บทนำและภาพรวมของภาวะแพ้อาหารเฉียบพลันในเด็ก
ภาวะแพ้อาหาร (Food Allergy) เป็นปัญหาทางกุมารเวชศาสตร์ที่พบอุบัติการณ์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็ก การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ไวเกินไปต่อโปรตีนในอาหารสามารถก่อให้เกิดอาการได้หลากหลายระบบ ตั้งแต่ผื่นผิวหนังเล็กน้อยไปจนถึงปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันในหลายระบบ (Anaphylaxis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิกทางการแพทย์ที่อาจอันตรายถึงแก่ชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
จากสถิติทางการแพทย์พบว่า เด็กในช่วงอายุ 1 ถึง 5 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่มักแสดงอาการแพ้อาหารเป็นครั้งแรก เนื่องจากระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ความน่ากลัวของภาวะแพ้อาหารเฉียบพลันคือ ความรวดเร็วในการดำเนินโรค อาการมักเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาทีถึง 2 ชั่วโมงหลังการรับประทานอาหารที่แพ้ การเข้าใจถึงกลไกการเกิดโรค การสังเกตอาการแพ้อาหารเฉียบพลันในเด็ก สัญญาณเตือนอันตราย และขั้นตอนการช่วยเหลือเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลเด็กต้องทราบเพื่อช่วยชีวิตลูกรักได้ทันเวลา
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคทางการแพทย์ (Causes and Pathophysiology)
กลไกหลักของการเกิดปฏิกิริยาแพ้อาหารเฉียบพลันในเด็กคือ ปฏิกิริยาผ่านระบบภูมิคุ้มกันชนิดอิมมูโนโกลบูลินอี (IgE-mediated Hypersensitivity) ซึ่งสามารถอธิบายอย่างละเอียดได้ดังนี้
1. ระยะเริ่มแรกที่ร่างกายได้รับสิ่งกระตุ้น (Sensitization Phase)
เมื่อเด็กรับประทานอาหารที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เข้าไปเป็นครั้งแรก ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเข้าใจผิดว่าโปรตีนในอาหารนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตราย เม็ดเลือดขาวชนิดบีเซลล์ (B-lymphocytes) จะถูกกระตุ้นให้สร้างแอนติบอดีชนิดพิเศษที่เรียกว่า อิมมูโนโกลบูลินอี (Specific IgE) ซึ่งออกแบบมาเพื่อจับกับอาหารชนิดนั้นโดยเฉพาะ แอนติบอดี IgE นี้จะวิ่งไปเกาะอยู่บนพื้นผิวของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า มาสต์เซลล์ (Mast Cells) ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ผิวหนัง ทางเดินหายใจ และทางเดินอาหาร รวมถึงเซลล์เบโซฟิล (Basophils) ในกระแสเลือด ในระยะนี้เด็กจะยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แสดงออกมา
2. ระยะกระตุ้นให้เกิดอาการ (Elicitation Phase)
เมื่อเด็กรับประทานอาหารชนิดเดิมเข้าไปอีกครั้ง โปรตีนในอาหารจะเข้าไปจับคู่และเชื่อมไขว้ (Cross-linking) กับ IgE ที่เกาะอยู่บนมาสต์เซลล์ทันที การจับคู่นี้จะส่งสัญญาณกระตุ้นให้มาสต์เซลล์แตกตัว (Degranulation) และหลั่งสารเคมีสื่ออักเสบหลายชนิดออกมาอย่างรวดเร็ว สารเคมีที่สำคัญที่สุดคือ ฮิสตามีน (Histamine), พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) และลิวโคไตรอีน (Leukotrienes) สารเหล่านี้จะออกฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ผนังหลอดเลือดมีความซึมผ่านสูงขึ้นจนน้ำเหลืองรั่วไหลออกสู่เนื้อเยื่อ (ทำให้เกิดอาการบวม) กระตุ้นปลายประสาท (ทำให้เกิดอาการคัน) และทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมและลำไส้หดตัวอย่างรุนแรง
