ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกมีไข้สูง ตัวร้อนจัด สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องตั้งสติและรับมืออย่างถูกวิธี

อาการไข้ในเด็กเล็กถือเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยที่สุดและสร้างความวิตกกังวลใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่มากที่สุด เมื่อลูกน้อยมีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ร่างกายกำลังต่อสู้กับเชื้อโรค การเข้าใจกลไกและวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น อาการชักจากไข้สูง หรือภาวะขาดน้ำ บทความนี้จะเจาะลึกทุกประเด็นตั้งแต่สาเหตุ อาการ สัญญาณเตือนอันตราย ไปจนถึงวิธีดูแลรักษาและการใช้ยาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกรักของคุณ

สาเหตุและกลไกการเกิดไข้ในเด็ก

ไข้ไม่ใช่โรค แต่เป็นกลไกการตอบสนองตามธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เมื่อเชื้อโรค เช่น ไวรัสหรือแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย สมองส่วนไฮโปทาลามัสซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายจะสั่งการให้ปรับตั้งอุณหภูมิสูงขึ้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคและกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว

สาเหตุส่วนใหญ่ในเด็กมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดใหญ่ อาร์เอสวี เอนเทอโรไวรัส หรือโรคติดเชื้อในเด็กอื่นๆ เช่น มือเท้าปาก หรืออีสุกอีใส นอกจากนี้ การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น คออักเสบจากแบคทีเรีย หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ก็เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยเช่นกัน การติดเชื้อเหล่านี้สามารถติดต่อได้ผ่านทางการสัมผัสสารคัดหลั่ง ละอองฝอยจากการไอจาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน

อาการสำคัญและระยะของการเกิดไข้

อาการไข้มักเริ่มต้นจากการที่เด็กมีความรู้สึกหนาวสั่น ตัวเย็น ปวดเมื่อยตามตัว จากนั้นอุณหภูมิร่างกายจะค่อยๆ สูงขึ้นจนตัวร้อนจัด เด็กอาจมีอาการซึมลง หงุดหงิดง่าย เบื่ออาหาร และนอนไม่หลับ ระยะเวลาของไข้มักจะอยู่ระหว่างสามถึงห้าวันขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรค หากเป็นกลุ่มไวรัสทั่วไป ไข้มักจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเข้าสู่วันที่สี่หรือวันที่ห้า แต่หากมีอาการไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวันร่วมกับมีอาการทางระบบอื่นๆ ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากกุมารแพทย์อย่างละเอียด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: สิ่งสำคัญที่สุดคือการสังเกตพฤติกรรมและความรู้สึกตัวของเด็ก มากกว่าการมองเพียงตัวเลขบนเทอร์โมมิเตอร์ เพราะเด็กบางคนมีไข้สูงถึงสามสิบเก้าองศาเซลเซียสแต่ยังร่าเริงได้ ในขณะที่เด็กบางคนมีไข้ต่ำแต่ซึมมาก ซึ่งอย่างหลังอันตรายกว่ามาก

สัญญาณเตือนอันตรายที่ห้ามรอจนถึงเช้า

คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังอาการเตือนหรือที่เรียกว่าอาการวิกฤต ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ร่วมกับไข้สูง จำเป็นต้องพาเด็กไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงรุ่งเช้า ได้แก่

  • ไข้สูงมากและไม่ยอมลดลงเลยแม้จะให้ยาลดไข้และเช็ดตัวอย่างถูกวิธีแล้ว หรือไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน
  • มีอาการชักเกร็ง ตาค้าง หรือหมดสติ ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ฉุกเฉินทันที
  • เด็กซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว
  • ปฏิเสธการดื่มน้ำและนมอย่างสิ้นเชิง จนเกิดภาวะขาดน้ำ ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกินหกชั่วโมง
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ ริมฝีปากหรือปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ
  • อาเจียนพุ่งทุกครั้งที่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ หรือมีผื่นเลือดออกใต้ผิวหนัง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาที่มีไข้ อาการร่วมอื่นๆ ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย และประวัติการได้รับวัคซีน จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายอย่างครอบคลุม ทั้งการฟังเสียงปอดและหัวใจ ตรวจช่องปาก คอ และต่อมน้ำเหลือง ในกรณีที่มีความจำเป็น แพทย์อาจพิจารณาตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยชุดตรวจสำเร็จรูป การเจาะเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาวและการอักเสบ หรือการตรวจปัสสาวะ เพื่อให้สามารถให้การรักษาได้อย่างตรงจุด

วิธีดูแลรักษาและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่บ้าน

การปฐมพยาบาลเมื่อลูกมีไข้สูงที่บ้าน มีแนวปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ดังนี้

  • การให้ยาลดไข้ที่ปลอดภัย: ยาหลักที่ใช้คือพาราเซตามอล โดยต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด คือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ให้กินทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้เท่านั้น ห้ามให้ยาเกินขนาดเด็ดขาด
  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาดเพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวและระบายความร้อนไม่ได้) ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำบิดหมาด เช็ดบริเวณหน้า ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และลำตัว เพื่อช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและระบายความร้อนออกทางผิวหนัง
  • การชดเชยน้ำในร่างกาย: ให้เด็กดื่มน้ำสะอาด นม หรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากการสูญเสียเหงื่อและความร้อน
  • การแต่งกาย: ให้สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่ควรห่มผ้าหนาจนเกินไปแม้อาการหนาวสั่นจะหายไปแล้ว
คำแนะนำจากคุณหมอ: การเช็ดตัวควรเน้นบริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ซอกคอและรักแร้ และควรเช็ดนานประมาณสิบห้าถึงยี่สิบนาที จากนั้นซับตัวให้แห้งและสวมเสื้อผ้าโปร่ง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในการดูแลเด็กมีไข้สูงอาจส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้ สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษมีดังนี้

  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด: การใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่มีไข้จากการติดเชื้อไวรัส อาจเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • ระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน: ในกรณีที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟนเด็ดขาด เนื่องจากจะไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติในทางเดินอาหารและอวัยวะภายใน
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กกินเอง: เนื่องจากการติดเชื้อในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ในการรักษา การใช้ยาพร่ำเพรื่อจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและเป็นอันตรายต่อร่างกาย
  • ห้ามเช็ดตัวด้วยแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์จะซึมผ่านผิวหนังเด็กและทำให้เกิดพิษ รวมถึงทำให้หลอดเลือดหดตัวอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นอันตรายมาก

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อและการเกิดไข้สูงสามารถทำได้โดยการสร้างสุขอนามัยที่ดีในครอบครัว

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
  • รับการฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันตามกำหนดของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ และวัคซีนอื่นๆ ตามช่วงวัย
  • ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล: เมื่อลูกมีไข้สูง ให้ตั้งสติ วัดอุณหภูมิร่างกาย ให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัว เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ให้ดื่มน้ำเกลือแร่บ่อยๆ และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตราย เช่น ซึมมาก ชัก หายใจหอบเหนื่อย หรือไข้ไม่ลดเกินสามวัน ควรรีบพาลูกพบกุมารแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down