ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำ: เมื่อลูกน้อยตัวร้อนกับการดูแลที่ถูกต้องสำหรับพ่อแม่

อาการไข้ในเด็กถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่สร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ปกครองมากที่สุด โดยเฉพาะในเด็กเล็กและทารกซึ่งยังมีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่พัฒนาไม่เต็มที่ หนึ่งในคำถามทางการแพทย์ที่กุมารแพทย์มักได้รับคำถามอยู่เสมอเมื่อเด็กป่วยเป็นไข้หวัดคือ ลูกเป็นไข้เปิดแอร์ได้ไหม เนื่องจากความเชื่อโบราณมักเตือนว่าการเปิดแอร์จะทำให้เด็กโดนความเย็นสะท้านจนอาการแย่ลงหรือเกิดภาวะปอดบวม

ในความเป็นจริงตามหลักกุมารเวชศาสตร์ การเปิดเครื่องปรับอากาศให้ลูกน้อยขณะมีไข้นั้นสามารถทำได้ และมีประโยชน์อย่างยิ่ง หากจัดการสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม การให้อยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิเย็นสบายพอดีจะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย ลดความเครียดของร่างกาย และช่วยให้เด็กหลับพักผ่อนได้ยาวนานขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของระบบภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสังเกตอาการแทรกซ้อนและสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เพื่อให้การรักษาทำได้อย่างทันท่วงที

คำแนะนำจากคุณหมอ: การปรับอุณหภูมิห้องให้เหมาะสมขณะเด็กเป็นไข้ไม่ได้ทำให้ไข้สูงขึ้น แต่การปล่อยให้เด็กอยู่ในห้องที่ร้อนอบอ้าวจะยิ่งทำให้ร่างกายสะสมความร้อน สูญเสียน้ำทางเหงื่อมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะชักจากไข้สูง (Febrile Seizure)

สาเหตุและกลไกการเกิดไข้ในเด็ก (Causes & Pathophysiology)

อาการไข้ (Fever) ไม่ใช่ตัวโรคในตัวเอง แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคเข้ามาคุกคาม

กลไกการปรับอุณหภูมิของศูนย์ควบคุมในสมอง

ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างกายมนุษย์อยู่ที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Thermostat) เมื่อเชื้อโรค เช่น ไวรัสหรือแบคทีเรีย เข้าสู่ร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาวจะหลั่งสารสื่อสารอักเสบที่เรียกว่า ไพโรเจน (Pyrogens) เช่น Interleukin-1 (IL-1), Interleukin-6 (IL-6) และ Tumor Necrosis Factor (TNF) สารเหล่านี้จะกระตุ้นการสร้างพรอสตาแกลนดิน อีสอง (Prostaglandin E2 - PGE2) ในสมอง ส่งผลให้ไฮโปทาลามัสปรับตั้งระดับอุณหภูมิเป้าหมาย (Setpoint) ให้สูงขึ้น ร่างกายจึงเริ่มกระบวนการสร้างและกักเก็บความร้อน เช่น การหดตัวของเส้นเลือดฝอยที่ผิวหนัง ทำให้มือเท้าเย็น และเกิดอาการหนาวสั่น

เชื้อก่อโรคที่พบได้บ่อยในเด็ก

  • เชื้อไวรัส (Viral Infections): เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของโรคไข้หวัดในเด็ก ได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus A/B), ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus), ไรโนไวรัส (Rhinovirus), อะดีโนไวรัส (Adenovirus), ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza Virus) และเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus)
  • เชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Infections): แม้พบได้น้อยกว่าไวรัส แต่มีความรุนแรงสูงกว่า เช่น สเตรปโตคอคคัส (Streptococcus pneumoniae) หรือ ฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนเซ (Haemophilus influenzae type b) ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคคออักเสบ ปอดบวม ติดเชื้อในหูส่วนกลาง หรือติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

ระยะและอาการสำคัญของไข้หวัดในเด็ก

อาการไข้และไข้หวัดในเด็กมีการเปลี่ยนแปลงแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งผู้ดูแลควรเข้าใจเพื่อการรับมืออย่างถูกวิธี:

1. ระยะเริ่มแรกหรือระยะไข้ขึ้น (Chills / Shivering Phase)