อาการสำคัญและการดำเนินโรค (Symptoms and Progression)
อาการแพ้อาหารเฉียบพลันมักจะแสดงออกในหลายระบบของร่างกาย โดยความรุนแรงและระยะเวลาในการเกิดอาการจะขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารที่ได้รับ อัตราการดูดซึม และระดับความไวของระบบภูมิคุ้มกันของเด็ก อาการมักแสดงออกใน 4 ระบบหลัก ดังนี้
- ระบบผิวหนังและเยื่อบุ (Cutaneous System): เป็นระบบที่พบความผิดปกติได้บ่อยที่สุด (มากกว่า 80-90% ของผู้ป่วย) เด็กจะมีอาการผื่นลมพิษเฉียบพลัน (Acute Urticaria) เป็นปื้นแดง คัน ยิบๆ มีอาการบวมเจ่อตามเยื่อบุต่างๆ เช่น ปากเจ่อ ตาบวม ใบหน้าบวม (Angioedema) ผิวหนังแดงก่ำทั่วตัว (Flushing)
- ระบบทางเดินหายใจ (Respiratory System): ถือเป็นระบบที่อันตรายมาก เด็กอาจเริ่มมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม ไอแห้งๆ ถี่ๆ เสียงแหบลงเนื่องจากกล่องเสียงบวม (Laryngeal Edema) มีเสียงหายใจดังวี๊ด (Wheezing) หรือเสียงหายใจเข้าสั่นเครือ (Stridor) แน่นหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย และใช้กล้ามเนื้อซี่โครงช่วยหายใจ
- ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal System): เกิดจากการที่มาสต์เซลล์ในลำไส้หลั่งสารเคมี ทำให้กล้ามเนื้อเรียบหดตัวและหลั่งน้ำย่อยเพิ่มขึ้น เด็กจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรงพุ่งออกมา ปวดท้องเกร็งอย่างหนัก (Abdominal pain) และท้องเสียเฉียบพลัน (Diarrhea)
- ระบบไหลเวียนโลหิตและประสาทส่วนกลาง (Cardiovascular and CNS System): เป็นสัญญาณของการแพ้ขั้นรุนแรง หลอดเลือดทั่วร่างกายขยายตัวทำความดันโลหิตลดต่ำลง (Hypotension) ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เด็กจะมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด ตัวเย็นชืด ซีด สับสน กระสับกระส่าย หรือหมดสติไป
สัญญาณเตือนอันตรายรุนแรงที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
เมื่อเด็กได้รับสารก่อภูมิแพ้ คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังการเกิดภาวะช็อกจากการแพ้รุนแรงเฉียบพลันหรือ แอนาฟิแลกซิส (Anaphylaxis) อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีเกณฑ์การวินิจฉัยและ สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องได้รับการฉีดยาเอพิเนฟริน (Epinephrine) และส่งโรงพยาบาลทันทีดังนี้
1. ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว: เด็กไอต่อเนื่องไม่หยุด เสียงแหบลงอย่างรวดเร็ว พูดไม่มีเสียง หายใจมีเสียงดังฮึดๆ (Stridor) หายใจหอบเหนื่อยจนอกบุ๋ม ซี่โครงบาน ปีกจมูกบาน หรือริมฝีปากและเล็บเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
2. ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว (Anaphylactic Shock): เด็กมีอาการตัวซีด เผือด ตัวเย็นชืด มีเหงื่อกาฬไหล ท่าทางสะลึมสะลึม ตอบสนองช้าลง ชีพจรเต้นเบาและเร็ว หรือหมดสติ
3. อาการรุนแรงในหลายระบบร่วมกัน: เช่น มีผื่นลมพิษขึ้นทั่วตัวร่วมกับอาการอาเจียนอย่างรุนแรงหลายครั้ง หรือมีปากบวมตาบวมร่วมกับอาการไอหอบเหนื่อย แม้จะยังไม่มีอาการช็อกก็ตาม
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis and Medical Tests)
เมื่อส่งตัวเด็กถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันจะดำเนินการวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานระดับสากลเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดและวางแผนการรักษาระยะยาว ดังนี้
