ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

วัคซีนไข้หวัดใหญ่จำเป็นแค่ไหนสำหรับเด็ก ทำไมต้องฉีดซ้ำทุกปีเพื่อป้องกันอาการรุนแรง

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก คำถามที่ผมได้รับบ่อยที่สุดจากคุณพ่อคุณแม่คือ วัคซีนไข้หวัดใหญ่จำเป็นแค่ไหนสำหรับเด็ก และทำไมลูกรักที่เพิ่งฉีดไปเมื่อปีที่แล้วจึงต้องกลับมาฉีดซ้ำใหม่อีกในปีนี้ คำตอบสั้นๆ แต่ชัดเจนคือ โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ไม่ใช่เพียงแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สร้างความเจ็บป่วยรุนแรงในเด็กเล็กได้มากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า และด้วยธรรมชาติของเชื้อไวรัสตัวนี้ที่มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา การฉีดวัคซีนประจำปีจึงเป็นเกราะป้องกันชีวิตที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กทุกคน

ทำความรู้จักโรคไข้หวัดใหญ่และมหันตภัยเงียบในเด็กเล็ก

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ สายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) เชื้อไวรัสนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนได้อย่างรวดเร็ว ในเด็กเล็กโดยเฉพาะกลุ่มทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เมื่อได้รับเชื้อเข้าไปแล้ว เชื้อจะลุกลามเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่างอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมา เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือภาวะสมองอักเสบ ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิตได้

คำแนะนำจากคุณหมอ: เด็กเล็กและเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมาก หากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มักมีอาการรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล การฉีดวัคซีนจึงช่วยลดอัตราการนอนโรงพยาบาลและลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงถึงร้อยละ 60 ถึง 80

กลไกการกลายพันธุ์และเหตุผลทางการแพทย์ที่ต้องฉีดวัคซีนทุกปี

คำถามยอดฮิตว่าทำไมต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี อธิบายได้ด้วยกลไกทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพันธมิตรหรือการกลายพันธุ์ (Antigenic Drift and Shift) อยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นจากการฉีดวัคซีนในปีที่ผ่านมา ไม่สามารถจดจำและต่อIสู้กับสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดในปีปัจจุบันได้ นอกจากนี้ ระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายจะค่อยๆ ลดต่ำลงตามกาลเวลา (Waning Immunity) องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงทำการคาดการณ์สายพันธุ์ของไวรัสที่จะระบาดในแต่ละปี และอัปเดตสูตรวัคซีนใหม่เป็นประจำทุกปี เพื่อให้ภูมิคุ้มกันมีความจำเพาะเจาะจงและสอดคล้องกับเชื้อไวรัสที่กำลังระบาดในปัจจุบันมากที่สุด

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรคของไข้หวัดใหญ่

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่มักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก: มีไข้สูงฉับพลัน (มักสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส) หนา ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด
  • ระยะอาการเด่นชัด: เริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอแห้งๆ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำูกไหล บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • ระยะฟื้นตัว: หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้จะค่อยๆ ลดลงภายใน 3 ถึง 5 วัน แต่ออาการอ่อนเพลียและอาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้นานถึง 1 ถึง 2 สัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ (Red Flag Symptoms) ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

  • ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงใหม่อีกครั้งอย่างรวดเร็ว
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมสบตา
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือริมฝีปากมีสีเขียวคล้ำ
  • มีอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure)
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • ปวดแน่นหน้าอก หรืออาเจียนไม่หยุด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจร่างกายเบื้องต้น หากสงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ แพทย์อาจพิจารณาตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยวิธีตรวจหาเชื้อจากสารคัดหลั่งในโพรงจมูก (Rapid Influenza Diagnostic Test: RIDT หรือ Swab Test) ซึ่งทราบผลได้รวดเร็วภายใน 15 ถึง 30 นาที ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนทางปอด แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดหรือทำการเอกซเรย์ปอดเพิ่มเติม

วิธีการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการดูแลประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัส

  • การให้ยาต้านไวรัส: ในเด็กกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งหากเริ่มให้ยาภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ จะช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาการเจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การลดไข้และการเช็ดตัว: เช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้องเพื่อระบายความร้อน และให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง
  • การชดเชยน้ำและสารอาหาร: ให้เด็กดื่มน้ำสะอาด นม หรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้เด็กรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตที่เรียกว่า กลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) นอกจากนี้ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง เพราะโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว

การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลในเด็กต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงอย่างเคร่งครัด โดยขนาดยาที่แนะนำคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ หลีกเลี่ยงการกะปริมาณยาเองโดยไม่ใช้ช้อนตวงหรือสร้อยฉีดยาที่ได้มาตรฐานจากแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อป้องกันการได้รับยาเกินขนาดซึ่งเป็นอันตรายต่อตับของเด็ก

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

นอกจากการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีแล้ว การสร้างสุขอนามัยที่ดีในครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ได้แก่ การล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และการหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาด

คำแนะนำจากคุณหมอ: วัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป โดยในปีแรกที่รับวัคซีน เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีจะต้องฉีด 2 เข็มเว้นระยะห่างกัน 4 สัปดาห์ และหลังจากนั้นให้ฉีดกระตุ้นปีละ 1 เข็มอย่างต่อเนื่องเพื่อคงระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายให้พร้อมรับมือกับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่เสมอ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้เด็กๆ เติบโตอย่างแข็งแรงและปลอดภัยจากโรคไข้หวัดใหญ่ คุณพ่อคุณสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนสำคัญดังนี้

  • พาเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามกำหนดทุกปีอย่างสม่ำเสมอ
  • สังเกตอาการป่วยอย่างใกล้ชิด หากมีไข้สูงร่วมกับอาการซึมหรือหายใจหอบ รีบพาไปพบแพทย์ทันที
  • ดูแลให้เด็กพักผ่อนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการใช้ยาเองโดยไม่มีคำสั่งแพทย์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down