้ด้วยลม (Air Enema / Pneumatic Reduction): เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด โดยกุมารแพทย์รังสีจะใส่สายเข้าทางรูตูดและปล่อยแรงดันลมควบคุมภายใต้การดูภาพเอกซเรย์ (Fluoroscopy) หรืออัลตราซาวด์ ลมจะช่วยดันลำไส้ส่วนที่กลืนกันให้คลายตัวกลับสู่ตำแหน่งปกติ มีอัตราความสำเร็จสูงถึง 80-90%
  • การดันลำไส้ด้วยสารน้ำ (Hydrostatic Reduction): ใช้การปล่อยสารน้ำเกลือหรือสารรังสีความหนาแน่นต่ำเข้าทางรูตูดเพื่อดันลำไส้กลับ

3. การรักษาด้วยการผ่าตัดฉุกเฉิน (Emergency Surgical Treatment)

การผ่าตัดจะทำในกรณีต่อไปนี้:

  • การดันลำไส้ด้วยลมหรือสารน้ำไม่สำเร็จ
  • เด็กมีสัญญาณของภาวะลำไส้ทะลุ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ หรือภาวะช็อก
  • พบภาวะลำไส้บิดขั้ว (Midgut Volvulus) หรือไส้เลื่อนติดค้างที่ไม่สามารถดันกลับได้
  • พบจุดนำทางพยาธิวิทยาที่ต้องตัดออก (เช่น ติ่งเนื้อ หรือ Meckel's Diverticulum)

วิธีการผ่าตัดอาจทำโดยการใช้นิ้วมือช่วยดันลำไส้ให้คลายตัว (Manual Reduction) แต่หากพบว่าลำไส้ส่วนนั้นเน่าตายแล้ว ศัลยแพทย์จำเป็นต้องตัดลำไส้ส่วนที่เน่าออก แล้วทำการต่อลำไส้ส่วนที่ดีเข้าหากัน (Bowel Resection and Anastomosis)

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions & Contraindications)

สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อสงสัยภาวะลำไส้อุดตันในเด็ก:
  • ห้ามสวนอุจจาระหรือให้ยาระบายแก่เด็กเองเด็ดขาด: การสวนอุจจาระด้วยตัวเองหรือการป้อนยาระบายจะเพิ่มการบีบตัวและแรงดันในลำไส้ ซึ่งอาจทำให้ลำไส้ที่ขาดเลือดเกิดการแตกหรือทะลุได้อย่างรวดเร็ว
  • ห้ามกด นวด หรือประคบร้อนบริเวณท้องของเด็ก: การนวดท้องอาจทำให้ลำไส้ที่กลืนกันหรือบิดขั้วเกิดการบอบช้ำ ขาดเลือดมากขึ้น หรือฉีกขาดได้
  • ห้ามป้อนยาแก้ปวด ยาแก้ท้องเสีย หรือยาต้านการบีบตัวของลำไส้ (Antispasmodics): ยาเหล่านี้จะไปบดบังอาการแสดงทางการแพทย์ ทำให้การวินิจฉัยล่าช้า และทำให้ลำไส้หยุดทำงานแย่ลง
  • ห้ามป้อนน้ำ นม หรืออาหารแก่เด็ก: เมื่อสงสัยภาวะลำไส้อุดตัน ต้องงดอาหารและน้ำทันที เพื่อเตรียมความพร้อมหากจำเป็นต้องรับการผ่าตัดฉุกเฉินและป้องกันการอาเจียนสำลักลงปอด

วิธีป้องกันและการดูแลสุขอนามัยระยะยาว (Prevention & Health Maintenance)

แม้ว่าภาวะลำไส้อุดตันบางประเภท เช่น ลำไส้กลืนกันส่วนใหญ่ หรือภาวะลำไส้บิดขั้วแต่กำเนิด จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การดูแลสุขอนามัยและการเฝ้าระวังอย่างถูกวิธีสามารถลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้:

1. การรับวัคซีนป้องกันโรต้าไวรัส (Rotavirus Vaccine)

เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองในผนังลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อไวรัสเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดลำไส้กลืนกัน การหยอดวัคซีนป้องกันโรต้าไวรัสตามตารางฉีดวัคซีนมาตรฐานในเด็กทารก (ช่วงอายุ 2, 4 และ 6 เดือน) ช่วยลดอัตราการเกิดโรคท้องเสียรุนแรงจากไวรัสโรต้า ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดภาวะต่อมน้ำเหลืองลำไส้โตอันเป็นจุดนำของลำไส้กลืนกันได้

2. การดูแลสุขอนามัยระบบทางเดินอาหาร

ฝึกฝนการล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมอาหารและหลังการขับถ่าย ปรุงอาหารให้สุกสะอาด เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร (Gastroenteritis)

3. การสังเกตและจัดการภาวะไส้เลื่อนอย่างถูกต้อง

หากพบว่าลูกน้อยมีก้อนนูนบริเวณขาหนีบ ถุงลม หรือถุงไข่ ซึ่งเป็นอาการของไส้เลื่อน ควรีบพาไปพบกุมารศัลยแพทย์เพื่อปรึกษาการผ่าตัดซ่อมแซมไส้เลื่อน (Herniorrhaphy) ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะไส้เลื่อนติดค้างในอนาคต

กล่องสรุปรายการตรวจสอบสำหรับคุณพ่อคุณแม่ (Parent Actionable Checklist)

เมื่อลูกน้อยมีอาการปวดท้อง ให้ใช้แนวทางตรวจสอบต่อไปนี้เพื่อประเมินความเสี่ยงและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง:

รายการเช็กอาการลำไส้อุดตันในเด็กเล็ก

  • ประเมินลักษณะการร้องไห้: ร้องไห้เกร็ง งอขาชิดอก ร้องเป็นพักๆ นาน 15-20 นาที สลับหยุดร้องและดูเพลียหรือไม่?
  • เช็กลักษณะการอาเจียน: มีการอาเจียนพุ่ง หรืออาเจียนเป็นสีเขียว/น้ำดีปนหรือไม่?
  • เช็กผ้าอ้อมและอุจจาระ: มีอุจจาระปนมูกเลือดสีแดงสด/สีแยมสตอเบอร์รี่ หรือถ่ายไม่ออก ผายลมไม่ได้เลยหรือไม่?
  • ตรวจคลำช่องท้องและขาหนีบ: ท้องอืดตึง คลำเจอก้อนคล้ายไส้กรอกที่ท้อง หรือมีก้อนนูนที่ขาหนีบหรือไม่?
  • ประเมินความรู้สึกตัว: เด็กซึมลงมาก เรียกไม่ค่อยตอบสนอง ตัวเย็น ซีด หรือมีไข้สูงหรือไม่?

ข้อควรปฏิบัติทันทีหากเข้าข่าย: งดน้ำและอาหารลูกทันที -> ห้ามให้นุม ห้ามป้อนยาแก้ปวด/ยาระบาย -> รีบนำส่งโรงพยาบาลที่มีแผนกฉุกเฉินและกุมารแพทย์ทันที

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down