1. การซักประวัติอย่างละเอียด (Detailed Clinical History)
แพทย์จะซักถามเกี่ยวกับชนิดของอาหารที่สงสัย, ปริมาณที่รับประทาน, ระยะเวลาตั้งแต่รับประทานจนเริ่มเกิดอาการ (Onset), ลักษณะอาการที่แสดงออกในแต่ละระบบ, การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ได้รับ และประวัติโรคภูมิแพ้อื่นๆ ในครอบครัว
2. การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test - SPT)
เป็นการนำน้ำยาสกัดจากอาหารที่สงสัยมาหยดลงบนผิวหนัง (มักเป็นบริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง) แล้วใช้เข็มขนาดเล็กสะกิดเบาๆ เพื่อให้น้ำยาซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนัง รอผลประมาณ 15 ถึง 20 นาที หากเด็กแพ้อาหารชนิดนั้น ผิวหนังบริเวณที่สะกิดจะเกิดตุ่มนูนแดงและคัน (Wheal and Flare) คล้ายโดนยุงกัด โดยแพทย์จะวัดขนาดของตุ่มเพื่อประเมินผลการทดสอบ
3. การตรวจหาแอนติบอดีจำเพาะในเลือด (Serum Specific IgE - sIgE)
เป็นการเจาะเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวัดระดับปริมาณอิมมูโนโกลบูลินอีที่จำเพาะต่ออาหารแต่ละชนิด (Specific IgE level) วิธีนี้มีความปลอดภัยสูง ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ขณะตรวจ เหมาะสำหรับเด็กที่มีผื่นผิวหนังอักเสบกว้างทั่วตัวจนไม่สามารถทำ Skin Prick Test ได้ หรือเด็กที่ไม่สามารถหยุดยาแก้แพ้ก่อนตรวจได้
4. การทดสอบด้วยการกินอาหารภายใต้การดูแลของแพทย์ (Oral Food Challenge - OFC)
ถือเป็นวิธีมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ในการวินิจฉัยโรคแพ้อาหาร แพทย์จะใช้วิธีนี้เมื่อประวัติการแพ้และการทดสอบทางผิวหนังหรือผลเลือดไม่ชัดเจน หรือเพื่อประเมินว่าเด็กหายแพ้อาหารชนิดนั้นๆ แล้วหรือไม่ การทดสอบนี้ทำโดยการให้เด็กรับประทานอาหารที่สงสัยทีละน้อย โดยค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามเวลาที่กำหนด ภายใต้การดูแลและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจากกุมารแพทย์โรคภูมิแพ้ในโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉินครบครันเท่านั้น ห้ามทำการทดสอบนี้เองที่บ้านโดยเด็ดขาด
วิธีดูแลรักษาและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนถึงมือหมอ
หากเด็กเกิดภาวะแพ้อาหารเฉียบพลันและเริ่มแสดงอาการรุนแรงในหลายระบบ (Anaphylaxis) สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำคือการตั้งสติและปฏิบัติตามขั้นตอนการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ทันที ดังนี้
ขั้นตอนการปฐมพยาบาลฉุกเฉินรักษาชีวิต
- ประเมินอาการและสติของเด็ก: ดูว่าเด็กยังรู้สึกตัวดีหรือไม่ สังเกตการหายใจและการทำงานของหัวใจ หากเด็กมีอาการรุนแรงตามสัญญาณเตือนวิกฤต ให้เตรียมใช้ยาฉีดทันที
- ฉีดยาเอพิเนฟริน (Epinephrine/Adrenaline) ทันที: หากเด็กมีปากกาฉีดยาอัตโนมัติประจำตัว (Epinephrine Auto-injector เช่น EpiPen หรือ Anapen) ให้ดึงปลอกนิรภัยออก จับปากกาให้มั่นคง แทงเข็มตรงๆ ลงไปที่บริเวณ "ต้นขาด้านนอกส่วนกลาง" (Anterolateral Thigh) แม้จะมีกางเกงอยู่ก็สามารถแทงทะลุผ้าได้ กดปากกาให้แน่นจนได้ยินเสียงคลิก และกดค้างไว้ประมาณ 3 ถึง 10 วินาที (ตามคำแนะนำของแต่ละยี่ห้อ) เพื่อให้มั่นใจว่ายาเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อครบถ้วน จากนั้นดึงปากกาออกแล้วนวดบริเวณที่ฉีดเบาๆ ประมาณ 10 วินาที
