ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกเป็นไข้เปิดแอร์ได้ไหม? ไขข้อข้องใจทางการแพทย์ที่พ่อแม่ทุกคนควรรู้

เมื่อลูกน้อยมีอาการตัวร้อนหรือเป็นไข้ คำถามยอดฮิตที่สร้างความสับสนให้กับคุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลอยู่เสมอคือ "ลูกเป็นไข้เปิดแอร์ได้ไหม?" เนื่องจากมีความเชื่อโบราณที่ส่งต่อกันมาว่า การเปิดแอร์หรือให้เด็กสัมผัสลมเย็นจะทำให้ไข้สูงขึ้น ปอดบวม หรืออาการไข้หวัดทรุดลง แต่ในทางกุมารเวชศาสตร์ยุคใหม่ การจัดสภาพแวดล้อมให้อุณหภูมิเหมาะสมเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการลดไข้

คำตอบทางการแพทย์คือ "เด็กเป็นไข้สามารถเปิดเครื่องปรับอากาศได้" และในหลายกรณี การเปิดแอร์อย่างถูกวิธีมีประโยชน์ต่อการระบายความร้อนออกจากร่างกายเด็กมากกว่าการให้อยู่ในห้องที่ร้อนอบอ้าว อย่างไรก็ตาม การเปิดแอร์สำหรับเด็กเป็นไข้มีหลักการและข้อควรระวังเฉพาะเพื่อไม่ให้เกิดภาวะหนาวสั่น ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายยิ่งสูงขึ้น

คำแนะนำจากคุณหมอ: การเปิดแอร์ให้เด็กเป็นไข้ควรรักษาระดับอุณหภูมิห้องให้อยู่ในช่วง 25-27 องศาเซลเซียส ไม่ควรเปิดพัดลมจ่อตัวเด็กโดยตรง และควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าผ้าฝ้ายเนื้อบางเบาที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนผ่านทางการนำและการพาความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุและกลไกการเกิดไข้และโรคไข้หวัดในเด็ก

การเข้าใจกลไกการเกิดไข้จะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจว่าทำไมการควบคุมอุณหภูมิห้องจึงมีความสำคัญ ไข้ (Fever) ไม่ใช่ตัวโรคโดยตรง แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเมื่อเกิดการติดเชื้อหรือการอักเสบ

1. กลไกการปรับอุณหภูมิของร่างกาย (Thermoregulation)

เมื่อเชื้อโรค เช่น ไวรัสหรือแบคทีเรีย เข้าสู่ร่างกาย เซลล์ระบบภูมิคุ้มกันจะปลดปล่อยสารก่อไข้ที่เรียกว่า ไพโรเจน (Pyrogens) เช่น Interleukin-1 (IL-1) และ Tumor Necrosis Factor (TNF) สารเหล่านี้จะเดินทางผ่านกระแสเลือดไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ให้ปรับระดับอุณหภูมิเป้าหมายของร่างกาย (Set-point) สูงขึ้น

เมื่อ Set-point ถูกปรับให้สูงขึ้น ร่างกายจะรับรู้ว่าอุณหภูมิปัจจุบัน "ต่ำเกินไป" จึงเริ่มกลไกสร้างและกักเก็บความร้อน ได้แก่ การหดตัวของเส้นเลือดฝอยที่ผิวหนัง (ทำให้มือเท้าเย็นและปากเขียว) และการหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็วหรือการหนาวสั่น (Shivering) เพื่อสร้างความร้อน จนกระทั่งอุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ Set-point ใหม่

2. เชื้อก่อโรคไข้หวัดที่พบได้บ่อยในเด็ก

อาการไข้หวัดในเด็กมากกว่าร้อยละ 80-90 เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เชื้อที่พบบ่อยได้แก่:

  • ไรโนไวรัส (Rhinovirus): สาเหตุหลักของโรคไข้หวัดธรรมดา ทำให้มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ และไข้ต่ำๆ
  • ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus A และ B): มักทำให้เกิดไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอแห้ง
  • ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus): เชื้อสำคัญในเด็กเล็กที่อาจลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดหลอดลมฝอยอักเสบและปอดบวม
  • อะดีโนไวรัส (Adenovirus): ทำให้เกิดไข้สูงนานหลายวัน ตาแดง เจ็บคอ และอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย
  • เอนเทอโรไวรัส (Enterovirus): รวมถึงเชื้อที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก มักมีไข้ ร่วมกับแผลในปากและผื่นตามมือเท้า

