ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวมของภาวะแพ้อาหารเฉียบพลันในเด็ก

ภาวะแพ้อาหาร (Food Allergy) เป็นปัญหาทางกุมารเวชศาสตร์ที่พบอุบัติการณ์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็ก การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ไวเกินไปต่อโปรตีนในอาหารสามารถก่อให้เกิดอาการได้หลากหลายระบบ ตั้งแต่ผื่นผิวหนังเล็กน้อยไปจนถึงปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันในหลายระบบ (Anaphylaxis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิกทางการแพทย์ที่อาจอันตรายถึงแก่ชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

จากสถิติทางการแพทย์พบว่า เด็กในช่วงอายุ 1 ถึง 5 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่มักแสดงอาการแพ้อาหารเป็นครั้งแรก เนื่องจากระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ความน่ากลัวของภาวะแพ้อาหารเฉียบพลันคือ ความรวดเร็วในการดำเนินโรค อาการมักเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาทีถึง 2 ชั่วโมงหลังการรับประทานอาหารที่แพ้ การเข้าใจถึงกลไกการเกิดโรค การสังเกตอาการแพ้อาหารเฉียบพลันในเด็ก สัญญาณเตือนอันตราย และขั้นตอนการช่วยเหลือเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลเด็กต้องทราบเพื่อช่วยชีวิตลูกรักได้ทันเวลา

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคทางการแพทย์ (Causes and Pathophysiology)

กลไกหลักของการเกิดปฏิกิริยาแพ้อาหารเฉียบพลันในเด็กคือ ปฏิกิริยาผ่านระบบภูมิคุ้มกันชนิดอิมมูโนโกลบูลินอี (IgE-mediated Hypersensitivity) ซึ่งสามารถอธิบายอย่างละเอียดได้ดังนี้

1. ระยะเริ่มแรกที่ร่างกายได้รับสิ่งกระตุ้น (Sensitization Phase)

เมื่อเด็กรับประทานอาหารที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เข้าไปเป็นครั้งแรก ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเข้าใจผิดว่าโปรตีนในอาหารนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตราย เม็ดเลือดขาวชนิดบีเซลล์ (B-lymphocytes) จะถูกกระตุ้นให้สร้างแอนติบอดีชนิดพิเศษที่เรียกว่า อิมมูโนโกลบูลินอี (Specific IgE) ซึ่งออกแบบมาเพื่อจับกับอาหารชนิดนั้นโดยเฉพาะ แอนติบอดี IgE นี้จะวิ่งไปเกาะอยู่บนพื้นผิวของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า มาสต์เซลล์ (Mast Cells) ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ผิวหนัง ทางเดินหายใจ และทางเดินอาหาร รวมถึงเซลล์เบโซฟิล (Basophils) ในกระแสเลือด ในระยะนี้เด็กจะยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แสดงออกมา

2. ระยะกระตุ้นให้เกิดอาการ (Elicitation Phase)

เมื่อเด็กรับประทานอาหารชนิดเดิมเข้าไปอีกครั้ง โปรตีนในอาหารจะเข้าไปจับคู่และเชื่อมไขว้ (Cross-linking) กับ IgE ที่เกาะอยู่บนมาสต์เซลล์ทันที การจับคู่นี้จะส่งสัญญาณกระตุ้นให้มาสต์เซลล์แตกตัว (Degranulation) และหลั่งสารเคมีสื่ออักเสบหลายชนิดออกมาอย่างรวดเร็ว สารเคมีที่สำคัญที่สุดคือ ฮิสตามีน (Histamine), พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) และลิวโคไตรอีน (Leukotrienes) สารเหล่านี้จะออกฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ผนังหลอดเลือดมีความซึมผ่านสูงขึ้นจนน้ำเหลืองรั่วไหลออกสู่เนื้อเยื่อ (ทำให้เกิดอาการบวม) กระตุ้นปลายประสาท (ทำให้เกิดอาการคัน) และทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมและลำไส้หดตัวอย่างรุนแรง

ข้อมูลทางการแพทย์: อาหารที่เป็นสาเหตุหลักของการแพ้เฉียบพลันในเด็กไทยและทั่วโลกกว่า 90% (The Big 9) ได้แก่ นมวัว (Cow milk), ไข่ (Egg), ถั่วเหลือง (Soy), แป้งสาลี (Wheat), ถั่วลิสง (Peanut), ถั่วเปลือกแข็ง (Tree nuts เช่น อัลมอนด์ วอลนัท), ปลา (Fish), อาหารทะเลเปลือกแข็ง (Shellfish เช่น กุ้ง กั้ง ปู) และงา (Sesame)