- จัดท่าทางที่เหมาะสมให้กับเด็ก:
- หากเด็กหายใจลำบากแต่ไม่มีอาการหน้ามืด ให้จัดท่านั่งเอนหลังเล็กน้อยเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น
- หากเด็กมีอาการหน้ามืด วิงเวียน หรือช็อก ให้จับเด็กนอนหราบลงกับพื้นและยกขาข้างให้สูงขึ้น (Trendelenburg position) เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนกลับไปเลี้ยงสมองและหัวใจได้ดีขึ้น
- หากเด็กหมดสติแต่ยังหายใจอยู่ หรือมีอาการอาเจียนร่วมด้วย ให้จับนอนตะแคงข้าง (Recovery Position) เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารหรือน้ำลายอุดกั้นทางเดินหายใจและป้องกันการสำลักลงปอด
- โทรศัพท์เรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน (เบอร์โทร 1669 สำหรับประเทศไทย) ทันที: แจ้งข้อมูลอาการของเด็กและระบุว่าได้รับการฉีดยาเอพิเนฟรินไปแล้วเมื่อเวลาเท่าใด
- สังเกตอาการและอาจต้องฉีดยาซ้ำ: ระหว่างรอรถพยาบาล หากอาการของเด็กยังไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงหลังจากฉีดยาเข็มแรกไปแล้ว 5 ถึง 15 นาที และคุณมีปากกาฉีดยาเข็มที่สองสำรองอยู่ สามารถฉีดยาเข็มที่สองในตำแหน่งเดิมหรือขาอีกข้างหนึ่งได้
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)
ความเข้าใจผิดในการปฐมพยาบาลอาจทำให้การรักษาล่าช้าและส่งผลอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ต่อไปนี้คือข้อควรระวังทางการแพทย์ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
- ห้ามรอและให้เพียงยาแก้แพ้ (Antihistamines) ในกรณีแพ้รุนแรง: ยาแก้แพ้ เช่น คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) หรือเซทิริซีน (Cetirizine) ออกฤทธิ์ช้า (ใช้เวลาอย่างน้อย 30-60 นาที) และลดได้เพียงอาการผื่นคันเท่านั้น ยาแก้แพ้ ไม่มีฤทธิ์ ในการขยายหลอดลมหรือเพิ่มความดันโลหิต การให้ยาแก้แพ้แล้วนั่งรอสังเกตอาการจะทำให้เสียโอกาสทองในการช่วยชีวิตด้วยยาเอพิเนฟริน
- ห้ามป้อนยาหรือน้ำทางปากเด็ดขาดหากเด็กซึมลง: หากเด็กมีอาการสะลึมสะลึม สับสน หรือหมดสติ การพยายามกรอกยาแก้แพ้หรือน้ำเข้าปากจะทำให้เกิดการสำลักเข้าไปในทางเดินหายใจและปอด ส่งผลให้ขาดอากาศหายใจและปอดอักเสบรุนแรงตามมา
- ห้ามลุกขึ้นยืนหรือนั่งทันทีหลังเกิดอาการช็อก: การเปลี่ยนท่าทางจากนอนราบเป็นยืนขึ้นทันทีในขณะที่ร่างกายกำลังมีภาวะช็อกจากการแพ้ (Anaphylactic Shock) อาจทำให้ความดันโลหิตตกลงอย่างรุนแรงเฉียบพลันจนหัวใจหยุดเต้นได้
- ห้ามประมาทเมื่ออาการดีขึ้น: แม้จะฉีดยาเอพิเนฟรินแล้วเด็กอาการดีขึ้นจนดูเป็นปกติ ก็จำเป็นต้องนำส่งโรงพยาบาลเพื่อนอนสังเกตอาการอย่างน้อย 4 ถึง 6 ชั่วโมง เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาแพ้ซ้ำรอบสอง (Biphasic Reaction) ซึ่งมักเกิดขึ้นได้ภายใน 1 ถึง 72 ชั่วโมงโดยไม่มีสิ่งกระตุ้นใหม่
วิธีป้องกันและการดูแลรักษาในระยะยาว (Prevention and Management)
การป้องกันและจัดการภาวะแพ้อาหารในเด็กอย่างเป็นระบบจะช่วยลดความถี่และความรุนแรงของการเกิดอาการแพ้ซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. การหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้อย่างเคร่งครัด (Strict Allergen Avoidance)
