ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องไวรัสตับอักเสบบีในเด็กและครอบครัว

โรคไวรัสตับอักเสบบีในเด็กและครอบครัวถือเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้เปรียบเสมือนภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพโดยไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่สามารถพัฒนาไปสู่โรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ในระยะยาว ทารกและเด็กเล็กจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดในการติดเชื้อและมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรังสูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า หากมารดาติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและไม่ได้รับการป้องกันอย่างถูกต้อง ทารกแรกเกิดอาจติดเชื้อผ่านทางช่องคลอดหรือกระบวนการคลอดได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรค อาการเตือน และแนวทางการป้องกันจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสมาชิกทุกคนในครอบครัวจากโรคร้ายแรงนี้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของไวรัสตับอักเสบบี

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus หรือ HBV) เป็นเชื้อไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็นดีเอ็นเอและมีความสามารถในการทำลายเซลล์ตับโดยตรง เชื้อนี้ติดต่อผ่านทางเลือดและสารคัดหลั่งที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อน โดยช่องทางการติดต่อหลักในเด็กและครอบครัวประกอบด้วย

  • การติดต่อจากแม่สู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์หรือขณะคลอด ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ทำให้เด็กเกิดการติดเชื้อเรื้อรังตั้งแต่วัยทารก
  • การสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อของผู้ติดเชื้อผ่านทางบาดแผล รอยขีดข่วน หรือเยื่อบุต่างๆ
  • การใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เช่น แปรงสีฟัน มีดโกน หรือกรรไกรตัดเล็บ ที่อาจปนเปื้อนคราบเลือด
  • การรับการรักษาพยาบาลหรือการทำหัตถการด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี

เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อไวรัสจะเดินทางผ่านกระแสเลือดไปยังตับและเข้าสู่เซลล์ตับ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะพยายามกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อ ซึ่งกระบวนการอักเสบนี้หากเกิดขึ้นเรื้อรังจะนำไปสู่การเกิดพังผืด ตับแข็ง และการกลายพันธุ์ของเซลล์ตับจนกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด

อาการสำคัญและระยะของการดำเนินโรค

อาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วยและระยะเวลาของการติดเชื้อ ในเด็กเล็กส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการใดๆ เมื่อติดเชื้อ ทำให้ผู้ปกครองไม่ทราบว่าบุตรหลานกำลังเผชิญกับโรคร้ายนี้อยู่ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่แสดงอาการหรือเข้าสู่ระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง จะพบอาการดังต่อไปนี้

  • อ่อนเพลียเรื้อรัง เหนื่อยง่ายอย่างไรสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และรู้สึกแน่นบริเวณชายโครงขวา
  • มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • ปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายชาเขียวเข้มหรือน้ำโคคาโคล่า
  • อุจจาระมีสีซีดลง
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) ซึ่งเป็นอาการเด่นชัดเมื่อตับเริ่มทำงานผิดปกติ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ทารกและเด็กเล็กที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการตัวเหลืองหรืออาการผิดปกติใดๆ แต่เชื้อจะแอบแฝงและทำลายตับไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่วัยหนุ่มสาวหรือวัยผู้ใหญ่ จึงมักตรวจพบเมื่อเกิดภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับแล้ว การตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญสูงสุด

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในผู้ป่วยเด็กหรือสมาชิกในครอบครัวที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเฉียบพลัน หรือผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังอยู่เดิม หากมีภาวะตับอักเสบรุนแรงอาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต ผู้ปกครองต้องสังเกตสัญญาณเตือนภัยเร่งด่วนดังต่อไปนี้

  • อาการซึมลง สับสน พูดจาสับสน หรือหมดสติ ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคสมองจากตับวาย
  • อาการตัวเหลืองและตาเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง
  • อาเจียนเป็นเลือดสดหรือมีสีดำคล้ำ และถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ
  • มีเลือดออกง่ายผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือมีจ้ำเลือดตามผิวหนัง
  • ปวดท้องรุนแรงบริเวณตับและมีไข้สูงร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบีต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการควบคู่กับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์จะทำการซักประวัติการรับวัคซีน ประวัติการติดเชื้อในครอบครัว และตรวจร่างกายเพื่อหาความผิดปกติของตับ จากนั้นจะพิจารณาตรวจเลือดเชิงลึกดังนี้

