ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

1. บทนำและภาพรวมของภาวะพัฒนาการล่าช้ากว่าวัย (Developmental Delay in Pediatrics)

พัฒนาการของเด็กเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิด โดยสมองและระบบประสาทจะเติบโตและสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต ภาวะพัฒนาการล่าช้ากว่าวัย (Developmental Delay) หมายถึง สภาวะที่เด็กไม่สามารถบรรลุทักษะหรือความสามารถตามช่วงอายุที่ควรจะเป็นในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน เช่น การเคลื่อนไหว การใช้มือ การพูด การสื่อสาร หรือทักษะทางสังคม

จากการศึกษาทางกุมารเวชศาสตร์ พบภาวะพัฒนาการล่าช้าในเด็กทั่วโลกประมาณร้อยละ 10-15 โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ทารกคลอดก่อนกำหนด (Preterm Infants) ทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าเกณฑ์ (Low Birth Weight) ทารกที่มีภาวะขาดออกซิเจนขณะคลอด (Hypoxic-Ischemic Encephalopathy) และเด็กที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม การตรวจพบความผิดปกติและให้การแทรกแซงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Intervention) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูสมองและลดความพิการในระยะยาว

คำแนะนำจากคุณหมอ: พัฒนาการของเด็กแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกันได้เล็กน้อยตามปัจจัยพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม แต่หากเด็กมีพัฒนาการช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างชัดเจน หรือมีพัฒนาการถดถอยจากสิ่งที่เคยทำได้ ถือเป็นสัญญาณที่ต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางทันที

2. สาเหตุและกลไกการเกิดความผิดปกติทางระบบประสาท (Causes & Pathophysiology)

สาเหตุของภาวะพัฒนาการล่าช้ากว่าวัยและโรคทางระบบประสาทในเด็กสามารถแบ่งออกได้ตามช่วงเวลาการเกิดโรค ดังนี้:

2.1 ปัจจัยช่วงก่อนคลอด (Prenatal Factors)

  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมและโครโมโซม (Genetic and Chromosomal Abnormalities): เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome), กลุ่มอาการโครโมโซมเอ็กซ์เปราะบาง (Fragile X Syndrome), และโรคทางเมแทบอลิซึมแต่กำเนิด (Inborn Errors of Metabolism)
  • การติดเชื้อในครรภ์ (Intrauterine Infections / TORCH): การติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อโรคกลุ่ม TORCH ได้แก่ Toxoplasmosis, Rubella, Cytomegalovirus (CMV), และ Herpes Simplex Virus ที่ส่งผลกระทบต่อการสร้างสมองของทารก
  • การได้รับสารพิษ: มารดาดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติดขณะตั้งครรภ์ ทำให้เกิดภาวะ Fetal Alcohol Spectrum Disorders (FASD)

2.2 ปัจจัยช่วงคลอด (Perinatal Factors)

  • ภาวะสมองขาดออกซิเจนขณะคลอด (Perinatal Asphyxia): นำไปสู่การบาดเจ็บของเนื้องานสมองอย่างถาวร เกิดภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy)
  • การบาดเจ็บจากการคลอดและการคลอดก่อนกำหนด: ทารกที่คลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในกล้ามสมอง (Intraventricular Hemorrhage) และเนื้อสมองฝ่อจากการขาดเลือด (Periventricular Leukomalacia)

2.3 ปัจจัยหลังคลอด (Postnatal Factors)

  • การติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง: โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) และสมองอักเสบ (Encephalitis) จากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย
  • การได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ (Traumatic Brain Injury)
  • ภาวะขาดสารอาหารรุนแรงและสารพิษ: เช่น ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด (Congenital Hypothyroidism) หรือการได้รับสารตะกั่วสะสม