ระยะและวิวัฒนาการของอาการไข้หวัดในเด็ก

การสังเกตการดำเนินโรคในแต่ละระยะจะช่วยให้ผู้ดูแลประเมินความรุนแรงและให้การดูแลได้อย่างเหมาะสม:

ระยะที่ 1: ระยะเริ่มแรกหรือระยะสะท้านหนาว (Chill Phase)

เป็นช่วงที่ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิเพิ่งปรับ Set-point สูงขึ้น เด็กจะมีอาการมือเท้าเย็น ผิวลาย ร่างกายหนาวสั่น ร้องงอแง และเริ่มมีไข้ขึ้นสูง ในระยะนี้ ห้ามเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นเด็ดขาด และไม่ควรเปิดแอร์เย็นจัด เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้เด็กสั่นและอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น ให้ห่มผ้าบางๆ และเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อระบายความร้อน

ระยะที่ 2: ระยะไข้ทรงตัว (Flush Phase)

เป็นช่วงที่อุณหภูมิร่างกายขึ้นไปถึงระดับ Set-point แล้ว เส้นเลือดฝอยที่ผิวหนังจะขยายตัวเพื่อพยายามระบายความร้อน ออกมา เด็กจะมีอาการตัวร้อนจัด หน้าแดง ผิวหนังแห้งและร้อน หัวใจเต้นเร็ว ในระยะนี้การเปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 25-27 องศาเซลเซียส ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้จะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายได้อย่างดีที่สุด

ระยะที่ 3: ระยะไข้ลดหรือระยะเหงื่อออก (Defervescence Phase)

เมื่อร่างกายเริ่มกำจัดเชื้อโรคได้ หรือเมื่อยาลดไข้ฤทธิ์สูงสุด ศูนย์ไฮโปทาลามัสจะปรับ Set-point กลับสู่ระดับปกติ ร่างกายจะกำจัดความร้อนส่วนเกินโดยการขยายเส้นเลือดและขับเหงื่อ เด็กจะมีเหงื่อออกมาก ตัวเริ่มเย็นลง และเริ่มกลับมาสดชื่นขึ้น

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำลูกพบแพทย์ทันที

แม้ว่าไข้หวัดส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในเด็กเล็ก ระบบภูมิคุ้มกันและทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ หากพบสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องพาเด็กไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด:

สัญญาณเตือนอันตรายวิกฤต (Red Flag Symptoms):
  • ทารกแรกเกิดถึงอายุต่ำกว่า 3 เดือน: มีไข้ตั้งแต่วัดทางรักแร้ได้ 37.8 องศาเซลเซียส หรือวัดทางรูตูดได้ 38.0 องศาเซลเซียสขึ้นไป ต้องพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการ
  • ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน: หรือไข้สูงมากกว่า 39.5 องศาเซลเซียสที่กินยาลดไข้แล้วไม่ลดลง
  • ภาวะชักจากไข้สูง (Febrile Seizure): มีอาการเกร็ง กระตุก ตาค้าง ไม่รู้สึกตัวขณะมีไข้
  • ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: ไม่เล่น ไม่สบตา ไม่ตอบสนองต่อสิ่งตรวจกระตุ้น ร้องงอแงผิดปกติกวนตลอดเวลา หรือกวนแล้วปลุกไม่ตื่น
  • สัญญาณระบบทางเดินหายใจล้มเหลว: หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็วเกินเกณฑ์อายุ หายใจอกบุ๋ม ชายโครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือมีเสียงหายใจวี้ด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดในอก
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้ง ผิวแห้ง ตาลึกโบ๋ ไม่มีน้ำตาเวลาร้องไห้ ปัสสาวะออกน้อยกว่าปกติ (ผ้าอ้อมแห้งนานเกิน 6 ชั่วโมงในทารก หรือไม่ปัสสาวะเลยใน 8 ชั่วโมง)
  • ตัวเขียว คล้ำ หรือมีผื่นจุดเลือดออก: ปากหรือปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ ผิวลาย หรือมีจุดเลือดออกสีแดงหรือม่วงตามตัวที่ไม่หายไปเมื่อกด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อนำลูกส่งโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินกระบวนการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของไข้และประเมินภาวะแทรกซ้อน ดังนี้:

1. การซักประวัติอย่างละเอียด (Medical History)