  • การตรวจหาแอนติเจนที่ผิวของไวรัส (HBsAg) เพื่อดูว่ามีการติดเชื้ออยู่ในปัจจุบันหรือไม่
  • การตรวจหาภูมิต้านทานต่อผิวของไวรัส (Anti-HBs) เพื่อประเมินระดับภูมิคุ้มกันจากการได้รับวัคซีนหรือเคยติดเชื้อและหายแล้ว
  • การตรวจหาแอนติบอดีต่อแกนไวรัส (Anti-HBc) เพื่อแยกระหว่างการติดเชื้อใหม่และการติดเชื้อเรื้อรัง
  • การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests) เช่น ค่าเอนไซม์ตับ AST และ ALT ระดับบิลิรูบิน และการทำงานในการสร้างโปรตีนของตับ
  • การตรวจปริมาณไวรัสในกระแสเลือด (HBV DNA) เพื่อประเมินความรุนแรงของการเบ่งตัวของเชื้อ
  • การอัลตราซาวนด์ช่องท้องเพื่อดูเนื้อตับ ขนาดของตับ และคัดกรองก้อนเนื้อร้าย

วิธีดูแลรักษาและการจัดการโรคตามหลักการแพทย์

แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีจะแบ่งตามระยะของโรคและการประเมินของแพทย์ โดยมีหลักการสำคัญดังนี้

  • การรักษาแบบประคับประคองในระยะเฉียบพลัน ให้ผู้ป่วยพักผ่อนอย่างเต็มที่ รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงและงดแอลกอฮอล์เด็ดขาด
  • การใช้ยาต้านไวรัส ในกรณีที่เป็นตับอักเสบเรื้อรังหรือมีปริมาณไวรัสในเลือดสูง แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน เพื่อกดการแบ่งตัวของไวรัส ลดการอักเสบ และป้องกันการเกิดตับแข็ง
  • การติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต้องมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อเจาะเลือดและอัลตราซาวนด์ตับทุกสามถึงหกเดือน
คำแนะนำจากคุณหมอ: ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีห้ามซื้อสมุนไพร อาหารเสริม หรือยาบำรุงตับที่ไม่มีงานวิจัยรองรับมารับประทานเอง เพราะอาจทำให้ตับทำงานหนักและเกิดภาวะตับอักเสบรุนแรงขึ้นจากสารพิษที่ตกค้างในตับ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดสำหรับครอบครัว

การอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในครอบครัวต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ สิ่งที่ต้องระมัดระวังและห้ามทำมีดังนี้

  • ห้ามใช้ของใช้ส่วนตัวที่อาจสัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งร่วมกัน เช่น แปรงสีฟัน มีดโกนหนวด หรือกรรไกรตัดเล็บ
  • ห้ามละเลยการตรวจเลือดสมาชิกทุกคนในครอบครัว หากพบบุคคลใดไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันทันที
  • ห้ามให้ผู้ป่วยหรือผู้พาหะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์จะเร่งกระบวนการทำลายเซลล์ตับให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ต้องเผาผลาญผ่านตับในปริมาณมากหรือติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

วิธีป้องกัน การสร้างภูมิคุ้มกัน และโภชนาการที่เหมาะสม

การป้องกันไวรัสตับอักเสบบีที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคและการรักษาสุขอนามัยที่ดี โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้

  • การฉีดวัคซีนในทารกแรกเกิด ตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ทารกทุกคนจะได้รับวัคซีนเข็มแรกตั้งแต่แรกเกิด เข็มที่สองเมื่ออายุหนึ่งถึงสองเดือน และเข็มที่สามเมื่ออายุหกเดือน
  • การตรวจคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ทุกราย เพื่อให้ทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นพาหะได้รับอิมมูโนโกลบูลิน (Hepatitis B Immune Globulin หรือ HBIG) และวัคซีนทันทีหลังคลอดเพื่อตัดวงจรการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
  • การตรวจเช็กระดับภูมิคุ้มกันในเด็กโตและผู้ใหญ่ หากพบว่าไม่มีภูมิคุ้มกันควรรับการฉีดวัคซีนให้ครบชุดสามเข็ม
  • การรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ และรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้ครอบครัวห่างไกลจากไวรัสตับอักเสบบีและโรคมะเร็งตับ พ่อแม่และผู้ดูแลสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนสำคัญดังนี้

  • พาบุตรหลานมารับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้ครบถ้วนตามกำหนดเวลาของแพทย์
  • พามาชิกทุกคนในครอบครัวไปตรวจเลือดคัดกรองหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและระดับภูมิคุ้มกัน
  • แยกของใช้ส่วนตัวที่มีความเสี่ยงในการปนเปื้อนเลือดอย่างเด็ดขาด
  • สังเกตอาการผิดปกติของบุตรหลาน เช่น อาการตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียเรื้อรัง และรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการน่าสงสัย
  • ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก หากพบว่ามีคนในครอบครัวติดเชื้อเพื่อรับคำแนะนำในการดูแลที่ถูกต้อง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down