ในด้านกลไกการเกิดโรค (Pathophysiology) สมองของเด็กเล็กมีความยืดหยุ่นสูง (Neuroplasticity) เมื่อเซลล์สมองได้รับความเสียหาย เครือข่ายการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท (Synapses) จะทำงานลดลง ส่งผลให้การส่งสัญญาณประสาทเพื่อควบคุมกล้ามเนื้อ การรับรู้ และการประมวลผลของสมองหยุดชะงัก การกระตุ้นสมองในระยะแรกจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเส้นทางประสาทใหม่ขึ้นทดแทน

3. อาการสำคัญและสัญญาณเตือนจำแนกตามด้านพัฒนาการ (Developmental Domains & Symptoms)

การประเมินพัฒนาการเด็กเน้นการสังเกต 4 ด้านหลัก โดยมีหมุดหมายพัฒนาการ (Developmental Milestones) และสัญญาณสงสัยความผิดปกติในแต่ละช่วงวัยดังนี้:

3.1 พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวมัดใหญ่ (Gross Motor Skills)

  • อายุ 3 เดือน: ยังไม่สามารถชันคอ หรือคอพับไปด้านหลังเมื่ออุ้มนั่ง
  • อายุ 6 เดือน: ยังพลิกคว่ำพลิกหงายไม่ได้ ตัวอ่อนปวกเพียก (Hypotonia) หรือตัวแข็งเกร็งผิดปกติ (Hypertonia)
  • อายุ 9 เดือน: ยังนั่งได้ไม่มั่นคงโดยไม่มีการพยุง
  • อายุ 12-15 เดือน: ยังไม่สามารถเกาะยืนหรือตั้งไข่ได้
  • อายุ 18 เดือน: ยังเดินเองไม่ได้

3.2 พัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา (Fine Motor & Cognitive Skills)

  • อายุ 4 เดือน: ไม่ไขว่คว้าของเล่น หรือไม่มองตามวัตถุที่เคลื่อนที่
  • อายุ 9 เดือน: ไม่สามารถย้ายของจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่ง
  • อายุ 12 เดือน: ไม่ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งหยิบของชิ้นเล็ก (Pincer Grasp)
  • อายุ 18 เดือน: ไม่สามารถต่อบล็อกไม้ 2 ชั้น หรือไม่รู้จักการใช้อุปกรณ์พื้นฐาน เช่น ช้อน หรือหวี

3.3 พัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสาร (Language & Communication Skills)

  • อายุ 6 เดือน: ไม่หันตามเสียง ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ (Babbling)
  • อายุ 12 เดือน: ไม่ตอบสนองเมื่อเรียกชื่อ ไม่ใช้นิ้วชี้บอกความต้องการ ไม่โบกมือบายบาย
  • อายุ 18 เดือน: ยังพูดคำที่มีความหมายไม่ได้เลยสักคำ (เช่น แม่ พ่อ อ้ำ)
  • อายุ 2 ปี: ไม่สามารถพูดคำสั้นๆ 2 คำติดกันได้ (เช่น กินนม ไปเที่ยว)

3.4 พัฒนาการด้านสังคมและการปรับตัว (Personal & Social Skills)

  • อายุ 2-3 เดือน: ไม่ยิ้มตอบรับ (Social Smile) เมื่อมีคนเล่นด้วย
  • อายุ 9 เดือน: ไม่สบตา (Lack of Eye Contact) ไม่ยิ้มทักทายคนคุ้นเคย
  • อายุ 18-24 เดือน: ไม่สนใจเล่นกับเด็กคนอื่น ชอบเล่นคนเดียวในลักษณะซ้ำๆ ไม่ทำตามคำสั่งง่ายๆ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณแรกเริ่มของภาวะออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder)

4. สัญญาณเตือนอันตรายทางระบบประสาทที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากพบอาการ Red Flags ต่อไปนี้ พ่อแม่และผู้ดูแลต้องนำเด็กมาพบกุมารแพทย์หรือกุมารแพทย์โรคระบบประสาททันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงกำหนดนัดประเมินพัฒนาการตามวัย:

สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms):
  • การถดถอยของพัฒนาการ (Developmental Regression): เด็กสูญเสียทักษะที่เคยทำได้ เช่น เคยพูดเป็นคำได้แล้วหยุดพูด เคยเดินได้แล้วกลับเดินไม่ได้ หรือเลิกสบตา
  • อาการชัก (Seizures) หรือเกร็งกระตุก: มีอาการเหม่อลอยเป็นพักๆ ตากระตุก มือเกร็ง หรือชักเกร็งทั้งตัว
  • ความผิดปกติของความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (Abnormal Muscle Tone): แขนขาอ่อนปวกเพียกเหมือนทารกไร้กระดูก หรือเกร็งตัวมากจนดัดแขนขาได้ยาก
  • การเคลื่อนไหวไม่เท่ากันสองข้าง (Asymmetry): ถนัดใช้มือข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจนก่อนอายุ 18 เดือน (ซึ่งอาจแสดงถึงอาการอัมพาตครึ่งท่อนของสมอง)
  • ขนาดศีรษะผิดปกติ: เส้นรอบวงศีรษะโตเกินเกณฑ์อย่างรวดเร็ว (Macrocephaly / Hydrocephalus) หรือศีรษะเล็กกว่าเกณฑ์มาก (Microcephaly)
  • ไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม: ไม่สบตา ไม่มองตาม ไม่ตกใจเมื่อมีเสียงดัง

5. แนวทางการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

การประเมินและวินิจฉัยภาวะพัฒนาการล่าช้า ต้องอาศัยการตรวจอย่างเป็นระบบโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้:

5.1 การซักประวัติและการประเมินด้วยแบบคัดกรองมาตรฐาน

  • การซักประวัติประวัติการตั้งครรภ์ การคลอด ภาวะแทรกซ้อน และประวัติครอบครัว
  • การใช้แบบคัดกรองพัฒนาการ เช่น แบบประเมินเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยเตาะแตะ (DSPM), Denver Development Screening Test II (Denver II), และ Ages & Stages Questionnaires (ASQ)

5.2 การตรวจร่างกายทางระบบประสาท (Neurological Examination)

  • การตรวจการทำงานของประสาทคู่ที่ 1-12 (Cranial Nerves)
  • การตรวจการตอบสนองของรีเฟล็กซ์ (Deep Tendon Reflexes) และรีเฟล็กซ์ดั้งเดิมของทารก (Primitive Reflexes) ที่ควรจะหายไปตามวัย
  • การวัดขนาดเส้นรอบวงศีรษะและการประเมินการเจริญเติบโต

5.3 การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ (Laboratory & Diagnostic Investigations)

  • การตรวจการมองเห็นและการได้ยิน: ตรวจวัดระดับการได้ยินด้วยวิธี Auditory Brainstem Response (ABR) หรือ Brainstem Evoked Response Audiometry (BERA) เพื่อแยกภาวะหูตึงออกจากพัฒนาการภาษาล่าช้า
  • การตรวจสร้างภาพสมอง (Neuroimaging): การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI Brain) เพื่อหาสาเหตุทางโครงสร้าง เช่น สมองฝ่อ เลือดออกในสมอง หรือเนื้อสมองเจริญผิดปกติ
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram - EEG): ทำในรายที่สงสัยภาวะโรคลมชัก หรือการชักซ่อนเร้น
  • การตรวจทางพันธุกรรม (Genetic Testing): ตรวจโครโมโซม (Karyotype) หรือ Chromosomal Microarray (CMA) เพื่อหาความผิดปกติของ DNA
  • การตรวจทางเมแทบอลิซึม (Metabolic Screening): ตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ตรวจสารเคมีในเลือด และกรดอะมิโน เพื่อหาโรคทางเมแทบอลิซึม

6. วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Rehabilitation)

การดูแลรักษาเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าเน้นการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) เพื่อวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Individualized Treatment Plan):

