ทำความรู้จักกับมะเร็งตับและเหตุผลที่การตรวจคัดกรองคือชีวิต
มะเร็งตับ (Liver Cancer) จัดเป็นหนึ่งในโรคร้ายแรงที่มีอุบัติการณ์สูงในประเทศไทย โดยเฉพาะชนิดที่เกิดจากเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma - HCC) ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ในระยะเริ่มต้นผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการใดๆ ทำให้หลายคนตรวจพบเมื่อโรคลุกลามไปมากแล้ว การตรวจคัดกรองมะเร็งตับ: ใครบ้างที่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้สูงขึ้นอย่างมาก
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
กลไกหลักของการเกิดมะเร็งตับมักเริ่มต้นจากการอักเสบเรื้อรังของตับ (Chronic Liver Inflammation) ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย เมื่อตับอักเสบติดต่อกันเป็นเวลานาน เซลล์ตับจะเกิดการซ่อมแซมและสร้างพังผืดขึ้นมาแทนที่จนกลายเป็นภาวะตับแข็ง (Cirrhosis) ในที่สุด เมื่อโครงสร้างตับเสียหาย เซลล์ตับจึงเกิดการกลายพันธุ์และเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นมะเร็ง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่:
- การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus) และซี (Hepatitis C Virus) แบบเรื้อรัง
- การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน
- ภาวะไขมันพอกตับชนิดที่ไม่เกิดจากแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease - NAFLD) ที่ลุกลามจนเป็นตับอักเสบ
- การได้รับสารพิษอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) จากเชื้อราในอาหารแห้ง เช่น ถั่วลิสงหรือธัญพืชที่เก็บรักษาไม่ดี
- โรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันหรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิด
ใครบ้างที่ต้องตรวจคัดกรองมะเร็งตับเป็นประจำ
ตามแนวทางการแพทย์ระดับสากล ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงควรได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ตับ (Upper Abdominal Ultrasound) ร่วมกับการตรวจเลือดหาค่าสารบ่งชี้มะเร็งตับ (Alpha-fetoprotein - AFP) ทุก 6 เดือน ดังนี้:
- ผู้ป่วยที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี โดยเฉพาะที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ
- ผู้ป่วยโรคตับแข็งทุกราย ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม
- ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีที่มีภาวะพังผืดในตับระยะรุนแรง
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งตับ
สัญญาณอันตรายที่ร่างกายส่งเตือน
ในระยะเริ่มต้นมะเร็งตับมักไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคเริ่มลุกลาม ผู้ป่วยอาจพบอาการดังต่อไปนี้ ซึ่งถือเป็น Red Flag ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที:
- อาการปวดเสียดหรือแน่นบริเวณชายโครงขวา
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุและเบื่ออาหาร
- ภาวะดีซ่าน (Jaundice) ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม
- อาการบวมที่ช่องท้อง (Ascites) เนื่องจากมีน้ำในช่องท้อง
- อาการอ่อนเพลียเรื้อรังหรือมีไข้ต่ำๆ โดยไม่มีอาการติดเชื้อชัดเจน
การแปลผลการตรวจวินิจฉัย
การตรวจคัดกรองประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ การตรวจเลือดหาค่า AFP และการทำอัลตราซาวด์ หากค่า AFP สูงกว่าปกติ (ปกติมักต่ำกว่า 10-20 ng/mL) ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป แต่อาจเกิดจากภาวะตับอักเสบเฉียบพลันหรือตับแข็งได้ แพทย์จะทำการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ที่มีการฉีดสารทึบรังสี เพื่อดูลักษณะของก้อนเนื้องอกอย่างละเอียด ซึ่งจะทำให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำสูงถึงเกือบ 100%
วิธีรักษาและการป้องกัน
หากตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้น แพทย์มีทางเลือกการรักษาหลายวิธี เช่น การผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อออก การปลูกถ่ายตับ (Liver Transplantation) หรือการใช้คลื่นความร้อนทำลายก้อนมะเร็ง (Radiofrequency Ablation - RFA) สำหรับการป้องกัน ควรเน้นการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี การงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การควบคุมน้ำหนักเพื่อป้องกันไขมันพอกตับ และการรับประทานอาหารที่สะอาดปราศจากเชื้อรา
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยง
- ตรวจสอบสถานะสุขภาพตนเอง หากเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ต้องพบแพทย์เพื่อติดตามอาการสม่ำเสมอ
- จดบันทึกวันนัดตรวจคัดกรองทุก 6 เดือนให้ชัดเจน
- หากพบอาการ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดชายโครงขวา หรือท้องโตขึ้น ต้องรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
- ดูแลโภชนาการ เลี่ยงอาหารที่มีความเสี่ยงเชื้อรา และงดแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด