บทนำ: ทำความเข้าใจภาวะลำไส้อุดตันในเด็กเล็ก ความฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ไม่ควรมองข้าม
อาการปวดท้องในเด็กเล็กเป็นปัญหาทางสุขภาพที่พบได้บ่อยอย่างยิ่งในทางกุมารเวชกรรม โดยส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น ภาวะท้องอืด ท้องผูก หรือลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส อย่างไรก็ตาม มีภาวะวิกฤตทางเดินอาหารประการหนึ่งที่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ (Medical Emergency) นั่นคือ ภาวะลำไส้อุดตันในเด็กเล็ก (Pediatric Bowel Obstruction) ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะเนื้อเยื่อลำไส้ขาดเลือด ลำไส้เน่าตาย ลำไส้ทะลุ การติดเชื้อในกระแสเลือด และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ภาวะลำไส้อุดตันในเด็กมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งในด้านสาเหตุ กลไกการเกิดโรค และการแสดงอาการ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กทารกและเด็กวัยเตาะแตะ (อายุ 3 เดือน ถึง 3 ปี) ซึ่งเป็นวัยที่ยังไม่สามารถสื่อสารหรือบอกเล่าความเจ็บปวดเป็นภาษาพูดได้อย่างชัดเจน อาการปวดท้องอย่างรุนแรงจึงมักแสดงออกผ่านการร้องไห้งอแงผิดปกติ ร้องไห้เป็นพักๆ ร่วมกับการงอขาขึ้นชิดอก การเข้าใจสาเหตุ กลไกของโรค อาการเตือนอันตราย และแนวทางการรักษาทางการแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็ก เพื่อให้สามารถนำส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลาก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes & Pathophysiology)
ภาวะลำไส้อุดตันในเด็กเล็กสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ โดยแบ่งตามกลไกการเกิดโรคได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ การอุดตันเชิงกล (Mechanical Obstruction) และการอุดตันจากลำไส้ไม่บีบตัว (Functional / Paralytic Ileus) แต่สาเหตุที่พบบ่อยและมีความสำคัญทางคลินิกในเด็กเล็ก ได้แก่:
1. ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception)
ถือเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของภาวะลำไส้อุดตันเชิงกลในเด็กเล็ก เกิดจากการที่ลำไส้ส่วนต้นเคลื่อนตัวหรือกลืนเข้าไปในลำไส้ส่วนปลายที่อยู่ติดกัน (มักเกิดบริเวณลำไส้เล็กส่วนปลายกลืนเข้าไปในลำไส้ใหญ่ส่วนต้น หรือ Ileocolic Intussusception) ทำให้เกิดการขัดขวางการลำเลียงอาหารและอุจจาระ นอกจากนี้ แรงบีบของลำไส้จะรบกวนระบบไหลเวียนเลือด ทำให้หลอดเลือดดำและหลอดเลือดน้ำเหลืองถูกกดทับ เกิดอาการบวมของผนังลำไส้ หากปล่อยไว้ หลอดเลือดแดงจะไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงลำไส้ส่วนนั้นได้ นำไปสู่ภาวะลำไส้ขาดเลือด (Ischemia) และลำไส้เน่าตาย (Gangrene) ในที่สุด
สาเหตุของการเกิดลำไส้กลืนกันในเด็กเล็กส่วนใหญ่ (ประมาณ 90%) ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน (Idiopathic) แต่มักพบตามหลังการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจหรือทางเดินอาหาร เช่น Adenovirus หรือ Rotavirus ซึ่งทำให้ต่อมน้ำเหลืองในผนังลำไส้ (Peyer's patches) โตขึ้นและกลายเป็นจุดนำ (Lead point) ให้ลำไส้กลืนกัน ส่วนในเด็กที่อายุมากกว่า 2 ปี อาจพบจุดนำทางพยาธิวิทยาที่ชัดเจน เช่น ติ่งเนื้อในลำไส้ (Polyps) หรือถุงโป่งพองเมคเคิล (Meckel's Diverticulum)