แพทย์จะสอบถาม ระยะเวลาที่มีไข้ ลักษณะของไข้ (สูงหรือต่ำ) อาการร่วม เช่น ไอ น้ำมูก อาเจียน ท้องเสีย ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยไข้หวัด ประวัติการรับวัคซีน และประวัติแพ้ยา

2. การตรวจร่างกายทางกุมารเวชศาสตร์ (Physical Examination)

  • วัดสัญญาณชีพ (Vital Signs): อุณหภูมิ อัตราการหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต
  • ตรวจทางเดินหายใจส่วนบน: ตรวจหู คอ จมูก ต่อมทอนซิลเพื่อหาตำแหน่งการติดเชื้อ
  • ฟังเสียงปอด: ใช้ หูฟังตรวจปอด (Stethoscope) เพื่อประเมินว่ามีการติดเชื้อลงปอด (Pneumonia) หรือหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) หรือไม่
  • ตรวจท้องและผิวหนัง: ตรวจหาจุดเลือดออก ผื่น ตับโต โต หรือภาวะขาดน้ำ

3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการและรังสีวินิจฉัย (Laboratory & Imaging Tests)

  • การตรวจหาเชื้อแบบรวดเร็ว (Rapid Antigen Swab Test): การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งในจมูกหรือลำคอเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza), ไวรัส RSV, หรือเชื้อ COVID-19
  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อแยกแยะว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย และประเมินระดับเกล็ดเลือด
  • การตรวจค่าการอักเสบในเลือด (CRP / ESR): บ่งชี้ระดับการอักเสบในร่างกาย
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): ทำในกรณีที่สงสัยภาวะปอดอักเสบ ติดเชื้อในปอด หรือมีเสียงปอดผิดปกติ

วิธีดูแลและรักษาอาการลูกเป็นไข้ที่บ้านอย่างถูกต้อง

การดูแลเด็กเป็นไข้ที่บ้านอย่างถูกวิธีจะช่วยลดความสุขสบายของลูก และป้องกันไม่ให้อุณหภูมิสูงจนเกิดอันตราย โดยมีแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ดังนี้:

1. การเปิดแอร์และการจัดสภาพแวดล้อมอย่างถูกต้อง

  • ปรับอุณหภูมิห้อง: ตั้งค่าเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 25-27 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ไม่เย็นหรือร้อนเกินไป
  • หลีกเลี่ยงลมจ่อ: ปรับทิศทางลมของแอร์ไม่ให้พัดลงมาสัมผัสตัวเด็กโดยตรง และไม่ควรใช้พัดลมเปิดจ่อตัวเด็ก
  • รักษาความชื้นสัมพัทธ์: เครื่องปรับอากาศจะทำให้อากาศในห้องแห้ง ซึ่งอาจระคายเคืองทางเดินหายใจ ให้ใช้เครื่องเพิ่มความชื้น (Humidifier) หรือวางกะละมังใส่น้ำไว้ในห้อง
  • เสื้อผ้าที่เหมาะสม: สวมเสื้อผ้าผ้าฝ้ายบางเบา 1-2 ชั้น ห้ามสวมเสื้อผ้าหนาแน่นหรือห่มผ้าหนาเตอะในขณะที่ตัวร้อนจัด

2. วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge)

การเช็ดตัวเป็นการใช้กลไกการพาความร้อนและการระเหยของน้ำเพื่อลดอุณหภูมิ กายวิภาคศาสตร์การเช็ดตัวที่ได้ผลดีมีขั้นตอนดังนี้:

  • ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมแอลกอฮอล์เด็ดขาด)
  • ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดถูย้อนรูขุมขนขึ้นเข้าหาหัวใจ
  • วางผ้าประคบบริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา รักแร้ และซอกคอ เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ
  • เช็ดตัวต่อเนื่องเป็นเวลา 15-20 นาที แล้วเช็ดตัวให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้า

3. การให้สารน้ำและโภชนาการ

เด็กที่เป็นไข้จะสูญเสียน้ำผ่านทางลมหายใจและผิวหนังมากกว่าปกติ จึงเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ:

  • ป้อนน้ำสะอาดทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
  • ในเด็กที่ดื่มนมแม่ ให้ดื่มนมแม่บ่อยขึ้น เนื่องจากนมแม่มีภูมิต้านทานและสารน้ำที่เหมาะสม
  • หากมีอาการท้องเสียหรืออาเจียนร่วมด้วย ให้ดื่มน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (ORS)
  • ให้อาหารย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม น้ำซุป