อาการสำคัญและการดำเนินโรค (Symptoms and Progression)

อาการแพ้อาหารเฉียบพลันมักจะแสดงออกในหลายระบบของร่างกาย โดยความรุนแรงและระยะเวลาในการเกิดอาการจะขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารที่ได้รับ อัตราการดูดซึม และระดับความไวของระบบภูมิคุ้มกันของเด็ก อาการมักแสดงออกใน 4 ระบบหลัก ดังนี้

  • ระบบผิวหนังและเยื่อบุ (Cutaneous System): เป็นระบบที่พบความผิดปกติได้บ่อยที่สุด (มากกว่า 80-90% ของผู้ป่วย) เด็กจะมีอาการผื่นลมพิษเฉียบพลัน (Acute Urticaria) เป็นปื้นแดง คัน ยิบๆ มีอาการบวมเจ่อตามเยื่อบุต่างๆ เช่น ปากเจ่อ ตาบวม ใบหน้าบวม (Angioedema) ผิวหนังแดงก่ำทั่วตัว (Flushing)
  • ระบบทางเดินหายใจ (Respiratory System): ถือเป็นระบบที่อันตรายมาก เด็กอาจเริ่มมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม ไอแห้งๆ ถี่ๆ เสียงแหบลงเนื่องจากกล่องเสียงบวม (Laryngeal Edema) มีเสียงหายใจดังวี๊ด (Wheezing) หรือเสียงหายใจเข้าสั่นเครือ (Stridor) แน่นหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย และใช้กล้ามเนื้อซี่โครงช่วยหายใจ
  • ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal System): เกิดจากการที่มาสต์เซลล์ในลำไส้หลั่งสารเคมี ทำให้กล้ามเนื้อเรียบหดตัวและหลั่งน้ำย่อยเพิ่มขึ้น เด็กจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรงพุ่งออกมา ปวดท้องเกร็งอย่างหนัก (Abdominal pain) และท้องเสียเฉียบพลัน (Diarrhea)
  • ระบบไหลเวียนโลหิตและประสาทส่วนกลาง (Cardiovascular and CNS System): เป็นสัญญาณของการแพ้ขั้นรุนแรง หลอดเลือดทั่วร่างกายขยายตัวทำความดันโลหิตลดต่ำลง (Hypotension) ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เด็กจะมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด ตัวเย็นชืด ซีด สับสน กระสับกระส่าย หรือหมดสติไป

สัญญาณเตือนอันตรายรุนแรงที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

เมื่อเด็กได้รับสารก่อภูมิแพ้ คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังการเกิดภาวะช็อกจากการแพ้รุนแรงเฉียบพลันหรือ แอนาฟิแลกซิส (Anaphylaxis) อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีเกณฑ์การวินิจฉัยและ สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องได้รับการฉีดยาเอพิเนฟริน (Epinephrine) และส่งโรงพยาบาลทันทีดังนี้

สัญญาณเตือนวิกฤต (Red Flag Symptoms):
1. ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว: เด็กไอต่อเนื่องไม่หยุด เสียงแหบลงอย่างรวดเร็ว พูดไม่มีเสียง หายใจมีเสียงดังฮึดๆ (Stridor) หายใจหอบเหนื่อยจนอกบุ๋ม ซี่โครงบาน ปีกจมูกบาน หรือริมฝีปากและเล็บเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
2. ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว (Anaphylactic Shock): เด็กมีอาการตัวซีด เผือด ตัวเย็นชืด มีเหงื่อกาฬไหล ท่าทางสะลึมสะลึม ตอบสนองช้าลง ชีพจรเต้นเบาและเร็ว หรือหมดสติ
3. อาการรุนแรงในหลายระบบร่วมกัน: เช่น มีผื่นลมพิษขึ้นทั่วตัวร่วมกับอาการอาเจียนอย่างรุนแรงหลายครั้ง หรือมีปากบวมตาบวมร่วมกับอาการไอหอบเหนื่อย แม้จะยังไม่มีอาการช็อกก็ตาม

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis and Medical Tests)

เมื่อส่งตัวเด็กถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันจะดำเนินการวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานระดับสากลเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดและวางแผนการรักษาระยะยาว ดังนี้

1. การซักประวัติอย่างละเอียด (Detailed Clinical History)

แพทย์จะซักถามเกี่ยวกับชนิดของอาหารที่สงสัย, ปริมาณที่รับประทาน, ระยะเวลาตั้งแต่รับประทานจนเริ่มเกิดอาการ (Onset), ลักษณะอาการที่แสดงออกในแต่ละระบบ, การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ได้รับ และประวัติโรคภูมิแพ้อื่นๆ ในครอบครัว

2. การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test - SPT)

เป็นการนำน้ำยาสกัดจากอาหารที่สงสัยมาหยดลงบนผิวหนัง (มักเป็นบริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง) แล้วใช้เข็มขนาดเล็กสะกิดเบาๆ เพื่อให้น้ำยาซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนัง รอผลประมาณ 15 ถึง 20 นาที หากเด็กแพ้อาหารชนิดนั้น ผิวหนังบริเวณที่สะกิดจะเกิดตุ่มนูนแดงและคัน (Wheal and Flare) คล้ายโดนยุงกัด โดยแพทย์จะวัดขนาดของตุ่มเพื่อประเมินผลการทดสอบ

3. การตรวจหาแอนติบอดีจำเพาะในเลือด (Serum Specific IgE - sIgE)

เป็นการเจาะเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวัดระดับปริมาณอิมมูโนโกลบูลินอีที่จำเพาะต่ออาหารแต่ละชนิด (Specific IgE level) วิธีนี้มีความปลอดภัยสูง ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ขณะตรวจ เหมาะสำหรับเด็กที่มีผื่นผิวหนังอักเสบกว้างทั่วตัวจนไม่สามารถทำ Skin Prick Test ได้ หรือเด็กที่ไม่สามารถหยุดยาแก้แพ้ก่อนตรวจได้

4. การทดสอบด้วยการกินอาหารภายใต้การดูแลของแพทย์ (Oral Food Challenge - OFC)

ถือเป็นวิธีมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ในการวินิจฉัยโรคแพ้อาหาร แพทย์จะใช้วิธีนี้เมื่อประวัติการแพ้และการทดสอบทางผิวหนังหรือผลเลือดไม่ชัดเจน หรือเพื่อประเมินว่าเด็กหายแพ้อาหารชนิดนั้นๆ แล้วหรือไม่ การทดสอบนี้ทำโดยการให้เด็กรับประทานอาหารที่สงสัยทีละน้อย โดยค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามเวลาที่กำหนด ภายใต้การดูแลและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจากกุมารแพทย์โรคภูมิแพ้ในโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉินครบครันเท่านั้น ห้ามทำการทดสอบนี้เองที่บ้านโดยเด็ดขาด

วิธีดูแลรักษาและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนถึงมือหมอ

หากเด็กเกิดภาวะแพ้อาหารเฉียบพลันและเริ่มแสดงอาการรุนแรงในหลายระบบ (Anaphylaxis) สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำคือการตั้งสติและปฏิบัติตามขั้นตอนการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ทันที ดังนี้

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลฉุกเฉินรักษาชีวิต

  1. ประเมินอาการและสติของเด็ก: ดูว่าเด็กยังรู้สึกตัวดีหรือไม่ สังเกตการหายใจและการทำงานของหัวใจ หากเด็กมีอาการรุนแรงตามสัญญาณเตือนวิกฤต ให้เตรียมใช้ยาฉีดทันที
  2. ฉีดยาเอพิเนฟริน (Epinephrine/Adrenaline) ทันที: หากเด็กมีปากกาฉีดยาอัตโนมัติประจำตัว (Epinephrine Auto-injector เช่น EpiPen หรือ Anapen) ให้ดึงปลอกนิรภัยออก จับปากกาให้มั่นคง แทงเข็มตรงๆ ลงไปที่บริเวณ "ต้นขาด้านนอกส่วนกลาง" (Anterolateral Thigh) แม้จะมีกางเกงอยู่ก็สามารถแทงทะลุผ้าได้ กดปากกาให้แน่นจนได้ยินเสียงคลิก และกดค้างไว้ประมาณ 3 ถึง 10 วินาที (ตามคำแนะนำของแต่ละยี่ห้อ) เพื่อให้มั่นใจว่ายาเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อครบถ้วน จากนั้นดึงปากกาออกแล้วนวดบริเวณที่ฉีดเบาๆ ประมาณ 10 วินาที
  3. จัดท่าทางที่เหมาะสมให้กับเด็ก:
    • หากเด็กหายใจลำบากแต่ไม่มีอาการหน้ามืด ให้จัดท่านั่งเอนหลังเล็กน้อยเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น
    • หากเด็กมีอาการหน้ามืด วิงเวียน หรือช็อก ให้จับเด็กนอนหราบลงกับพื้นและยกขาข้างให้สูงขึ้น (Trendelenburg position) เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนกลับไปเลี้ยงสมองและหัวใจได้ดีขึ้น
    • หากเด็กหมดสติแต่ยังหายใจอยู่ หรือมีอาการอาเจียนร่วมด้วย ให้จับนอนตะแคงข้าง (Recovery Position) เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารหรือน้ำลายอุดกั้นทางเดินหายใจและป้องกันการสำลักลงปอด
  4. โทรศัพท์เรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน (เบอร์โทร 1669 สำหรับประเทศไทย) ทันที: แจ้งข้อมูลอาการของเด็กและระบุว่าได้รับการฉีดยาเอพิเนฟรินไปแล้วเมื่อเวลาเท่าใด
  5. สังเกตอาการและอาจต้องฉีดยาซ้ำ: ระหว่างรอรถพยาบาล หากอาการของเด็กยังไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงหลังจากฉีดยาเข็มแรกไปแล้ว 5 ถึง 15 นาที และคุณมีปากกาฉีดยาเข็มที่สองสำรองอยู่ สามารถฉีดยาเข็มที่สองในตำแหน่งเดิมหรือขาอีกข้างหนึ่งได้
คำแนะนำจากคุณหมอ: ยาเอพิเนฟริน (Epinephrine) เป็นยาตัวเดียวเท่านั้นที่ช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยในภาวะแอนาฟิแลกซิสได้ โดยยาจะออกฤทธิ์บีบหลอดเลือดเพื่อเพิ่มความดันโลหิต คลายกล้ามเนื้อเรียบในทางเดินหายใจเพื่อลดอาการหอบเหนื่อย และลดอาการบวมของทางเดินหายใจส่วนบน ยาแก้แพ้ชนิดกินไม่สามารถทดแทนยานี้ได้ในกรณีแพ้รุนแรง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