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด คุณพ่อคุณแม่ต้องอ่านฉลากโภชนาการ (Nutrition Labels) อย่างละเอียดทุกครั้งก่อนให้ลูกรับประทานอาหารสำเร็จรูป โดยมองหาคำเตือนสำหรับผู้แพ้อาหาร เช่น "ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร: มีส่วนผสมของนม" หรือ "อาจมีส่วนผสมของถั่วเหลือง" นอกจากนี้ต้องระมัดระวังการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) ของอุปกรณ์เครื่องครัวที่ใช้ร่วมกันในบ้าน
2. การวางแผนจัดการร่วมกับทางโรงเรียน (School Allergy Action Plan)
คุณพ่อคุณแม่ต้องแจ้งประวัติการแพ้อาหารของลูกให้ครูประจำชั้น ครูพยาบาล และแม่ครัวของโรงเรียนทราบอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมจัดเตรียมยาเอพิเนฟรินแบบพกพาและยาแก้แพ้ฝากไว้ที่ห้องพยาบาลของโรงเรียน พร้อมทั้งให้คำแนะนำและฝึกฝนให้บุคลากรในโรงเรียนใช้ปากกาฉีดยาได้อย่างถูกต้องหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
3. การสร้างภูมิคุ้มกันและการป้องกันตั้งแต่ทารก
คำแนะนำทางการแพทย์ในปัจจุบันสนับสนุนการสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่แรกเกิด ดังนี้
- การนมแม่เพียงอย่างเดียว (Exclusive Breastfeeding): ในช่วง 4 ถึง 6 เดือนแรกของชีวิต นมแม่มีสารภูมิคุ้มกันและสารอาหารที่ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับผนังลำไส้และระบบภูมิคุ้มกันของทารก
- การเริ่มอาหารเสริมตามวัยที่เหมาะสม (Early Allergen Introduction): ข้อมูลวิจัยทางการแพทย์ยุคใหม่พบว่า การเริ่มให้อาหารกลุ่มเสี่ยง เช่น ไข่ หรือถั่วลิสงบดละเอียด ในปริมาณเล็กน้อยตั้งแต่ช่วงอายุ 4 ถึง 6 เดือน (หลังปรึกษากุมารแพทย์และประเมินความเสี่ยงแล้ว) จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการยอมรับสารอาหารนั้นๆ (Oral Tolerance) และช่วยลดโอกาสการเกิดโรคแพ้อาหารได้ดีกว่าการชะลอการเริ่มอาหารเหล่านั้นออกไป
- การบำบัดด้วยการกินอาหารปริมาณน้อยเพื่อสร้างความอดทน (Oral Immunotherapy - OIT): สำหรับเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรงและไม่หายขาด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจพิจารณาใช้วิธีการรักษาแบบ OIT ซึ่งเป็นการให้เด็กกินอาหารที่แพ้ทีละน้อยมากๆ ภายใต้การควบคุมระดับยาในโรงพยาบาล เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวและไม่เกิดอาการแพ้รุนแรงหากบังเอิญได้รับอาหารชนิดนั้นเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
กล่องสรุปขั้นตอนปฏิบัติทันทีสำหรับคุณพ่อคุณแม่เมื่อลูกแพ้อาหารเฉียบพลัน
เช็คลิสต์ด่วน: การรับมือเมื่อลูกมีอาการแพ้เฉียบพลัน
พิมพ์หน้านี้เก็บไว้หรือบันทึกภาพหน้าจอไว้เพื่อหยิบมาอ่านได้ทันทีในยามฉุกเฉิน:
- ขั้นที่ 1: ประเมินอาการอย่างรวดเร็ว ดูว่ามีผื่นขึ้นร่วมกับอาการบวม ไอ หอบเหนื่อย หรืออาเจียนหรือไม่
- ขั้นที่ 2: ใช้ปากกาฉีดยาเอพิเนฟริน (ถ้ามี) หากมีอาการไอหอบ เสียงแหบ หรือช็อก ให้ฉีดที่ต้นขาด้านนอกทันที
- ขั้นที่ 3: จับนอนราบและยกขาขึ้นสูง หากเด็กตัวซีด หน้ามืด เพื่อช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมอง
- ขั้นที่ 4: โทรศัพท์แจ้งสายด่วน 1669 บอกพิกัด อาการของเด็ก และแจ้งว่าได้ฉีดยาเอพิเนฟรินไปแล้ว
- ขั้นที่ 5: ห้ามป้อนน้ำหรือยาใดๆ ทางปาก หากลูกมีอาการซึมลงเพื่อป้องกันการสำลักลงปอด
- ขั้นที่ 6: นำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด เพื่อสังเกตอาการแพ้ซ้ำสองที่ห้องฉุกเฉินอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง