เข้าใจโรคผื่นมือเท้าปากและผื่นแพ้ในเด็กเล็กเพื่อการดูแลที่ถูกต้อง
โรคติดเชื้อในเด็กเล็กถือเป็นความกังวลใจอันดับต้นๆ ของคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะโรคติดต่อที่มักพบการระบาดในศูนย์ดูแลเด็กและโรงเรียนอนุบาลอย่างโรคhand foot and mouth disease หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อโรค มือ เท้า ปาก ปัญหาสำคัญที่แพทย์มักพบในห้องตรวจคือความสับสนระหว่างผื่นจากโรค มือ เท้า ปาก กับผื่นแพ้ผิวหนังทั่วไป ซึ่งมีลักษณะภายนอกที่อาจมีความคล้ายคลึงกันในระยะแรก การวินิจฉัยและการแยกแยะโรคได้อย่างแม่นยำตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาและป้องกันการแพร่กระจายของโรคอย่างมีประสิทธิภาพ
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค มือ เท้า ปาก กับผื่นแพ้
โรค มือ เท้า ปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Enterovirus โดยสายพันธุ์ที่พบบ่อยและมักทำให้เกิดอาการรุนแรงคือ Coxsackievirus A16 และ Enterovirus 71 ไวรัสเหล่านี้ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ผ่านการสัมผัสสาร เช่น น้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพอง หรืออุจจาระของผู้ติดเชื้อ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณสามถึงเจ็ดวัน ก่อนจะแสดงอาการไข้และมีตุ่มน้ำใสตามอวัยวะต่างๆ
ในขณะที่ผื่นแพ้ (Allergic Rash) เกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ หรือสารระคายเคือง เช่น ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ผงซักฟอก ฝุ่นละออง อาหารบางชนิด หรือแม้แต่ความร้อนและความอับชื้น ผื่นแพ้ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส จึงไม่มีอาการไข้ร่วมด้วย และไม่สามารถติดต่อจากเด็กคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้เหมือนกับโรคติดเชื้อ
ลักษณะเฉพาะและการจำแนกความแตกต่างระหว่างผื่นมือเท้าปากและผื่นแพ้
การแยกแยะระหว่างผื่นจากโรค มือ เท้า ปาก กับผื่นแพ้ สามารถพิจารณาได้จากลักษณะทางคลินิกและตำแหน่งของรอยโรคดังนี้
- ลักษณะผื่นโรค มือ เท้า ปาก: มักเริ่มด้วยตุ่มแดงขนาดเล็ก ก่อนจะพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใสมีฐานสีแดงล้อมรอบ บริเวณที่พบบ่อยที่สุดคือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และบริเวณรอบปากหรือภายในช่องปาก นอกจากนี้ยังอาจพบได้ที่บริเวณก้นและเข่า ตุ่มน้ำเหล่านี้มักมีอาการเจ็บหรือคันเล็กน้อย
- ลักษณะผื่นแพ้: มักเป็นผื่นแดงราบหรือตุ่มนูนแดงกระจายตัว (Urticaria หรือ Eczema) พบบ่อยบริเวณข้อพับ แขน ขา หรือลำตัวตามบริเวณที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้ มักมีอาการคันมากเป็นสำคัญ แต่ไม่มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสที่มีขอบเขตชัดเจนเหมือนโรค มือ เท้า ปาก และไม่มีแผลในช่องปาก
- อาการร่วม: โรค มือ เท้า ปาก มักมีไข้ร่วมด้วย มีอาการเจ็บคอ กลืนน้ำลายไม่ได้ และซึมลง ในขณะที่ผื่นแพ้เด็กมักจะร่าเริงปกติหากไม่มีอาการคันรบกวนมาก และไม่มีไข้สูงเว้นแต่จะมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการเกา
อาการและลำดับการดำเนินของโรค มือ เท้า ปาก
การเข้าใจลำดับอาการของโรค มือ เท้า ปาก จะช่วยให้ผู้ดูแลเตรียมรับมือได้อย่างถูกต้อง โดยโรคนี้มีระยะเวลาดำเนินโรคประมาณเจ็ดถึงสิบวัน แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: เด็กจะมีไข้ต่ำถึงไข้สูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และมีอาการเจ็บคอเนื่องจากมีแผลในปาก
- ระยะออกผื่น: หลังจากมีไข้ประมาณหนึ่งถึงสองวัน จะเริ่มมีตุ่มน้ำใสที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และแผลในปากบริเวณกระพุ้งแก้ม ลิ้น และเหงือก ทำให้เด็กปฏิเสธการดื่มนมและอาหาร
- ระยะฟื้นตัว: ไข้จะเริ่มลดลง แผลในปากและตุ่มน้ำจะค่อยๆ แห้งและตกสะเก็ด โดยตุ่มที่มือและเท้าอาจมีอาการลอกได้ในภายหลัง ซึ่งถือเป็นอาการปกติในระยะหายจากโรค
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที
แม้ว่าโรค มือ เท้า ปาก ส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางกรณีโดยเฉพาะการติดเชื้อ Enterovirus 71 อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอด คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตสัญญาณอันตรายดังต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด
- ไข้สูงมากเกินสามวัน หรือไข้ที่ไม่ยอมลดลงแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้ว
- มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการซึมสลับกับกระสับกระส่าย
- อาเจียนพุ่งบ่อยครั้ง หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หรือมีอาการอกบุ๋มเวลาหายใจ
- มีอาการสะดุ้งผวาอย่างรุนแรง ตัวสั่น หรือมีอาการชัก
- มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะเลยนานเกินหกชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งและกระหม่อมบุ๋มในเด็กทารก
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับอาการเริ่มต้น ระยะเวลาการเกิดผื่น ประวัติการสัมผัสโรคจากโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก และประวัติการแพ้สารต่างๆ ร่วมกับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยแพทย์จะตรวจดูช่องปาก คอ ต่อมน้ำเหลือง และลักษณะของผื่นตามร่างกาย ในกรณีส่วนใหญ่การวินิจฉัยสามารถทำได้จากลักษณะทางคลินิก แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากลำคอหรืออุจจาระเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส หรือการตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะการอักเสบในร่างกาย
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลที่บ้าน
เนื่องจากโรค มือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเพื่อให้เด็กสบายตัวขึ้นและป้องกันภาวะแทรกซ้อน ไม่มีจำเพาะเจาะจงสำหรับยาฆ่าเชื้อไวรัสตัวใดตัวหนึ่ง
- การจัดการไข้และอาการปวด: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
- การดูแลภาวะขาดน้ำ: เนื่องจากเด็กเจ็บปากและไม่อยากกลืนอาหาร ควรเน้นให้จิบน้ำสะอาด น้ำเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง สามารถป้อนนมเย็น ไอศกรีมรสจืด โยเกิร์ต หรืออาหารเหลวอ่อนๆ ที่มีอุณหภูมิเย็นเพื่อช่วยลดอาการเจ็บแผลในปาก
- การเช็ดตัวลดไข้: ควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องในการเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน และสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบายไม่หนาจนเกินไป
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็กเล็ก มีข้อห้ามและข้อควรระวังทางการแพทย์ที่ผู้ดูแลต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) มาให้เด็กรับประทานเอง เนื่องจากโรคนี้เกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคและอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
- ห้ามเจาะหรือแกะตุ่มน้ำใสเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบริเวณผิวหนัง
- ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในการลดไข้เบื้องต้นหากยังไม่แน่ใจว่าเด็กเป็นโรคไข้เลือดออกหรือไม่ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการมีเลือดออกในทางเดินอาหาร
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการแพร่กระจายของโรค มือ เท้า ปาก ทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด
- ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังจากเข้าห้องน้ำ และหลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อม
- ทำความสะอาดของเล่น ของใช้ และพื้นผิวสัมผัสร่วมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรค
- แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อในโรงเรียนหรือศูนย์ดูแลเด็ก โดยควรหยุดเรียนจนกว่าแผลและตุ่มน้ำจะแห้งสนิทดี ซึ่งมักใช้เวลาประมาณเจ็ดถึงสิบวัน
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล
เพื่อความรวดเร็วและถูกต้องในการปฏิบัติงาน คุณพ่อคุณสามารถใช้เช็กลิสต์ด้านล่างนี้ในการดูแลเด็กเล็กที่มีอาการผื่นและไข้
- สังเกตลักษณะผื่นและตำแหน่งที่เกิดร่วมกับไข้เพื่อแยกแยะระหว่างโรค มือ เท้า ปาก และผื่นแพ้
- วัดอุณหภูมิร่างกายสม่ำเสมอและให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่แพทย์แนะนำ
- กระตุ้นให้เด็กจิบน้ำหรือทานอาหารเหลวเย็นๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก
- เฝ้าระวังอาการเตือนอันตราย เช่น ไข้สูงนาน ซึม อาเจียนพุ่ง หรือหายใจหอบเหนื่อย
- รีบพาไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณอันตรายหรืออาการไม่ดีขึ้นภายในสองถึงสามวัน