ความเข้าใจผิดในการปฐมพยาบาลอาจทำให้การรักษาล่าช้าและส่งผลอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ต่อไปนี้คือข้อควรระวังทางการแพทย์ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ

ข้อควรระวังทางการแพทย์และข้อห้ามเด็ดขาด:
- ห้ามรอและให้เพียงยาแก้แพ้ (Antihistamines) ในกรณีแพ้รุนแรง: ยาแก้แพ้ เช่น คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) หรือเซทิริซีน (Cetirizine) ออกฤทธิ์ช้า (ใช้เวลาอย่างน้อย 30-60 นาที) และลดได้เพียงอาการผื่นคันเท่านั้น ยาแก้แพ้ ไม่มีฤทธิ์ ในการขยายหลอดลมหรือเพิ่มความดันโลหิต การให้ยาแก้แพ้แล้วนั่งรอสังเกตอาการจะทำให้เสียโอกาสทองในการช่วยชีวิตด้วยยาเอพิเนฟริน
- ห้ามป้อนยาหรือน้ำทางปากเด็ดขาดหากเด็กซึมลง: หากเด็กมีอาการสะลึมสะลึม สับสน หรือหมดสติ การพยายามกรอกยาแก้แพ้หรือน้ำเข้าปากจะทำให้เกิดการสำลักเข้าไปในทางเดินหายใจและปอด ส่งผลให้ขาดอากาศหายใจและปอดอักเสบรุนแรงตามมา
- ห้ามลุกขึ้นยืนหรือนั่งทันทีหลังเกิดอาการช็อก: การเปลี่ยนท่าทางจากนอนราบเป็นยืนขึ้นทันทีในขณะที่ร่างกายกำลังมีภาวะช็อกจากการแพ้ (Anaphylactic Shock) อาจทำให้ความดันโลหิตตกลงอย่างรุนแรงเฉียบพลันจนหัวใจหยุดเต้นได้
- ห้ามประมาทเมื่ออาการดีขึ้น: แม้จะฉีดยาเอพิเนฟรินแล้วเด็กอาการดีขึ้นจนดูเป็นปกติ ก็จำเป็นต้องนำส่งโรงพยาบาลเพื่อนอนสังเกตอาการอย่างน้อย 4 ถึง 6 ชั่วโมง เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาแพ้ซ้ำรอบสอง (Biphasic Reaction) ซึ่งมักเกิดขึ้นได้ภายใน 1 ถึง 72 ชั่วโมงโดยไม่มีสิ่งกระตุ้นใหม่

วิธีป้องกันและการดูแลรักษาในระยะยาว (Prevention and Management)

การป้องกันและจัดการภาวะแพ้อาหารในเด็กอย่างเป็นระบบจะช่วยลดความถี่และความรุนแรงของการเกิดอาการแพ้ซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. การหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้อย่างเคร่งครัด (Strict Allergen Avoidance)