เป็นระยะที่ไฮโปทาลามัสเริ่มปรับค่าอุณหภูมิเป้าหมายสูงขึ้น เด็กจะเริ่มมีอาการตัวร้อน แต่อาจมีมือเท้าเย็น ผิวหนังซีด และเริ่มบ่นหนาวหรือมีอาการหนาวสั่น ในระยะนี้ไม่ควรเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นเด็ดขาด เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ร่างกายสั่นและสร้างความร้อนเพิ่มขึ้น

2. ระยะไข้สูงคงที่ (Flush / Hot Phase)

อุณหภูมิร่างกายขึ้นสูงถึงจุดเป้าหมายใหม่ (มักจะมากกว่า 38.0 องศาเซลเซียส) เส้นเลือดที่ผิวหนังเริ่มขยายตัวเพื่อระบายความร้อน ทำให้เด็กมีอาการตัวร้อนจัด หน้าแดง ผิวหนังแดง แห้ง และหายใจเร็วขึ้น เด็กจะเริ่มรู้สึกอึดอัด ตัวร้อนวูบวาบ

3. ระยะไข้ลด (Defervescence / Sweating Phase)

เมื่อได้รับการทานลดไข้หรือระบบภูมิคุ้มกันเริ่มควบคุมเชื้อโรคได้ สมองจะปรับอุณหภูมิเป้าหมายลงมาที่ระดับปกติ ร่างกายจะขับความร้อนออกอย่างรวดเร็วผ่านทางเหงื่อ ทำให้เด็กมีเหงื่อออกมาก มือเท้ากลับมาร้อนและอุ่นขึ้นตามลำดับ

ลูกเป็นไข้เปิดแอร์ได้ไหม? ไขข้อข้องใจทางการแพทย์และแนวทางปฏิบัติ

คำตอบทางการแพทย์ที่ชัดเจนคือ เปิดแอร์ได้ และเป็นวิธีที่ช่วยส่งเสริมความสบายตัวของเด็ก แต่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เพื่อความปลอดภัยดังนี้:

1. ปรับอุณหภูมิห้องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

อุณหภูมิห้องที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กที่เป็นไข้คือ 25 - 27 องศาเซลเซียส ไม่ควรอุ่นเกินไปจนอบอ้าว และไม่ควรเย็นจัดจนเด็กเกิดอาการหนาวสั่น

2. หลีกเลี่ยงการให้ลมแอร์เป่าลงตัวเด็กโดยตรง

ปรับทิศทางลมของเครื่องปรับอากาศ (Bane / Swing) ไม่ให้พัดลงกระทบศีรษะหรือร่างกายของเด็กโดยตรง เนื่องจากลมเย็นที่ปะทะผิวหนังอย่างรวดเร็วจะทำให้เส้นเลือดหดตัวทันที เด็กจะรู้สึกหนาวสั่น และกระตุ้นให้อุณหภูมิแกนกลางร่างกาย (Core Body Temperature) พุ่งสูงขึ้น

3. ควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ในห้อง

การเปิดแอร์เป็นเวลานานทำให้ความชื้นในอากาศลดลง อากาศที่แห้งจะทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจของเด็กแห้ง ระคายเคือง และระบายเสมหะได้ยากขึ้น ผู้ดูแลสามารถวางภาชนะใส่น้ำไว้ในห้อง หรือใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ (Humidifier) เพื่อรักษาระดับความชื้นสัมพัทธ์ให้อยู่ที่ประมาณ 50 - 60%

4. การแต่งกายและการห่มผ้า

ให้เด็กสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อบางเบา ทำจากผ้าฝ้าย (Cotton) ที่ระบายอากาศได้ดี ห้ามสวมเสื้อผ้าหนาแน่นหรือพันผ้าหนาหลายชั้น ให้ใช้ผ้าห่มผืนบางห่มช่วงอกและท้อง หลีกเลี่ยงการห่มผ้าหนาหนักจนความร้อนถ่ายเทไม่ได้

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเปิดแอร์แล้วเด็กมีอาการหนาวสั่น ปากเขียว หรือร้องไห้งอแงจากความเย็น ให้รีบปรับเพิ่มอุณหภูมิแอร์ ห่มผ้าผืนบางเพิ่ม และตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทันที

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flag Symptoms ที่ต้องพาลูกไปพบแพทย์ทันที

พ่อแม่ผู้ดูแลต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนวิกฤตต่อไปนี้ แม้จะเป็นเวลาเจ็บป่วยเพียงวันแรก ก็ต้องนำส่งโรงพยาบาลหรือพบกุมารแพทย์โดยทันที:

  • ไข้สูงเกินเกณฑ์หรือไม่ลดลง: มีไข้สูงเกิน 39.0 องศาเซลเซียส หรือทานยาลดไข้ร่วมกับเช็ดตัวแล้วไข้ไม่ลดลงภายใน 1 - 2 ชั่วโมง หรือไข้สูงเรื้อรังติดต่อกันเกิน 3 วัน
  • ภาวะชักจากไข้สูง (Febrile Seizure): เด็กมีอาการเกร็ง กระตุก ตาค้าง ไม่รู้สึกตัว หรือหมดสติขณะมีไข้สูง
  • อาการซึมและซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: ไม่เล่น ไม่สบตา ง่วงซบตลอดเวลา ไม่ตอบสนองต่อการเรียก ปลุกตื่นยาก หรือร้องไห้งอแงแบบไม่สามารถปลอบได้
  • ภาวะหายใจล้มเหลว/หายใจลำบาก: หายใจหอบเร็ว หายใจอกบุ๋ม ชายโครงซุ่ม ปีกจมูกบาน มีเสียงหายใจดังวี้ด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดในลำคอชวนสงสัยภาวะปอดบวมหรือหลอดลมฝากอักเสบ
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ปากแห้ง ผิวแห้ง ตาลึกโหล ไม่มีน้ำตาเวลาร้องไห้ และปัสสาวะน้อยกว่าปกติ (ผ้าอ้อมแห้งเกิน 6 ชั่วโมง หรือปัสสาวะสีเข้มจัด)
  • ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำหรือผิวเป็นลายลูกขวาน: แสดงถึงภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือภาวะช็อก
  • มีผื่นแดงหรือจุดเลือดออกตามตัว: กดแล้วไม่บ๋มหรือกดแล้วสีแดงไม่หายไป ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคไข้เลือดออก หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis)

เมื่อพาเด็กมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะทำการประเมินและตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นขั้นตอนดังนี้:

1. การซักประวัติอย่างละเอียด (Medical History)

แพทย์จะสอบถามระยะเวลาของการมีไข้ ลักษณะไข้ (ไข้สูงตลอดเวลา หรือไข้เป็นๆ หายๆ) อาการร่วม เช่น ไอ น้ำมูก เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยไข้หวัดในบ้านหรือโรงเรียน และประวัติการรับวัคซีน

2. การตรวจร่างกาย (Physical Examination)

ส่องตรวจหู คอ จมูก ตรวจฟังเสียงปอดและหัวใจ ตรวจคลำตับโตสเปนโต และตรวจหาผื่นตามผิวหนัง เพื่อระบุตำแหน่งของการติดเชื้อ

3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)

  • Rapid Antigen Swab Test: การป้ายสิ่งส่งตรวจจากโพรงจมูกเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza A/B), RSV, COVID-19 หรือ Adenovirus ซึ่งทราบผลได้ภายใน 15 - 30 นาที
  • การตรวจเลือด Complete Blood Count (CBC) และ CRP: ช่วยแยกแยะว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): พิจารณาทำในกรณีที่เด็กมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ฟังปอดพบเสียงผิดปกติ เพื่อวินิจฉัยภาวะปอดอักเสบ (Pneumonia)

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกต้อง (Home Care & Treatment)

หากแพทย์ประเมินแล้วว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสทั่วไปและอนุญาตให้กลับไปดูแลที่บ้านได้ ผู้ดูแลควรปฏิบัติตามหลักการดูแลดังนี้:

1. การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลอย่างถูกต้องและปลอดภัย

ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาตัวแรกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก:

  • ขนาดยาที่ถูกต้อง: คำนวณตามน้ำหนักตัวเด็กที่ 10 - 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อ ครั้ง
  • ความถี่ในการให้ยา: ให้ยาได้ทุก 4 - 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามให้เกิน 5 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง
  • อ่านฉลากยาและใช้สลิงหรือถ้วยตวงยาที่แถมมากับขวดยาเท่านั้น ห้ามใช้ช้อนรับประทานอาหารตวงยาเด็ดขาด

2. วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Tepid Sponge)

การเช็ดตัวเป็นกระบวนการใช้น้ำพาความร้อนออกจากร่างกาย ต้องทำอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย:

  • ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง: ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมน้ำแข็งเด็ดขาด
  • ถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด: เช็ดในห้องที่ไม่มีลมพัดผ่านปิดพัดลมจ่อ
  • ทิศทางการเช็ด: ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดถูย้อนรูขุมขนเข้าหาหัวใจ เริ่มจากปลายมือปลายเท้าขึ้นมาหาลำตัว
  • วางผ้าประคบตามจุดชีพจร: วางผ้าเปียกประคบบริเวณซอกคอ รักแร้ และขาหนีบทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เพื่อช่วยระบายความร้อนได้เร็วขึ้น
  • ระยะเวลา: ใช้เวลาเช็ดตัวประมาณ 15 - 20 นาที แล้วเช็ดตัวให้แห้งก่อนใส่เสื้อผ้าเนื้อบางเบา

3. การชดเชยน้ำและโภชนาการ

กระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำสะอาด น้ำอุ่น หรือจิบน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยขับความร้อน สำหรับเด็กอ่อนให้เน้นการให้นมแม่หรือนมผงตามปกติ ไม่ควรงดนม สำหรับอาหารให้เน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก น้ำซุป หรือข้าวต้ม

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Contraindications)

ข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุด:
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด: การให้ยาแอสไพรินในเด็กติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือสุกใส มีความเสี่ยงรุนแรงต่อการเกิดกลุ่มอาการไรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งก่อให้เกิดตับวายและสมองบวมจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) โดยไม่จำเป็น: หากยังไม่ได้ตัดสาเหตุของโรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) ออกไป การใช้ยาไอบูโพรเฟนหรือกลุ่มยาแก้ปวดลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารและมีเลือดออกในทางเดินอาหารรุนแรง
  • ห้ามใช้น้ำเย็นหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัว: แอลกอฮอล์สามารถซึมผ่านผิวหนังเด็กเข้าสู่กระแสเลือด ก่อให้เกิดพิษและภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ส่วนน้ำเย็นจัดจะทำให้เส้นเลือดหดตัวอย่างรวดเร็ว เกิดการสะสมความร้อนข้างในและทำให้เด็กชักได้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: ยาปฏิชีวนะใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดได้ การซื้อยาให้เด็กทานเองโดยไม่จำเป็นส่งผลให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เด็กป่วยเป็นไข้หวัดหรือลดความรุนแรงของโรค ทำได้โดยการสร้างภูมิคุ้มกันและสุขอนามัยที่ดี:

1. การฉีดวัคซีนป้องกันโรค

  • วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการสายพันธุ์เปลี่ยนไปทุกปี
  • วัคซีนป้องกันโรคไอพีดี (Pneumococcal Conjugate Vaccine - PCV): ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส ที่ก่อให้เกิดโรคปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด

2. สุขอนามัยส่วนบุคคล

ฝึกฝนให้เด็กหมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องเข้าไปในพื้นที่แออัด และหลีกเลี่ยงการนำเด็กไปใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอหรือน้ำมูก

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล (Actionable Parent Checklist)

เพื่อให้ผู้ดูแลนำไปใช้ปฏิบัติได้ทันทีเมื่อลูกเป็นไข้ สามารถสรุปขั้นตอนตามตารางเช็กลิสต์ดังนี้:

  • อุณหภูมิห้อง: เปิดแอร์อุณหภูมิ 25 - 27 องศาเซลเซียส ไม่ให้ลมเป่าตัว สวมเสื้อผ้าบางเบา
  • การวัดไข้: ตรวจวัดอุณหภูมิทางหน้าผาก หู หรือรักแร้ ทุก 3 - 4 ชั่วโมง และจดบันทึกไว้
  • การยาลดไข้: ให้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัว (10 - 15 mg/kg) ทุก 4 - 6 ชั่วโมงเมื่อไข้สูงกว่า 37.8 องศาเซลเซียส
  • การเช็ดตัว: ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง เช็ดวนย้อนรูขุมขนเข้าหาหัวใจ ประคบซอกคอ รักแร้ ขาหนีบนาน 15 - 20 นาที
  • การให้น้ำ: ให้ดื่มน้ำอุ่นหรือจิบน้ำเกลือแร่ ORS บ่อยๆ ป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • การสังเกต Red Flags: หากมีอาการซึม หายใจหอบ ชัก ปากแห้ง หรือไข้สูงไม่ลดเกิน 3 วัน ให้รีบพาลูกไปโรงพยาบาลทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down