2. ภาวะลำไส้บิดขั้ว (Volvulus from Malrotation)
เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือการพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์ ทำให้ลำไส้ไม่อยู่ในตำแหน่งหมุนวนที่ถูกต้อง (Midgut Malrotation) ส่งผลให้ขั้วยึดลำไส้แคบลง และลำไส้สามารถบิดตัวรอบขั้วหลอดเลือด (Mesenteric Root) ได้ อาการลำไส้บิดขั้วถือเป็นภาวะฉุกเฉินขั้นสูงสุด (Surgical Emergency) เนื่องจากหลอดเลือดหลัก (Superior Mesenteric Artery) จะถูกอุดทันที ทำให้ลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กส่วนมากขาดเลือดอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
3. ภาวะไส้เลื่อนติดค้าง (Incarcerated / Strangulated Hernia)
พบในเด็กที่มีภาวะไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (Inguinal Hernia) เมื่อลำไส้เคลื่อนตัวลงมาในถุงไส้เลื่อนแล้วไม่สามารถกลับเข้าสู่ช่องท้องได้ตามปกติ ทำให้ผนังช่องท้องกดรัดลำไส้ เกิดการอุดตันของทางเดินอาหารและขาดเลือดไปเลี้ยง
4. พังผืดในช่องท้องและสาเหตุอื่นๆ (Adhesions & Congenital Anomalies)
ในเด็กที่เคยได้รับการผ่าตัดช่องท้องมาก่อน อาจเกิดพังผืด (Adhesions) ดึงรั้งลำไส้จนเกิดการอุดตันได้ นอกจากนี้ยังมีโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิด (Hirschsprung's Disease) ซึ่งเกิดจากการขาดเซลล์ประสาทควบคุมการบีบตัวของลำไส้ส่วนปลาย ทำให้เด็กไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้จนเกิดการอุดตันสะสม
อาการสำคัญและการดำเนินโรค (Symptoms & Progression)
การสังเกตอาการลำไส้อุดตันในเด็กเล็กต้องอาศัยความช่างสังเกตของผู้ดูแล เนื่องจากอาการมีความจำเพาะและดำเนินไปตามระยะของโรค ดังนี้:
ระยะเริ่มแรก (Early Stage)
- อาการปวดท้องเกร็งเป็นพักๆ (Intermittent Paroxysmal Abdominal Pain): เด็กจะมีอาการร้องไห้งอแงดิ้นอย่างรุนแรง กรีดร้อง ดึงขาหรือเอางอขึ้นชิดอกด้วยความเจ็บปวด อาการร้องไห้จะเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ นานประมาณ 15 ถึง 20 นาที จากนั้นเด็กจะหยุดร้องและดูเหมือนเป็นปกติ คล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น เนื่องจากลำไส้หยุดบีบตัวชั่วคราว ก่อนที่อาการปวดจะกลับมาใหม่เมื่อลำไส้เริ่มบีบตัวรอบถัดไป
- อาการกระสับกระส่ายและซึมสลับกัน: ในช่วงที่หายปวด เด็กอาจดูเพลีย ซึม หรือหลับไปเนื่องจากใช้พลังงานในการร้องไห้ไปมาก
ระยะดำเนินโรค (Progressive Stage)
- การอาเจียน (Vomiting): ในช่วงแรกอาจเป็นเพียงการอาเจียนนมหรือเศษอาหารที่กินเข้าไป แต่เมื่อการอุดตันสมบูรณ์ การอาเจียนจะเปลี่ยนเป็น อาเจียนมีน้ำดีปน (Bilious Vomiting) ซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำสีเขียวหรือสีเหลืองเขียว ถือเป็นสัญญาณสำคัญของภาวะทางเดินอาหารอุดตันส่วนล่าง
- ท้องอืดตึง (Abdominal Distension): ลำไส้ส่วนต้นเหนือจุดอุดตันจะสะสมแก๊สและของเหลว ทำให้ท้องเด็กเริ่มอืด โตขึ้น และตึงตึง
- คลำได้ก้อนในท้อง (Sausage-shaped Mass): ในภาวะลำไส้กลืนกัน กุมารแพทย์หรือผู้ดูแลอาจคลำพบก้อนลักษณะคล้ายไส้กรอก บริเวณท้องด้านขวาบนหรือส่วนกลางท้อง
ระยะรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อน (Late / Severe Stage)
- ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด (Red Currant Jelly Stool): เป็นอาการเด่นของลำไส้กลืนกันระยะท้าย เกิดจากผนังลำไส้ที่ขาดเลือดเริ่มหลุดลอกและมีเลือดออก ปนกับมูกปักออกมาทางรูตูด ลักษณะคล้ายแยมสตอเบอร์รี่หรือมูกเลือดสด
- ไข้สูง ซึมจัด และภาวะช็อก (Fever, Lethargy, and Shock): เมื่อลำไส้เริ่มเน่าและทะลุ สารพิษและเชื้อแบคทีเรียจะรั่วไหลเข้าสู่ช่องท้อง ทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) เด็กจะมีไข้สูง ชีพจรเต้นเร็ว มือเท้าเย็น ผิวลาย และซึมลงอย่างมาก
สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที
หากพบอาการ Red Flags ต่อไปนี้ ผู้ปกครองควรรีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลที่มีแผนกฉุกเฉินและกุมารแพทย์ประจําการโดยทันที มิควรรอสังเกตอาการที่บ้าน:
- อาเจียนพุ่งหรืออาเจียนเป็นสีเขียว/น้ำดี (Bilious Vomiting): การอาเจียนเป็นน้ำสีเขียวปนเหลืองแสดงว่ามีสิ่งอุดตันอยู่ใต้ตำแหน่งของท่อน้ำดี
- ถ่ายอุจจาระปนเลือดสดหรือมูกเลือดสีแดงเข้ม (Red Currant Jelly Stool): แสดงถึงภาวะลำไส้ขาดเลือดอย่างรุนแรง
- เด็กมีอาการซึมมาก เรียกไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือดูลอยๆ: เกิดจากภาวะช็อก การขาดน้ำรุนแรง หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด
- ท้องอืดตึงมาก กดแล้วเด็กกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด: แสดงถึงภาวะระคายเคืองของเยื่อบุช่องท้อง หรือลำไส้อาจเกิดการทะลุแล้ว
- คลำเจอก้อนผิดปกติในช่องท้อง หรือคลำเจอก้อนแข็งย้อยบริเวณขาหนีบ/ถุงไข่: สงสัยภาวะลำไส้กลืนกันหรือไส้เลื่อนติดค้าง
- มีไข้สูงร่วมกับสัญญาณภาวะช็อก: ตัวเย็น ตัวซีด ตัวลาย หายใจหอบเร็ว ปัสสาวะไม่ออกเกิน 6 ชั่วโมง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)
การวินิจฉัยภาวะลำไส้อุดตันในเด็กเล็กลำดับแรกต้องอาศัยความรวดเร็วและแม่นยำ โดยแพทย์จะดำเนินการตรวจตามขั้นตอนดังนี้:
1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด
แพทย์จะสอบถามลักษณะการร้องไห้ ระยะเวลา ประวัติการอาเจียน และลักษณะอุจจาระ จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายระบบทางเดินอาหาร คลำท้องเพื่อหาก้อนผิดปกติ (Sausage-shaped mass) ตรวจดูจุดไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ ตรวจสัญญาณชีพ และประเมินภาวะขาดน้ำ
2. การตรวจอัลตราซาวด์หน้าท้อง (Abdominal Ultrasound)
การตรวจอัลตราซาวด์ถือเป็น วิธีมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในการวินิจฉัยภาวะลำไส้กลืนกัน มีความไวและความแม่นยำสูงกว่า 98-100% โดยจะพบภาพตัดขวางของลำไส้ที่มีลักษณะเฉพาะ คือ "Target Sign" หรือ "Doughnut Sign" (ลักษณะคล้ายเป้ายิงปืนหรือโดนัท) และภาพตัดตามยาวลักษณะคล้ายไต (Pseudokidney Sign) นอกจากนี้ยังสามารถประเมินการไหลเวียนของเลือดในลำไส้ได้ด้วย Doppler Ultrasound
3. การถ่ายภาพรังสีวินิจฉัย (Plain Abdominal Radiography / X-ray)
เอกซเรย์ช่องท้องในท่าตั้งและท่านอน เพื่อดูรูปแบบของแก๊สในลำไส้ หากมีการอุดตันจะพบว่าลำไส้ส่วนต้นขยายโตขึ้น (Dilated bowel loops) และมีระดับน้ำและแก๊ส (Air-fluid levels) ส่วนลำไส้ส่วนปลายจะไม่มีแก๊ส นอกจากนี้ยังใช้ตรวจหาลมในช่องท้อง (Pneumoperitoneum) หากเกิดภาวะลำไส้ทะลุ