6.1 การบำบัดฟื้นฟูพัฒนาการ (Rehabilitative Therapies)

  • กายภาพบำบัด (Physical Therapy - PT): เน้นการฟื้นฟูกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ฝึกการทรงตัว การนั่ง การยืน และการเดิน ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy - OT): เน้นการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก การประสานงานของสายตากับมือ ฝึกทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน (ADLs) และการปรับประมวลการรับความรู้สึก (Sensory Integration Therapy)
  • อรรถบำบัด / ฝึกพูด (Speech-Language Therapy - ST): ฝึกการใช้กล้ามเนื้อช่องปาก การบดเคี้ยว การกลืน การฝึกออกเสียง และการใช้การสื่อสารทดแทน (Augmentative and Alternative Communication - AAC) ในกรณีไม่สามารถพูดได้
  • พฤติกรรมบำบัดและจิตวิทยาพัฒนาการ (Behavioral & Developmental Therapy): ปรับพฤติกรรม ลดพฤติกรรมก้าวร้าวหรือพฤติกรรมกระตุ้นตนเอง เสริมสร้างทักษะทางสังคม

6.2 การรักษาด้วยยาและหัตถการทางการแพทย์ (Medical & Pharmacological Management)

  • การให้ยาควบคุมอาการชัก (Antiepileptic Drugs) ในเด็กที่มีโรคลมชักร่วมด้วย
  • การฉีดยาโบทูลินัมท็อกซิน (Botulinum Toxin Injection) เพื่อลดอาการเกร็งเฉพาะที่ในเด็กโรคสมองพิการ
  • การให้ฮอร์โมนทดแทนในเด็กที่มีภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด

7. เทคนิคการกระตุ้นสมองและพัฒนาการเด็กที่บ้านอย่างปลอดภัย (Home Brain Stimulation Techniques)

สมองของเด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านการปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพกับผู้เลี้ยงดู เทคนิคการกระตุ้นสมองที่บ้านแบ่งตามทักษะได้ดังนี้:

7.1 การกระตุ้นกล้ามเนื้อและการรับรู้

  • Tummy Time (การนอนคว่ำเล่น): ทำได้ตั้งแต่แรกเกิดในขณะเด็กตื่น โดยมีผู้ดูแลชิดใกล้ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อคอ หลัง และไหล่
  • Sensory Play (การเล่นสัมผัสหลากหลาย): ให้เด็กสัมผัสพื้นผิวที่ต่างกัน เช่น แป้งโดว์ น้ำ ทราย หรือผ้าที่มีเนื้อสัมผัสต่างกัน เพื่อกระตุ้นการสร้างเส้นใยประสาทรับความรู้สึก

7.2 การกระตุ้นภาษาและการสื่อสาร

  • Talk & Read Aloud: พูดคุยกับเด็กด้วยภาษาที่ชัดเจน ใช้เสียงสอง (High-pitched Parentese) อ่านนิทานภาพร่วมกัน เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กกำลังสนใจ
  • Wait and Respond: เมื่อเด็กส่งเสียงหรือชี้บอก ให้รอสักครู่เพื่อให้โอกาสเด็กตอบสนอง แล้วจึงพูดโต้ตอบ เพื่อฝึกทักษะการสนเทศแบบผลัดกัน (Turn-taking)
คำแนะนำจากคุณหมอเรื่องหน้าจอ: สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (AAP) แนะนำให้หลีกเลี่ยงการให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี งดดูสื่อผ่านหน้าจอทุกชนิด (โทรทัศน์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต) เนื่องจากทำให้ขาดการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จริง นำไปสู่ภาวะพูดช้า (Virtual Autism) ส่วนเด็กอายุ 2-5 ปี จำกัดเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน และต้องมีผู้ใหญ่ดูร่วมด้วยเสมอ

8. ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

  • ห้ามคิดว่า "เดี๋ยวโตขึ้นก็พูดเองได้หรือเดินได้เอง": การรอคอยโดยไม่เข้าได้รับการประเมิน อาจทำให้เสียโอกาสทองในการฟื้นฟูสมอง (Golden Window of Opportunity) ในช่วง 3 ปีแรก
  • ห้ามซื้อยา ยาบำรุง หรืออาหารเสริมที่ไม่ผ่านการรับรองมาให้เด็กทานเอง: เช่น สารสกัดจากสมุนไพร หรือวิตามินขนาดสูงเกินมาตรฐาน ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงต่อตับและไตของเด็ก
  • ห้ามใช้การลงโทษทางร่างกายหรือการใช้อารมณ์: เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าอาจเข้าใจคำสั่งได้ยาก การลงโทษจะเพิ่มความเครียด (Toxic Stress) ซึ่งส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus)
  • ห้ามปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอเพื่อความสะดวกในการเลี้ยงดู: เพราะเป็นการสื่อสารทางเดียวที่ขัดขวางการพัฒนาสมองด้านภาษาและสังคม

9. การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention & Long-term Care)

  • การดูแลสุขภาพขณะตั้งครรภ์ (Antenatal Care): ฝากครรภ์ตามนัด รับประทานกรดโฟลิก (Folic Acid) หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเคมีอันตราย
  • การรับวัคซีนป้องกันโรค: ฉีดวัคซีนตามเกณฑ์มาตรฐานเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อร้ายแรง เช่น วัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบฮิบ (Hib), วัคซีนไอพีดี (Pneumococcal Conjugate Vaccine - PCV), และวัคซีนหัด (MMR)
  • โภชนาการสมองที่เหมาะสม: เสริมอาหารที่มีธาตุเหล็ก (Iron) ไอโอดีน (Iodine) กรดไขมันโอเมก้า 3 (DHA/EPA) และโคลีน (Choline) เพื่อการสร้างปลอกหุ้มประสาท (Myelination) ที่สมบูรณ์
  • การตรวจคัดกรองพัฒนาการประจำปี: นำเด็กไปรับการตรวจสุขภาพและประเมินพัฒนาการตามนัดของกุมารแพทย์ทุกครั้ง (ที่อายุ 2, 4, 6, 9, 12, 18, 24 เดือน และปีละครั้งหลังจากนั้น)

10. กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ (Parent Actionable Checklist)

เช็กลิสต์ขั้นตอนการรับมือเมื่อสงสัยว่าลูกมีพัฒนาการล่าช้า:
  1. บันทึกพฤติกรรมและวิดีโอ: อัดคลิปวิดีโอพฤติกรรม ท่าทางการเคลื่อนไหว หรือลักษณะการพูดที่สงสัยว่ามีความผิดปกติไว้เปิดให้แพทย์ดู
  2. ตรวจสอบคู่มือพัฒนาการ: เช็กสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) เพื่อดูว่าลูกทำทักษะตามช่วงอายุได้ครบถ้วนหรือไม่
  3. นัดหมายกุมารแพทย์: เข้ารับการประเมินจากกุมารแพทย์ประจำตัว หรือกุมารแพทย์สาขาพัฒนาการและพฤติกรรม
  4. งดหน้าจอทันที: ปิดทีวี โทรศัพท์ และแท็บเล็ต เปลี่ยนมาเป็นการเล่นและการสื่อสารแบบสองทางกับลูก
  5. ฝึกกระตุ้นพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอ: นำเทคนิคจากการบำบัด (กายภาพบำบัด/ฝึกพูด/กิจกรรมบำบัด) มาฝึกซ้ำที่บ้านทุกวัน
  6. ดูแลสุขภาพจิตของผู้เลี้ยงดู: พ่อแม่และผู้ดูแลต้องจัดการความเครียด เปิดใจพูดคุยกับครอบครัว หรือเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนผู้ปกครอง (Parent Support Groups)
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down