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดทางการแพทย์

ข้อห้ามทางการแพทย์ที่ไม่ควรทำเด็ดขาด:
  1. ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด: การให้ยาแอสไพรินแก่เด็กที่ติดเชื้อไวรัส (เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือสุกใส) เสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการไรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้ตับล้มเหลวเฉียบพลัน สมองบวม และมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก
  2. ระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และยากลุ่ม NSAIDs: ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟนในเด็กที่ยังมีไข้สูงโดยยังไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยแน่ชัด เพราะหากเด็กเป็น "โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever)" ยาไอบูโพรเฟนจะต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เพิ่มความเสี่ยงระคายเคืองกระเพาะอาหาร และทำให้เกิดการเลือดออกในทางเดินอาหารรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้
  3. ห้ามใช้แอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ก: แอลกอฮอล์สามารถซึมผ่านผิวหนังอันบางเบาของเด็กเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดพิษจากแอลกอฮอล์ (Alcohol Toxicity) ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และอาจทำให้เด็กหยุดหายใจได้
  4. ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ให้ลูกกินเอง: ยาปฏิชีวนะใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดได้ การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร

การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) อย่างถูกต้องและปลอดภัย

ยาพาราเซตามอลเป็นยาแก้ไข้ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก หากใช้อย่างถูกต้องตามขนาดยาที่คำนวณตามน้ำหนักตัว:

  • ขนาดยาที่ถูกต้อง: 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อ การกิน 1 ครั้ง (10-15 mg/kg/dose)
  • ความถี่ในการให้ยา: ให้ยาได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ไม่ควรให้ถี่กว่าทุก 4 ชั่วโมง
  • ขนาดยาสูงสุด: ห้ามเกิน 5 ครั้งต่อวัน (หรือไม่เกิน 60-75 mg/kg/day) เพื่อป้องกันพิษต่อตับ (Hepatotoxicity)
  • ตรวจสอบความเข้มข้นของยา: ยาน้ำพาราเซตามอลสำหรับเด็กมีความเข้มข้นหลายขนาด (เช่น 120 mg/5 ml หรือ 250 mg/5 ml) ต้องอ่านฉลากยาและใช้ไซริงค์หรือถ้วยตวงยาที่ถูกต้องเสมอ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคทางเดินหายใจและไข้หวัดในเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำได้ผ่านมาตรการหลัก ดังนี้:

1. การฉีดวัคซีนป้องกันโรค (Immunization)

  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ฉีดเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะก่อนเข้าฤดูฝนและฤดูหนาว
  • วัคซีนไอพีดี (PCV - Pneumococcal Conjugate Vaccine): ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี ที่เป็นสาเหตุของปอดบวมและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • การป้องกันเชื้อ RSV: ปัจจุบันมีภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibodies) สำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงสูง และวัคซีนสำหรับหญิงตั้งครรภ์เพื่อส่งต่อภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย

2. สุขอนามัยส่วนบุคคลและสภาพแวดล้อม

  • ล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการนำเด็กเล็กไปในสถานที่แออัด หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด
  • ทำความสะอาดของเล่นและข้าวของเครื่องใช้ในบ้านเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่และฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจและลดภูมิคุ้มกัน local immunity

สรุปเช็กลิสต์สำหรับพ่อแม่เมื่อลูกเป็นไข้ (Parental Action Plan Checklist)

รายการปฏิบัติตนเมื่อลูกตัวร้อนเป็นไข้:
  • วัดอุณหภูมิร่างกายด้วยเทอร์โมมิเตอร์มาตรฐาน และบันทึกเวลาและระดับอุณหภูมิไว้ทุกครั้ง
  • จัดห้องให้อากาศถ่ายเท เปิดแอร์อุณหภูมิ 25-27 องศาเซลเซียส ไม่เปิดพัดลมจ่อตัว
  • สวมเสื้อผ้าบางเบา ระบายอากาศได้ดี
  • หากตัวร้อนจัด (ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส) ให้ทานยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัว (10-15 mg/kg)
  • เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา เช็ดรั้งย้อนรูขุมขนเป็นเวลา 15-20 นาที
  • ให้ลูกดื่มน้ำสะอาด น้ำเกลือแร่ หรือนมทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
  • สังเกตสัญญาณเตือนอันตราย (ซึม หอบเหนื่อย ชัก ขาดน้ำ ไข้สูงเกิน 3 วัน) หากพบให้พาไปพบแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down