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด คุณพ่อคุณแม่ต้องอ่านฉลากโภชนาการ (Nutrition Labels) อย่างละเอียดทุกครั้งก่อนให้ลูกรับประทานอาหารสำเร็จรูป โดยมองหาคำเตือนสำหรับผู้แพ้อาหาร เช่น "ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร: มีส่วนผสมของนม" หรือ "อาจมีส่วนผสมของถั่วเหลือง" นอกจากนี้ต้องระมัดระวังการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) ของอุปกรณ์เครื่องครัวที่ใช้ร่วมกันในบ้าน

2. การวางแผนจัดการร่วมกับทางโรงเรียน (School Allergy Action Plan)

คุณพ่อคุณแม่ต้องแจ้งประวัติการแพ้อาหารของลูกให้ครูประจำชั้น ครูพยาบาล และแม่ครัวของโรงเรียนทราบอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมจัดเตรียมยาเอพิเนฟรินแบบพกพาและยาแก้แพ้ฝากไว้ที่ห้องพยาบาลของโรงเรียน พร้อมทั้งให้คำแนะนำและฝึกฝนให้บุคลากรในโรงเรียนใช้ปากกาฉีดยาได้อย่างถูกต้องหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

3. การสร้างภูมิคุ้มกันและการป้องกันตั้งแต่ทารก

คำแนะนำทางการแพทย์ในปัจจุบันสนับสนุนการสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่แรกเกิด ดังนี้

  • การนมแม่เพียงอย่างเดียว (Exclusive Breastfeeding): ในช่วง 4 ถึง 6 เดือนแรกของชีวิต นมแม่มีสารภูมิคุ้มกันและสารอาหารที่ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับผนังลำไส้และระบบภูมิคุ้มกันของทารก
  • การเริ่มอาหารเสริมตามวัยที่เหมาะสม (Early Allergen Introduction): ข้อมูลวิจัยทางการแพทย์ยุคใหม่พบว่า การเริ่มให้อาหารกลุ่มเสี่ยง เช่น ไข่ หรือถั่วลิสงบดละเอียด ในปริมาณเล็กน้อยตั้งแต่ช่วงอายุ 4 ถึง 6 เดือน (หลังปรึกษากุมารแพทย์และประเมินความเสี่ยงแล้ว) จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการยอมรับสารอาหารนั้นๆ (Oral Tolerance) และช่วยลดโอกาสการเกิดโรคแพ้อาหารได้ดีกว่าการชะลอการเริ่มอาหารเหล่านั้นออกไป
  • การบำบัดด้วยการกินอาหารปริมาณน้อยเพื่อสร้างความอดทน (Oral Immunotherapy - OIT): สำหรับเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรงและไม่หายขาด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจพิจารณาใช้วิธีการรักษาแบบ OIT ซึ่งเป็นการให้เด็กกินอาหารที่แพ้ทีละน้อยมากๆ ภายใต้การควบคุมระดับยาในโรงพยาบาล เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวและไม่เกิดอาการแพ้รุนแรงหากบังเอิญได้รับอาหารชนิดนั้นเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

กล่องสรุปขั้นตอนปฏิบัติทันทีสำหรับคุณพ่อคุณแม่เมื่อลูกแพ้อาหารเฉียบพลัน

เช็คลิสต์ด่วน: การรับมือเมื่อลูกมีอาการแพ้เฉียบพลัน

พิมพ์หน้านี้เก็บไว้หรือบันทึกภาพหน้าจอไว้เพื่อหยิบมาอ่านได้ทันทีในยามฉุกเฉิน:

  • ขั้นที่ 1: ประเมินอาการอย่างรวดเร็ว ดูว่ามีผื่นขึ้นร่วมกับอาการบวม ไอ หอบเหนื่อย หรืออาเจียนหรือไม่
  • ขั้นที่ 2: ใช้ปากกาฉีดยาเอพิเนฟริน (ถ้ามี) หากมีอาการไอหอบ เสียงแหบ หรือช็อก ให้ฉีดที่ต้นขาด้านนอกทันที
  • ขั้นที่ 3: จับนอนราบและยกขาขึ้นสูง หากเด็กตัวซีด หน้ามืด เพื่อช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมอง
  • ขั้นที่ 4: โทรศัพท์แจ้งสายด่วน 1669 บอกพิกัด อาการของเด็ก และแจ้งว่าได้ฉีดยาเอพิเนฟรินไปแล้ว
  • ขั้นที่ 5: ห้ามป้อนน้ำหรือยาใดๆ ทางปาก หากลูกมีอาการซึมลงเพื่อป้องกันการสำลักลงปอด
  • ขั้นที่ 6: นำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด เพื่อสังเกตอาการแพ้ซ้ำสองที่ห้องฉุกเฉินอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down