4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)
- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาว ซึ่งจะสูงขึ้นเมื่อมีการอักเสบ หรือการติดเชื้อในช่องท้อง
- การตรวจระดับเกลือแร่และฟังก์ชั่นไต (Electrolytes, BUN, Creatinine): เพื่อประเมินภาวะขาดน้ำและการสูญเสียเกลือแร่จากการอาเจียน
- การตรวจกรด-ด่างในเลือด (Blood Gas Analysis): ประเมินภาวะเลือดเป็นกรดจากลำไส้ขาดเลือด (Metabolic Acidosis)
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Management)
เป้าหมายหลักของการรักษาคือการแก้ไขการอุดตัน ป้องกันลำไส้เน่า และคืนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้:
1. การเบื้องต้นและการเตรียมผู้ป่วย (Initial Resuscitation)
- งดน้ำและอาหารทุกชนิดทันที (Strict NPO): เพื่อลดการบีบตัวของลำไส้และลดความเสี่ยงการสำลัก
- การใส่สายยางทางจมูกถึงกระเพาะอาหาร (Nasogastric Tube - NG Tube): เพื่อดูดแก๊สและของเหลวออกจากกระเพาะอาหาร ช่วยลดอาการท้องอืดและป้องกันการอาเจียนสำลัก
- การให้สารน้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluid Resuscitation): เพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำและภาวะช็อก
- การให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ (Broad-Spectrum Intravenous Antibiotics): เพื่อป้องกันและรักษาการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด
2. การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด (Non-Surgical Reduction)
สำหรับภาวะลำไส้กลืนกันที่ได้รับการวินิจฉัยเร็ว และยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน (เช่น ลำไส้ทะลุ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ หรือภาวะช็อก) แพทย์จะเลือกใช้การดันลำไส้กลับด้วยแรงดันลมหรือสารน้ำผ่านทางรูตูด:
- การดันลำไส้ด้วยลม (Air Enema / Pneumatic Reduction): เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด โดยกุมารแพทย์รังสีจะใส่สายเข้าทางรูตูดและปล่อยแรงดันลมควบคุมภายใต้การดูภาพเอกซเรย์ (Fluoroscopy) หรืออัลตราซาวด์ ลมจะช่วยดันลำไส้ส่วนที่กลืนกันให้คลายตัวกลับสู่ตำแหน่งปกติ มีอัตราความสำเร็จสูงถึง 80-90%
- การดันลำไส้ด้วยสารน้ำ (Hydrostatic Reduction): ใช้การปล่อยสารน้ำเกลือหรือสารรังสีความหนาแน่นต่ำเข้าทางรูตูดเพื่อดันลำไส้กลับ
3. การรักษาด้วยการผ่าตัดฉุกเฉิน (Emergency Surgical Treatment)
การผ่าตัดจะทำในกรณีต่อไปนี้:
- การดันลำไส้ด้วยลมหรือสารน้ำไม่สำเร็จ
- เด็กมีสัญญาณของภาวะลำไส้ทะลุ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ หรือภาวะช็อก
- พบภาวะลำไส้บิดขั้ว (Midgut Volvulus) หรือไส้เลื่อนติดค้างที่ไม่สามารถดันกลับได้
- พบจุดนำทางพยาธิวิทยาที่ต้องตัดออก (เช่น ติ่งเนื้อ หรือ Meckel's Diverticulum)
วิธีการผ่าตัดอาจทำโดยการใช้นิ้วมือช่วยดันลำไส้ให้คลายตัว (Manual Reduction) แต่หากพบว่าลำไส้ส่วนนั้นเน่าตายแล้ว ศัลยแพทย์จำเป็นต้องตัดลำไส้ส่วนที่เน่าออก แล้วทำการต่อลำไส้ส่วนที่ดีเข้าหากัน (Bowel Resection and Anastomosis)
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions & Contraindications)
- ห้ามสวนอุจจาระหรือให้ยาระบายแก่เด็กเองเด็ดขาด: การสวนอุจจาระด้วยตัวเองหรือการป้อนยาระบายจะเพิ่มการบีบตัวและแรงดันในลำไส้ ซึ่งอาจทำให้ลำไส้ที่ขาดเลือดเกิดการแตกหรือทะลุได้อย่างรวดเร็ว
- ห้ามกด นวด หรือประคบร้อนบริเวณท้องของเด็ก: การนวดท้องอาจทำให้ลำไส้ที่กลืนกันหรือบิดขั้วเกิดการบอบช้ำ ขาดเลือดมากขึ้น หรือฉีกขาดได้
- ห้ามป้อนยาแก้ปวด ยาแก้ท้องเสีย หรือยาต้านการบีบตัวของลำไส้ (Antispasmodics): ยาเหล่านี้จะไปบดบังอาการแสดงทางการแพทย์ ทำให้การวินิจฉัยล่าช้า และทำให้ลำไส้หยุดทำงานแย่ลง
- ห้ามป้อนน้ำ นม หรืออาหารแก่เด็ก: เมื่อสงสัยภาวะลำไส้อุดตัน ต้องงดอาหารและน้ำทันที เพื่อเตรียมความพร้อมหากจำเป็นต้องรับการผ่าตัดฉุกเฉินและป้องกันการอาเจียนสำลักลงปอด
วิธีป้องกันและการดูแลสุขอนามัยระยะยาว (Prevention & Health Maintenance)
แม้ว่าภาวะลำไส้อุดตันบางประเภท เช่น ลำไส้กลืนกันส่วนใหญ่ หรือภาวะลำไส้บิดขั้วแต่กำเนิด จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การดูแลสุขอนามัยและการเฝ้าระวังอย่างถูกวิธีสามารถลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้:
1. การรับวัคซีนป้องกันโรต้าไวรัส (Rotavirus Vaccine)
เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองในผนังลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อไวรัสเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดลำไส้กลืนกัน การหยอดวัคซีนป้องกันโรต้าไวรัสตามตารางฉีดวัคซีนมาตรฐานในเด็กทารก (ช่วงอายุ 2, 4 และ 6 เดือน) ช่วยลดอัตราการเกิดโรคท้องเสียรุนแรงจากไวรัสโรต้า ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดภาวะต่อมน้ำเหลืองลำไส้โตอันเป็นจุดนำของลำไส้กลืนกันได้
2. การดูแลสุขอนามัยระบบทางเดินอาหาร
ฝึกฝนการล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมอาหารและหลังการขับถ่าย ปรุงอาหารให้สุกสะอาด เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร (Gastroenteritis)
3. การสังเกตและจัดการภาวะไส้เลื่อนอย่างถูกต้อง
หากพบว่าลูกน้อยมีก้อนนูนบริเวณขาหนีบ ถุงลม หรือถุงไข่ ซึ่งเป็นอาการของไส้เลื่อน ควรีบพาไปพบกุมารศัลยแพทย์เพื่อปรึกษาการผ่าตัดซ่อมแซมไส้เลื่อน (Herniorrhaphy) ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะไส้เลื่อนติดค้างในอนาคต
กล่องสรุปรายการตรวจสอบสำหรับคุณพ่อคุณแม่ (Parent Actionable Checklist)
เมื่อลูกน้อยมีอาการปวดท้อง ให้ใช้แนวทางตรวจสอบต่อไปนี้เพื่อประเมินความเสี่ยงและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง:
รายการเช็กอาการลำไส้อุดตันในเด็กเล็ก
- ประเมินลักษณะการร้องไห้: ร้องไห้เกร็ง งอขาชิดอก ร้องเป็นพักๆ นาน 15-20 นาที สลับหยุดร้องและดูเพลียหรือไม่?
- เช็กลักษณะการอาเจียน: มีการอาเจียนพุ่ง หรืออาเจียนเป็นสีเขียว/น้ำดีปนหรือไม่?
- เช็กผ้าอ้อมและอุจจาระ: มีอุจจาระปนมูกเลือดสีแดงสด/สีแยมสตอเบอร์รี่ หรือถ่ายไม่ออก ผายลมไม่ได้เลยหรือไม่?
- ตรวจคลำช่องท้องและขาหนีบ: ท้องอืดตึง คลำเจอก้อนคล้ายไส้กรอกที่ท้อง หรือมีก้อนนูนที่ขาหนีบหรือไม่?
- ประเมินความรู้สึกตัว: เด็กซึมลงมาก เรียกไม่ค่อยตอบสนอง ตัวเย็น ซีด หรือมีไข้สูงหรือไม่?
ข้อควรปฏิบัติทันทีหากเข้าข่าย: งดน้ำและอาหารลูกทันที -> ห้ามให้นุม ห้ามป้อนยาแก้ปวด/ยาระบาย -> รีบนำส่งโรงพยาบาลที่มีแผนกฉุกเฉินและกุมารแพทย์ทันที